บทความ

ยังลื่นไหลไปได้


การซื้อขายจำหน่ายรถยนต์รุ่นใหม่ป้ายแดงในช่วงครึ่งปีแรก จะถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในบ้านเราก็ว่าได้ เพราะเป็นการเติบโตท่ามกลางการรุมล้อมของปัจจัยลบที่รุนแรง โดยเฉพาะผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองที่คุกรุ่นมาตั้งแต่ต้นปีจนมาถึงจุดแตกหักในเดือนมิถุนายน หลายต่อหลายคนคาดการณ์ว่านี่จะต้องส่งผลต่อเศรษฐกิจ และการตัดสินใจซื้อของประชาชนพลเมืองชาวสยามอย่างแน่นอน แต่สำหรับธุรกิจยานยนต์แล้วเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น !

ตัวเลขยอดจำหน่ายครึ่งปีนี้ดีกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วถึงครึ่งต่อครึ่ง เป็นการปรับตัวสูงขึ้นจากบริษัทรถยนต์ค่ายใหญ่หลายค่าย เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่สู่ท้องตลาด ซึ่งเป็นโมเดลรุ่นที่มาถูกที่ถูกเวลา โดยเฉพาะในตลาดของรถยนต์นั่งที่เน้นไปที่รถยนต์นั่งขนาดเล็กราคาประหยัด แต่ตลาดรถยนต์ประเภทอื่นๆ ก็มียอดจำหน่ายที่ปรับตัวสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นตลาดรถพิคอัพ 1 ตัน ทั้งในแบบขับเคลื่อนปกติ และขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยเฉพาะตลาดรถกิจกรรมกลางแจ้ง หรือเอสยูวี ที่เปิดหน้าตักกันมาบ้างแล้วว่าปีนี้ยังจะมีเอสยูวี รุ่นใหม่อะไรออกมาให้นักขับประเภทฮาร์ดคอร์ ได้นำออกไปสนุกสนานกับไลฟ์สไตล์ส่วนตัวกันบ้าง

เปิดประเดิมฤดูกาลจำหน่ายปี 2553 ในช่วงครึ่งปีหลัง ยอดจำหน่ายรถยนต์รุ่นใหม่ทุกประเภท เดือนกรกฎาคมหดตัวลงจากเดือนที่แล้วแต่เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคมปี 2552 แล้วยังเป็นตัวเลขที่สวยเลิศอลังการเช่นเดิม โดยปรับตัวสูงขึ้นถึง 52.2 % มียอดจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 65,672 คัน ในจำนวนนี้ประเภทรถยนต์ที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุด คู่คี่ก้ำกึ่งกันระหว่างรถยนต์นั่งส่วนบุคคล กับรถพิคอัพ 1 ตัน ที่รวมทั้งขับเคลื่อน 2 และ 4 ล้อ โดยรถพิคอัพมียอดจำหน่ายที่เหนือกว่าอยู่นิดๆ เป็นยอดจำหน่ายที่สูงกว่าเดือนเดียวกันของปีที่แล้วทั้งคู่ แต่ถ้าว่ากันถึงเรื่องของเปอร์เซนต์การเติบโตแล้ว ตลาดมีการเติบโตสูงที่สุดเมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ต้องยกให้ตลาดรถเอสยูวี และรถเอมพีวี โดยรถเอสยูวี เดือนกรกฎาคม ปี 2553 นี้มียอดจำหน่ายรวมกันสูงถึง 4,873 คันสูงกว่าเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วถึง 81.0 % ส่วนรถเอมพีวีก็มียอดจำหน่ายสูงถึง 1,202 คัน ในเดือนนี้เป็นเปอร์เซนต์การเติบโตที่สูงถึง 195.3 % เลยทีเดียว เป็นตลาดที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ ทั้ง 2 ตลาดนี้ถึงแม้ว่าเมื่อดูที่จำนวนยอดจำหน่ายแล้วจะไม่มากมายเท่าไหร่นัก โดยรถเอสยูวี จำหน่ายไปได้ทั้งสิ้น 4,873 คัน รถเอมพีวี 1,202 คัน

สำหรับตลาดรถเอมพีวี สะท้อนให้เห็นส่วนหนึ่งว่าผู้ใช้รถยนต์เริ่มกลับมาให้ความสนใจในรถประเภทนี้กันอีกครั้งหนึ่งแล้ว หลังจากที่เคยรุ่งโรจน์แล้วก็ซบเซาลงไปจากปัญหาในเรื่องของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และราคาค่าตัวที่ค่อนข้างจะสูง และชี้ให้เห็นด้วยว่าเศรษฐกิจบ้านเรากลับคืนสู่สภาพปกติแล้วพอสมควร ผู้บริโภคเริ่มมีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้น ความต้องการที่อัดอั้นเก็บกดไว้ก่อนหน้านี้ เริ่มมีการระบายออก เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เป็นความปรารถนาสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ส่วนตัวมากขึ้นนั่นเอง

