บทความ

หนังไทย


ถ้าเรียกว่า “ภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ในประเทศไหนๆ ก็ต้องหวังพึ่งตลาดโลก เป็นการผลิตสินค้าที่ต้องการขายหลายตลาด ไม่ได้มุ่งจะขึ้นแต่ตลาดท่าเตียนแห่งเดียว ยังหวังได้ตลาดบางลำพู ยันตลาดบางกอกน้อย

หนังไทยก็เหมือนกัน รุ่นโบราณจริงๆ แล้วยังผลิตระดับสากล เช่น “พระเจ้าช้างเผือก” ระดับตลาดไทยอย่าง “น้ำท่วมดีกว่าฝนแล้ง” มาจนถึงรุ่นหลังอย่าง บางกอกการภาพยนตร์ โดย ฉลอง ภักดีวิจิตร ในเรื่อง “ทอง” (GOLD RAIDER)

ฉลองคงจะดีดลูกคิดเรียบร้อยว่า “ทอง” เป็นหนังลงทุนมาก จึงตัดสินใจจ้างดาราฝรั่งมาร่วมแสดง มีทั้ง กเรก มอร์ริส จากซีรีส์เรื่อง “MISSION IMPOSSIBLE” และทั่ม ถุย หั่ง สาวบึ้บจากญวน เป็นผลผลิตที่ได้รับความสำเร็จทั้งในตลาดไทยและตลาดนอก

หนังไทยในระยะหลังๆ ต่อจากบางกอกการภาพยนตร์ มีความเป็นเทคโนโลยีสูง แทบจะเป็นผลผลิตจากฮอลลีวูด ซึ่งต้องลงทุนอย่างฉกรรจ์กว่าเดิม อีกทั้งคุณภาพในผลผลิตคนไทยเราก็ทำได้ไม่แพ้อินเตอร์ จนสามารถคว้ารางวัลคลาสสิคอย่าง รางวัลปาล์มทอง ที่งานประกวดภาพยนตร์เมืองคานน์ส์ ประเทศฝรั่งเศส เป็นต้น

ว่ากันไปแล้ว การโกอินเตอร์ของหนังไทยเริ่มมาเบ่งบานและเบิกบานกันในปี 2542 หนังไทยหลายเรื่องไหลออกนอกประเทศ ทั้ง “นางนาก” “สตรีเหล็ก” “ฟ้าทะลายโจร” และ “สุริโยไท” ผมได้ยินมาว่า “องค์บาก” เป็นหนังไทยเรื่องแรกที่อเมริกันชนตื่นเต้น เมื่อ 7 ปีที่แล้ว อเมริกันชนต่างพากันซักถาม และค้นหาข้อมูลบนอินเตอร์เนทกันจ้าละหวั่นว่า องค์บาก คืออะไร ?

สหมงคลฟิล์ม สร้างผลงานเรื่องนี้ไว้เป็นอย่างดี ทั้งในด้านนักแสดง และในด้านแอคชัน ประกอบชื่อภาพยนตร์ “องค์บาก” ฝรั่งได้ยินแล้วก็ต้องอยากรู้ว่าคืออะไร รหัสลับจรวดนำวิถีอะไร หรืออย่างไร ยิ่งได้เห็นเนื้อหาและคุณภาพของหนังแล้ว ก็ถือว่าไม่ผิดหวัง

ความสำเร็จ คือ เครดิทอันวิเศษของบริษัทผู้สร้าง จาก “องค์บาก” จึงไปถึง “ต้มยำกุ้ง” และในที่สุดก็บรรลุความเป็นคลาสสิคของการสร้างงานศิลปะอย่าง “ลุงบุญมีระลึกชาติ”

นี่คือหนังไทย ซึ่งก่อนนี้มุ่งสร้างความบันเทิงเริงรมย์ให้กับแฟนหนังไทยเป็นการเฉพาะ มีมิตร ชัยบัญชา, เพชรา เชาวราษฎร์, อรัญญา นามวงศ์ และสมบัติ เมทะนี แล้วก็มี คุณาวุฒิ, ดอกดิน, ชรินทร์ และรังษี ก่อนเทคโนโลยีจะเข้ามาสู่ภาพยนตร์ไทย ตลาดของพวกเขามีเพียงโรงภาพยนตร์ชั้นหนึ่งในเขตกรุงเทพ ฯ จากนั้นก็เดินสายต่างจังหวัด ทั่วประเทศ ต่อมาตลาดหนังไทยก็ขยายมากขึ้น เช่นเดียวกับเพลงสากล มีการอัดผลงานลงไปสู่เทปบันทึกภาพ วีดีโอ ดีวีดี ซีวีดี สถานีโทรทัศน์ และเคเบิลทีวี

