บทความ

สวัสดีวันปีใหม่


70 ปีมาแล้วเมืองไทยถือเอาวันที่ 1 มกราคมเป็นวันปีใหม่ โดยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีไทยในปี 2484 ประกาศเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ จากเดิมวันที่ 1 เมษายน เป็นวันที่ 1 มกราคม ให้เป็นการสอดคล้องกับหลักสากลในนานาประเทศ

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นในปีพุทธศักราช 2484 เป็นผลทำให้ประเทศไทยในปีพุทธศักราช 2483 มีเพียง 9 เดือน ก่อนหน้าการเปลี่ยนแปลงครั้งหลังสุดในปี 2484 นั้น ประเทศสยามเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ 3 ครั้ง ครั้งสุดท้าย หรือครั้งที่ 3 เกิดขึ้นในปี 2432 โดยสยามประเทศ ถือเอาวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี ไม่ว่าจะขึ้นแรมเท่าไร ก็คือ วันขึ้นปีใหม่ ถือเอาทางสุริยคติแทนจันทรคติเดิม

ในทำเนียบนายกรัฐมนตรีไทย จอมพลแปลก พิบูลสงคราม ค่อนข้างจะเป็นนายก ฯ ปฏิรูป นอกจากจะเปลี่ยนแปลงวันขึ้นปีใหม่ให้สอดคล้องกับนานาประเทศแล้ว ยังเปลี่ยนชื่อประเทศ และเรียกคนในประเทศเสียใหม่อีกต่างหาก

สยามประเทศ จึงกลายเป็นประเทศไทย ชาวสยามก็เปลี่ยนเป็นคนไทย ซ้ำนายก ฯ แปลก พิบูลสงคราม ยังออกประกาศรัฐนิยมฉบับที่ 3 เรียกคนไทยในประเทศไทยว่า คนไทย คนไทย” แม้มีเชื้อสายอื่น ก็ให้ถือว่ามีสัญชาติไทย มิให้แบ่งแยก เป็นความต่อเนื่องจากรัฐนิยมแบบแรก นั่นคือ การเรียกชื่อว่า “ไทยเหนือ ไทยอีสาน ไทยใต้ ไทยอิสลาม” ให้เรียกว่า “ไทย” โดยรวมเพื่อขจัดความแตกต่าง ซึ่งกำหนดให้เลิกเรียกชื่อชาวไทย โดยใช้ชื่อไม่ต้องตามเชื้อชาติ และนิยมของผู้เรียก แต่ให้ใช้คำว่า “ไทย” แก่ชาวไทยทั้งมวลโดยไม่แบ่งแยก

ทั้งนี้รัฐบาลมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมความเป็นปึกแผ่น แผ่นดินมั่นคงของประเทศ และความกลมเกลียวสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติไทยทั่วทุกภาคของประเทศ กล่าวได้ว่า นับเป็นครั้งแรกที่มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่า “ชาวไทยมุสลิม” เป็นคนไทยเช่นเดียวกับคนไทยทั่วไปชนผืนแผ่นดินไทย

ด้วยรัฐบาลในขณะนั้น เห็นว่า “การเรียกว่าไทย” บางส่วนไม่ต้องตามชื่อเชื้อชาติ และความนิยมของผู้ถูกเรียกก็ได้ การเรียกชื่อแบ่งแยกคนไทยออกเป็นหลายพวก หลายเหล่า เช่น ไทยเหนือ ไทยอีสาน ไทยใต้ และไทยอิสลาม ก็ดี ไม่สมควรแก่สถานะของประเทศไทย ซึ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จะแบ่งแยกมิได้ จึงประกาศไว้ในรัฐนิยม ดังนี้
1. ให้เลิกการเรียกชาวไทยโดยใช้ชื่อที่ไม่ต้องตามเชื้อชาติ และความนิยมของผู้เรียก
2. ให้ใช้คำว่า ไทย แก่ชาวไทยทั้งมวล โดยไม่แบ่งแยกรัฐนิยมฉบับนี้ ซึ่งกำหนดให้เลิกการเรียกชาวไทยโดยใช้ชื่อที่ไม่ต้องตามเชื้อชาติ และความนิยมของผู้ถูกเรียก แต่ให้ใช้คำว่า “ไทย” แก่ชาวไทยทั้งมวล โดยไม่แบ่งแยก

นอกจากนี้ จอมพล ป. ยังได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ริเริ่มองค์กรและหน่วยงานสำคัญๆ ของประเทศหลายองค์กรเพื่อการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองมาจนถึงปัจจุบัน ล้วนแต่เป็นหน่วยงานที่มีความเฉพาะของแต่ละวิชาชีพ เช่น รัฐวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร รวมทั้งเป็นผู้ที่ใช้อำนาจยึดสถานที่ต่างๆ มาใช้เป็นสถานที่ราชการ เช่น วังบางขุนพรหม บ้านมนังคศิลา บ้านพิษณุโลก บ้านนรสิงห์ เป็นต้น ส่วนการเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 เมษายนนั้น แต่แรกก็ยังมีคนไทยส่วนหนึ่งยึดเอาวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ ต่อมาประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองในปีพุทธศักราช 2475 ทางราชการจึงได้พิจารณาฟื้นฟูงานรื่นเริงในวันขึ้นปีใหม่ ชักจูงเปลี่ยนความคิดคนไทยที่ยังถือวันสงกรานต์เป็นการเปลี่ยนปี