สำหรับตลาดรถเอสยูวี รถยนต์ยอดนิยมของตลาดนี้ ยังคงเป็นสีสันของผู้นำตลาดอย่าง โตโยตา และฮอนดา โดยฟากฝั่ง โตโยตา มีหัวหอกหลักเป็น ฟอร์ทูเนอร์ ที่ผ่านการ “อัพลุค” มาหลายเวอร์ชันพอสมควร แต่ยังได้ใจผู้นิยมรถยนต์ใช้งานประเภทนี้อยู่อย่างเหนียวแน่น เรียกว่ามนต์เสน่ห์ยังไม่เสื่อมคลาย ขณะที่เบอร์ 2 ของตลาด ซีอาร์-วี นำเสนอโดยค่าย ฮอนดา ปัจจุบันอยู่ในเจเนอเรชันที่ 3 ก็ยังเป็นทางเลือกหลักที่สำคัญที่ผู้ซื้อต้องขบคิดอย่างหนักก่อนตัดสินใจซื้อ ขณะที่ ปาเจโร สปอร์ท ของ มิตซูบิชิ ก็ยังเป็นอีกโมเดลหนึ่งที่ไปได้โลดในตลาดนี้ เพราะหากเทียบเรื่องของรูปร่างหน้าตา และคุณสมบัติเด่นเฉพาะตัวแล้วไม่เป็นสองรองใครเหมือนกัน ทำให้เกาะอยู่ในอันดับที่ 3 ของรถเอสยูวีที่มีผู้นิยมจับจองเป็นเจ้าของมากที่สุดในแต่ละเดือน ไล่เรียงรถเอสยูวีที่มียอดจำหน่ายสูงสุด 3 อันดับในเดือนนี้ ประกอบด้วย โตโยตา 1,689 คัน ส่วนแบ่งตลาด 34.7 % ฮอนดา 1,110 คัน ส่วนแบ่ง 22.8 % มิตซูบิชิ 852 คัน ส่วนแบ่ง 17.5 % ตามลำดับ ในส่วนของรถเอมพีวี การเติบโตเพิ่มมากขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2553 มาจากการที่มีรถยนต์โมเดลใหม่ให้เลือกใช้มากกว่าในเดือนกรกฎาคม 2552 รวมไปถึงความนิยมของรถยนต์บแรนด์ผู้นำตลาดยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง บแรนด์ใหม่ที่เปิดตัวเป็นทางเลือกใหม่ในช่วงเวลานี้ ได้แก่ เอกโซรา ของ ปโรตอน, ฟรีด ของ ฮอนดา ขณะที่ วิซ ของ โตโยตา ยังกินบุญเก่าไปได้อีกนานพอสมควร รถเอมพีวียอดนิยม อันดับ 1 ถึง 3 เดือนนี้ ได้แก่ โตโยตา วิช, ปโรตอน เอกโซรา และฮอนดา ฟรีด มียอดจำหน่าย 623 คัน 224 คัน และ 214 คัน ตามลำดับ

