บทความ

อินเดีย ตลาดใหญ่รถหรู !


การไปเยือนประเทศอินเดียของประธานาธิบดี บารัค โอบามา เมื่อไม่กี่วันมานี้ บอกเราถึงความสำคัญของอินเดียในเชิงยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของโลก เช่นเดียวกับการที่ โอบามา เลือกไปเยือนอินโดนีเซียอีกประเทศหนึ่งในระหว่างการเยือนเอเชียของเขา

โอบามา กล่าวถึงเหตุผลที่ไปเยือนอินเดียว่า

“อินเดีย คือ มหาอำนาจที่กำลังโดดเด่นขึ้นมา และมีความสำคัญต่อโลกยุคใหม่”

และยังบอกว่า อินเดีย คือ หนึ่งในศูนย์กลางของอิทธิพลในศตวรรษที่ 21

การมาเยือนอินเดียของ โอบามา มี ฮิลลารี คลินทัน ร่วมเดินทางด้วย ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะมีการพูดคุยกันของ “สองชาติประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก”

การให้คำนิยามเช่นนี้มีนัยสำคัญ ถึงแม้ว่าจีนจะมีประชากรมากกว่าอินเดีย แต่จีนไม่ถือเป็นชาติประชาธิปไตย เพราะยังปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ แม้ว่าโดยเนื้อแท้ จีนจะกลายเป็นประเทศทุนนิยมไปกว่าครึ่งค่อนแล้วก็ตาม ดังนั้นอินเดียก็มีความสำคัญสำหรับสหรัฐอเมริกาในแง่ที่ว่ารัฐบาลต่อรัฐบาลสามารถเจรจาภาษาประเทศประชาธิปไตยด้วยกัน

การเจรจาของสหรัฐอเมริกากับอินเดีย จะว่ากันเรื่อยไป ตั้งแต่เรื่องการเกษตร การศึกษา สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีพลังงานสะอาด จะมีการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในหัวข้อดังกล่าวเหล่านี้

ในด้านการค้า สหรัฐอเมริกาจะสร้างความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับอินเดีย ด้วยการยกเลิกการควบคุมสินค้าส่งออกจากอินเดียไปยังสหรัฐอเมริกา

ดังนั้นเราก็ได้ภาพที่ชัดเจนของการที่อินเดีย จะก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจของโลก เมื่อมีการจัดอันดับมหาเศรษฐีโลกของนิตยสาร ฟอร์บส์ เมื่อเร็วๆ นี้ อินเดียก็ติดอยู่ในชาร์ทดังว่ามากมาย มหาเศรษฐีลำดับ 4 ของโลกรองจากอันดับ 1 การ์โลส สลิม ชาวเมกซิโก อันดับ 2 บิลล์ เกทส์ อันดับ 3 วอร์เรน บัฟเฟทต์ ก็คือมุเคช อัมบานี ชาวอินเดีย และลำดับ 5 ก็คือ ลักษมี มิตตาล จากอินเดียอีกเหมือนกัน

ที่สำคัญเศรษฐีอินเดียทั้ง 2 คน อายุแค่ 52 กับ 59 ปี ยังมีเวลาสะสมทรัพย์ศฤงคารอีกมากมาย

เศรษฐีแต่ละคน แต่ละชาติก็มีวิธีใช้ชีวิตแตกต่างกันไป อย่าง บิลล์ เกทส์ และวอร์เรน บัฟเฟทต์ เขาก็เอาเงินไปทำการกุศลกันเกือบจะร้อยเปอร์เซนต์ เหลือไว้ให้ลูกหลานนิดหน่อย ความเป็นอยู่ก็ธรรมดา บ้านของ บิลล์ เกทส์ ไม่ได้หรูหราอะไร เพียงแต่มีอะไรๆ ที่ไฮเทคไว้เล่นนิดหน่อย ส่วน วอร์เรน บัฟเฟทต์ ก็ได้ข่าวว่ากินอาหารธรรมดา ต้องให้เพื่อนที่เป็นลูกเศรษฐีสอนให้ว่ากินแพงๆ กินกันอย่างไร