งานรื่นเริงอย่างเป็นทางการของทางราชการเริ่มมีมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2477 แต่แล้วในที่สุด คณะรัฐมนตรีมีความคิดใหม่ว่า วันขึ้นปีใหม่ของประเทศสมควรให้สอดคล้องกับหลักสากลที่หลายประเทศในโลก กำหนดให้วันที่ 1 มกราคมของทุกปีเป็นวันขึ้นปีใหม่ โดยตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาเป็นพิเศษโดยมี หลวงวิจิตรวาทการ เป็นประธานคณะกรรมการ และที่ประชุมก็มีมติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ กำหนดให้วันที่ 1 มกราคม 2484 เป็นวันขึ้นปีใหม่เป็นต้นไป เหตุผลของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ มิได้ยึดหลักสากลเพียงประการเดียว คณะกรรมการ ฯ ของ หลวงวิจิตรวาทการ ยังแสดงเหตุผลประกอบด้วยว่า

ไม่เป็นการขัดกับพุทธศาสนา ในด้านการนับวัน เดือน และการฉลองปีใหม่ ด้วยการตักบาตรทำบุญเป็นการเลิกวิธีนำเอาลัทธิพราหมณ์มาคร่อมกับพระพุทธศาสนาเป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรม คตินิยม และจารีตประเพณีของชาติไทย

กิจกรรมในวันขึ้นปีใหม่ที่คนไทยส่วนมากถือปฏิบัติ ได้แก่ การทำบุญ ตักบาตร ซึ่งในการตักบาตรนั้นอาจกระทำได้ทั้งที่หน้าบ้าน ที่วัด หรือตามสถานที่ซึ่งทางราชการกำหนดขึ้น และมีการเชิญชวนร่วมงานบุญ เป็นต้นว่า กทม. เชิญชวนให้คนกรุงเทพ ฯ ไปตักบาตรที่ท้องสนามหลวง

อีกประการหนึ่ง คนไทยก็นิยมที่จะเดินทางไปกราบขอพรจากผู้ใหญ่ และอวยพรเพื่อนฝูงมิตรสหาย ด้วยการมอบของขวัญ มอบช่อดอกไม้ และส่งบัตรอวยพร

ปัจจุบันเทคโนโลยีแห่งการสื่อสาร ก็สามารถใช้อินเตอร์เนท อี-เมล์ มือถือ วุ่นวายกันทั่วโลก ไร้พรมแดนส่งความสุขกันได้ แม้กระทั่งคอลัมน์ที่ผมกำลังเขียนอยู่นี้ ส่วนในด้านการจัดงานรื่นเริงเถลิงศกใหม่ ขาดไม่ได้แม้แต่ปีเดียวก็คือการจัดเลี้ยงฉลองในหมู่เพื่อนฝูงมิตรสหาย ตอกเหล้าเมายากันเป็นประเพณี

ปัจจุบัน รัฐบาลมีงานหนักมาก คือ งานรณรงค์ให้ประชากรราษฎรไทยระวังอุบัติเหตุบนท้องถนน เนื่องจากห้ามไม่ให้ดื่มเหล้า ไม่ได้ และห้ามไม่ให้ราษฎรใช้รถเครื่อง ไม่ได้ สองอย่างนี้รวมกันแล้วมักเกิดอุบัติเหตุล้มตายบาดเจ็บกันระนาว

อันที่จริงวันขึ้นปีใหม่ ควรเป็นวันที่ทุกคนใช้เป็นโอกาสมงคลแก่ชีวิต ทบทวนการดำเนินชีวิตที่ผ่านมาทั้งปี เพื่อจะได้แก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่องที่เกิดในอดีต เข้าทำนองคิดอะไรไม่ออกก็ต้องบอกว่า ปีหน้าต้องฟ้าใหม่ สดใสกว่าปีที่แล้ว หรือทำนองพรุ่งนี้ชีวิตต้องดีขึ้น

ในการทำบุญของคนไทยเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ สิ่งหนึ่งที่ชอบกระทำกันก็คือ ปล่อยนกปล่อยปลา ทำความสะอาดบ้านที่พักอาศัย ตลอดจนชำระความสกปรกโต๊ะหมู่บูชา สรงน้ำพระพุทธรูปคนไทยเราวิเศษยิ่งนักด้วยมี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเป็นที่รักแห่งปวงชน ทรงพระราชนิพนธ์เพลงพรปีใหม่ขึ้นในเดือนธันวาคม พุทธศักราช 2494 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้อง แล้วพระราชทานแก่วงดนตรี 2 วง คือ วงดนตรีนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำออกบรรเลง ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวงดนตรีสุนทราภรณ์ นำออกบรรเลง ณ ศาลาเฉลิมไทยในวันปีใหม่ ตรงกับวันอังคารที่ 1 มกราคม 2495 คำร้องเพลงพรปีใหม่โดยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ มีว่าดังนี้

“สวัสดีวันปีใหม่พา ให้บรรดาเราท่านรื่นรมย์
ฤกษ์ยามดีเปรมปรีดิ์ชื่นชม ต่างสุขสมนิยมยินดี
ข้าวิงวอน ขอพรจากฟ้า ให้บรรดาปวงท่านสุขศรี
โปรดประทานพรโดยปรานี ให้ชาวไทยล้วนมีโชคชัย
ให้บรรดาปวงท่านสุขสันต์ ทุกวันทุกคืนชื่นชมให้สมฤทัย
ให้รุ่งเรืองในวันปีใหม่ ผองชาวไทย จงสวัสดี
ตลอดปีจงมีสุขใจ ตลอดไป นับแต่บัดนี้
ให้สิ้นทุกข์สุขเกษมเปรมปรีดิ์ สวัสดีวันปีใหม่เทอญ”

สวัสดีปีใหม่ทุกท่านครับ… !



------------------------------
เรื่องโดย : “สยาม เมืองยิ้ม”
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มกราคม ปี 2554
คอลัมน์ : ระหว่างเพื่อน
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/kpZo3

Follow autoinfo.co.th