ย้อนกลับมาที่ตลาดหลักอย่างพิคอัพ 1 ตัน เดือนกรกฎาคมมีเพียง วีโก ของ โตโยตา เท่านั้นที่มียอดจำหน่ายฉลุยผ่าน 10,000 คันขึ้นไปได้ เรียกว่า ภาพลักษณ์ของความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง “จิ๊บจิ๊บ” โดนใจผู้ซื้อเต็มๆ แต่ใครจะทำได้เท่ากับที่โฆษณาไว้หรือไม่ประการใด ต้องไปพิสูจน์กันเอาเอง ขณะที่คู่แข่งสำคัญในการยื้อแย่งบัลลังก์แชมพ์พิคอัพยอดนิยม อีซูซุ ดี-แมกซ์ พลาดการจำหน่ายเกิน 10,000 คัน/เดือน ไปอย่างฉิวเฉียด ชนิดที่หากเดือนกรกฎาคมมีเพิ่มอีก 1 วัน เอาไม่ต้องเต็มวันก็ได้ รับรองได้ว่ายอดจำหน่ายรถพิคอัพ ดี-แมกซ์ ของ อีซูซุ ทะลุผ่าน 10,000 คัน/เดือน อย่างแน่นอน ในส่วนอันดับที่ 3 ของความนิยมไหลไปอยู่ที่พิคอัพ ทไรทัน ของ มิตซูบิชิ ที่ได้ตัวเสริมอย่างดี ทไรทัน ซีเอนจี มาเป็นทางเลือกเพิ่มเติมจากที่มีอยู่เดิม นักข่าวที่ไปทดสอบจริง ยืนยันว่าค่าใช้จ่ายความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่กิโลเมตรละบาทเดียว คุ้มสุดคุ้มแล้ว ทั้งประหยัดและปลอดภัย และหากพูดกันถึงพิคอัพซีเอนจีแล้ว ต้องบอกว่า ซีนอน ของ ทาทา มาถูกทางแล้ว ถึงจะใช้เวลาอยู่นานพอสมควรกว่าจะได้รับการยอมรับจากผู้ใช้อย่างในปัจจุบัน จากยอดจำหน่ายเดือนละ 10 กว่าคัน 100 กว่าคัน เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นจนยอดจำหน่ายพิคอัพ ทาทา ซีนอน รุ่นมาตรฐาน และซีเอนจี รวมกันพุ่งขึ้นสูงถึงเดือนละ 500 กว่าคัน/เดือน อย่างเดือนกรกฎาคมนี้ ใกล้เคียงที่จะแซงผ่านยอดจำหน่ายพิคอัพของบแรนด์ดังอื่นๆ แล้ว หากมีพโรโมชันส่งเสริมการขายที่โดนอกโดนใจแล้วล่ะก็ โอกาสขยับตำแหน่งความเป็นพิคอัพยอดนิยมของ ทาทา ให้สูงขึ้น มีมากไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว หัวแถวของพิคอัพ 1 ตัน ขับเคลื่อน 2 ล้อ เดือนกรกฎาคม มีดังนี้ โตโยตา 10,927 คัน อีซูซุ 9,991 คัน มิตซูบิชิ 1,627 คัน นิสสัน 1,521 คัน และเชฟโรเลต์ 666 คัน ส่วนพิคอัพ 1 ตัน ขับเคลื่อน 4 ล้อ เป็น โตโยตา 1,221 คัน อีซูซุ 210 คัน นิสสัน 61 คัน ฟอร์ด 57 คัน และมิตซูบิชิ 53 คัน จากทั้งหมด 1,614 คัน สำหรับความน่าจะเป็นไปในเดือนสิงหาคม จุดรวมความน่าสนใจน่าจะจับจ้องไปที่การส่ง โตโยตา โคโรลลา อัลทิส รุ่นใหม่ ที่ภายนอกปรับแต่งใหม่ให้เอิบอาบด้วยภาพลักษณ์สไตล์สปอร์ทมากยิ่งขึ้น เสริมสมรรถนะความโดดเด่นด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดรถยนต์นั่งขนาดกลางคึกคักมากขึ้น และทางด้านของ ฮอนดา จะรับมือกับเหล้าเก่าในขวดใหม่นี้อย่างไร นอกจากนี้ยังมี ฟอร์ด ฟิเอสตา รถเล็กแฝดคนละฝากับ มาซดา 2 ที่จะมาเขย่าตลาดรถเล็กให้หวั่นไหวได้มากน้อยเพียงไร สำหรับแฟนๆ เชฟโรเลต์ อย่าเพิ่งถอดใจ รถยนต์นั่งรุ่นใหม่ของ เชฟโรเลต์ มาแน่ เพียงแต่เมื่อไหร่เท่านั้น ตอนนี้เห็นในสภาพกึ่งอำพรางออกวิ่งทดสอบบนท้องถนนในบ้านเรามาระยะหนึ่งแล้ว เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม ปัญหาเรื่องของภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะเรื่องของน้ำ จะเป็นปัจจัยลบที่เข้ามาฉุดการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคให้ชะลอตัวลงไปบ้าง โดยเฉพาะกำลังซื้อที่มาจากภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางบางส่วน ซึ่งปีนี้เรื่องของน้ำ หรืออุทกภัย จะรุนแรงมากน้อยเพียงไร และส่งผลถึงเรื่องของรถใหม่ป้ายแดงหรือไม่ รอดูกันต่อไป



------------------------------
เรื่องโดย : ขุนสัญจร
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน ตุลาคม ปี 2553
คอลัมน์ : มาตรวัดตลาดรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/zyTZN

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
24 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
21,900,000
2.
11,530,000
3.
14,900,000
4.
3,699,000
5.
2,930,000
6.
679,000
7.
1,290,000
8.
21,890,000
9.
3,090,000
10.
75,000,000
12.
1,545,000
13.
1,465,000
14.
2,390,000
15.
489,000
16.
1,199,000
18.
2,490,000
19.
479,000
20.
939,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th