ส่วนเศรษฐีอินเดีย ข่าวบอกว่าพอร่ำรวยขึ้นมานิยมสะสมรถหรู แต่ละบ้านจะมีรถหรูกันเป็นสิบๆ คัน ทราบดังนี้แล้ว บรรดาค่ายรถยนต์ที่ผลิตรถหรูต่างก็เบนเข็มไปที่ตลาดอินเดียกันเป็นแถว
อย่างเช่นรายนี้ โวลโว คาร์ บริษัทเชื้อชาติสวีเดน ที่เปลี่ยนสัญชาติอยู่เรื่อย เคยเปลี่ยนไปใช้นามสกุล ฟอร์ด ณ สหรัฐอเมริกา แล้วก็เปลี่ยนมาเป็น จีลี ณ ประเทศจีน เนื่องจากได้ถูกบริษัท เสอเจียง จีลี โฮลดิง กรุพ ซื้อไปแล้ว เวลโว คาดว่าตลาดรถหรูในอินเดียจะโตขึ้นเป็น 3 เท่าภายในปี 2558 คำนวณจากปริมาณทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นของบรรดาเศรษฐีทั้งหลาย

รถยนต์ที่ราคามากกว่า 2.5 ล้านรูปี หรือประมาณ 1.6 ล้านบาท มีสัดส่วนการขาย 1.5 % ของยอดขายรวม ของจำนวนรถซึ่งจดทะเบียนใหม่จำนวน 2.5 ถึง 3 ล้านคันในแต่ละปี

ทั้ง โวลโว และ ไดมเลร์ ต่างก็โหมยอดขายรถหรูกันใหญ่ในอินเดีย ให้สอดคล้องกับเงินในกระเป๋าเศรษฐีในประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็น ซูเพอร์ เพาเวอร์ และมีการเติบโตรวดเร็วอันดับ 2 ของโลกรองจากจีนหน่วยงานบริหารทรัพย์สมบัติของ เมอร์ริลล์ ลินช์ ในอินเดียรายงานว่าคนอินเดียที่มีเงินมากกว่า 30 ล้านบาท กำลังจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า ในอีก 8 ปีข้างหน้า

เจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของ โวลโว ซึ่งกำลังตาโตกับการเติบโตของทรัพย์สินของคนอินเดียเล่าว่า

“ยังมีช่องทางล้วงลึกเข้าไปให้ถึงบรรดาคนมีเงินอีกมาก อย่างบางครอบครัว ผมเห็นเขามีรถหรูจอดอยู่ในโรงรถถึง 12 คัน”

เขาคนนี้ควรจะรู้ด้วยว่าคนตะวันออกอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ แม้แต่ครอบครัวคนชั้นกลางไทยยังมีรถจอดในโรงรถ 3-4 คันเลย เพราะลูกๆ ยังอยู่กับพ่อแม่

ต้นปีหน้า โวลโว กะว่าจะลอนช์รถหรูโมเดลใหม่เข้าตลาดอินเดีย 2 รุ่นด้วยกัน

อินเดีย คือ ประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ในเอเชีย รองจากจีนและญี่ปุ่น ปีนี้คาดกันว่าอินเดียจะมีเศรษฐกิจเติบโต 8 % จากที่เคยโต 6.5 % ในปี 2552 รายได้เฉลี่ยครัวเรือนสูงขึ้นเท่าตัวจากปี 2546 เป็น 37,490 รูปี/หัว และยอดขายรถยนต์เพิ่มขึ้น 19 % เป็น 1.4 ล้านคัน



------------------------------
เรื่องโดย : เพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มกราคม ปี 2554
คอลัมน์ : โลกติดล้อ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/qwqe3

Follow autoinfo.co.th