และนี่ก็ยังไม่ได้รวมรายได้จากสปอนเซอร์ และผลิตภัณฑ์สินค้าร่วมรายการ เหมือน เจมส์ บอนด์ ต้อง สวมนาฬิกาโอเมกา ยังไงก็ยังงั้น

ส่วนในด้านของการคว้ารางวัล คุณรัตน์ เปสตันยี ได้ฝากงานไว้ลือลั่นจากเรื่อง “แตง” ในปี 2481 โดยส่งเข้าชนะการประกวดภาพยนตร์สมัครเล่นที่ประเทศสกอทแลนด์ และเพราะท่านอีกเหมือนกันที่ส่งงานเรื่อง “สันติ-วีณา” ไปประกวดเทศกาลภาพยนตร์แห่งเอเชีย ที่มหานครโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในปี 2497 ได้รับรางวัลถ่ายภาพยอดเยี่ยม และกำกับฝ่ายศิลป์ยอดเยี่ยม

ในงานเทศกาลประกวดภาพยนตร์ที่ฮาวาย สหรัฐ ฯ ในปี 2527 หนังไทยเรื่อง “ผีเสื้อและดอกไม้” ของยุทธนา มุกดาสนิท อันเป็นงานประกวดในระดับเอเชียน-แปซิฟิค ปรากฏว่า คว้ารางวัลชนะเลิศ

งานประกวดภาพยนตร์นานาชาตินั้น ผมยกนิ้วให้แห่งเดียว คือ ที่เมืองคานน์ส์ ซึ่งจัดทุกปี ระหว่างเดือนพฤษภาคม เป็นงานมหกรรมและเป็นโลกของภาพยนตร์อย่างแท้จริง ทั้งๆ ที่เมืองคานน์ส์ก็เป็นเมืองเล็กนิดเดียว ถนนก็เหมือนซอยบางรัก แต่คนทั้งโลกก็ไปที่นั่นในระหว่างเดือนพฤษภาคม

เทศกาลภาพยนตร์ที่เมืองคานน์ส์กับหนังไทย ชักเข้าร่องเข้ารอย ตั้งแต่ “สุดเสน่หา” ของ อภิชาติพงศ์ วีรเศรษฐกุล ในปี 2544 หยิบรางวัลสาขา UNCERTAIN REGARD AWARD (น่าจับตามอง) และในปีถัดมา 2545 หนังไทยเรื่อง “สัตว์ประหลาด” ก็คว้ารางวัล JURY PRIZE จนถึง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” ที่คว้ารางวัลสุดยอดของงาน คือ รางวัลปาล์มทอง จากการประกวดในปีที่ผ่านมา

ภาพยนตร์ไทยในระยะหลัง ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ ตั้งแต่ “มือปืนโลกพระจันทร์”, “หลวงพี่เท่ง”, “แฟนฉัน”, “นางนาก”, “องค์บาก”, “สตรีเหล็ก”, “บางระจัน” และ “สุริโยไท”

ปัจจุบันนี้ เพื่อนบ้านของเราไม่ไกล ขนาดเกาหลีใต้ ก็คลั่งและศรัทธานักแสดงไทยอย่างหนัก ซึ่งอิทธิพลเรื่องนี้ก็มาจาก หนังไทย การโกอินเตอร์จึงมิได้หมายความเป็นเพียงความเป็นหนังไทยเท่านั้น นักแสดงในผลงานเหล่านั้นย่อมต้องถูกมองไปด้วยกัน

หากการแสดงโดนใจ รูปร่างหน้าตาโดนใจ ก็ช่วยไม่ได้ที่พวกเขาจะชื่นชมนักแสดงคนไทยเหมือนคนไทยชื่นชมนักแสดงต่างประเทศ

“จันดารา” เป็นตัวอย่างของเรื่องที่ผมเอ่ยถึงเมื่อครู่นี้ เป็นผลผลิตที่ขายได้ในประเทศต่างๆ ทั้งเกาหลี, ญี่ปุ่น, ไต้หวัน, ฮ่องกง, รัสเซีย, โคลัมเบีย และบราซิล

มูลค่าการตลาดของหนังไทยในปี 2544 มีมากกว่า 1,200 ล้านบาท ในขณะที่รายได้จากภาพยนตร์ต่างประเทศมีมูลค่ารวมในประเทศไทยปีเดียวกันมากกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งก็แปลว่า หนังไทยเราสามารถทำตลาดได้ถึงร้อยละ 40 ของหนังต่างประเทศ

นี่ก็เป็นอุตสาหกรรมในประเทศที่ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใด จะมองข้ามไม่ได้



------------------------------
เรื่องโดย : บรรเจิด ทวี
นิตยสาร CAR STEREO ฉบับเดือน มกราคม ปี 2554
คอลัมน์ : ใส่สีใส่สัน
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/QSAfk

Follow autoinfo.co.th