บทความ

1 วัน ชม 2 กีฬา ความสุขที่แตกต่าง


ผมมีโอกาสได้สัมผัสกับกีฬา 2 รูปแบบ ในหนึ่งวันเดียวกัน เป็นปรากฏการณ์ความมันที่แตกต่างกันแต่ทั้ง 2 รายการสร้างความสุขให้กับแฟนกีฬาได้อย่างเต็มเปี่ยม ทั้งรายการ กูดเยียร์ ฟอร์มูลา ดริฟท์ไทยแลนด์ 2010 และรายการแข่งขัน ฟุตบอล โตโยตา ลีกคัพ 2010 รอบชิงชนะเลิศ

ทั้ง 2 รายการ ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ทางกีฬา ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในเมืองไทย โดยรายการแรกนั้น แน่นอนว่า เป็นที่ถูกใจวัยรุ่น ขาดริฟท์ ที่ชื่นชอบความเร็ว แรง ของมอเตอร์สปอร์ทเพราะนี่เป็นการจัดงานครั้งที่ 2 ที่สานต่อความสำเร็จจากปีที่แล้ว มีผู้ชมงานกว่า 5,000 คน ในสนามแข่งรถวันเดอร์พาร์ค แถวๆ รามอินทรา และคงไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะระดมนักแข่งดริฟท์ กว่า 60 คน จาก 8 ประเทศมาชิงชัย ท่ามกลางบรรยากาศที่ตื่นตา ตื่นใจ และบรรดาพริททีที่มาสร้างสีสัน ทำให้บรรยากาศของงานดูกระชุ่มกระชวยขึ้นมาถนัดตา

สาเหตุที่ผมต้องพูดถึง เพราะการแข่งขันรถทางเรียบในลักษณะดริฟท์ เริ่มเป็นที่รู้จักในวงการมอเตอร์สปอร์ท บ้านเรา แถมยังมีนักแข่งหน้าใหม่เกิดขึ้นมากมาย ทักษะและฝีมือของน้องๆ เหล่านี้ขึ้นชื่อลือชามาก และยิ่งพวกเขามีโอกาสมาเจอกับนักแข่งต่างชาติฝีมือดีๆ หลายคน ก็จะเป็นการพัฒนาต่อยอดให้เขาเหล่านี้มีความมั่นใจเพิ่มขึ้น

ส่วนอีกงานหนึ่ง เป็นการแข่งขันฟุตบอล โตโยตา ลีกคัพ 2010 ที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ มีทีมฟุตบอลลงแข่งขันมากมายหลายทีม โดยมีเงินรางวัลล่อใจสูงถึง 5 ล้านบาท พร้อมรถ โตโยตา แคมรี และไฮลักซ์ วีโก สำหรับนักเตะ และอีกสารพัดรางวัล จึงทำให้รายการนี้ได้รับความสนใจและติดตามจากแฟนบอลทั่วประเทศ รวมถึงผมและเพื่อนๆรอบชิงชนะเลิศนั้น คุณคงทราบผลการแข่งขันแล้วว่า สโมสรการท่าเรือ เป็นฝ่ายชนะสโมสรบุรีรัมย์ พีอีเอไปด้วยคะแนน 2-1 บรรยากาศการแข่งขันตลอด 90 นาทีนั้นเต็มไปด้วยเรื่องน่าตื่นเต้น และน่าจดจำ โดยเฉพาะบรรดากองเชียร์ของสโมสรบุรีรัมย์ พีอีเอ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของผู้ชมกีฬาในเมืองไทย เพราะมีสีสัน และมารยาทงดงามยิ่งในการเชียร์ทีมรักของตน ไม่มีการด่าทอ หรือใช้ความรุนแรง มีแต่สีสัน ความสนุกสนานที่มอบให้ ดูแล้วสนุก และไม่เคยคิดว่า จะมีบรรยากาศแบบนี้เกิดขึ้นจริงในบ้านเรา

ผมและเพื่อนสื่อมวลชนที่นั่งชมด้วยกัน เราเชียร์กันสนุก ได้อรรถรส และนี่เป็นการเชียร์ฟุตบอลไทยครั้งแรกในบรรยากาศจริง

ผมมีความเชื่อว่า ถ้ากีฬาในบ้านเรา ได้รับการสนับสนุนอย่างอบอุ่นแบบนี้ การพัฒนาต่อยอดกีฬากับธุรกิจย่อมเกิดขึ้น และจะเป็นการเติบโตที่ยั่งยืน เห็นกีฬาฟุตบอล การแข่งขันดริฟท์แล้ว อดนึกถึงมอเตอร์สปอร์ท ประเภทแรลลี หรือครอสส์คันทรีไม่ได้ เพราะบ้านเรามีนักแข่งระดับอินเตอร์หลายคน แต่เวทีระดับประเทศมีให้เล่นน้อยมาก โดยเฉพาะครอสส์คันทรี อินเตอร์ มีเพียงปีละครั้ง แต่ผู้ชม ผู้ติดตามเชียร์มีน้อย ผิดกับกีฬา 2 ประเภทที่พูดถึงข้างต้นอย่างมาก มองในมุมกลับกัน ถ้ารัฐช่วยสนับสนุนกีฬา
แข่งรถแบบจริงจัง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่หน้าที่ของเอกชน หรือบริษัทรถยนต์ วงการกีฬามอเตอร์สปอร์ทน่าจะมีความเป็นสากล และได้รับการยอมรับมากขึ้น ในอนาคตเราอาจจะเห็นแชมพ์โลกที่เป็นชาวไทยบ้างก็ได้ เพียงแต่ว่า ถ้าฝันให้ไกล เราต้องไปให้ถึง แต่ก่อนจะถึงฝั่งฝัน เราต้องร่วมกันสนับสนุน



------------------------------
เรื่องโดย : ลิขิต น้าประเสริฐ
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน มกราคม ปี 2554
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/lXeFD

Follow autoinfo.co.th