บทความ

ระบบนำทางอัจฉริยะในรถ


ในช่วงเวลา 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสลองขับรถยนต์หรูสัญชาติเยอรมัน 2 ตรา ด้วยกัน เป็น “รุ่นใหญ่” หรูจริงทั้ง 2 คันครับ รถ 1 ใน 2 ตรานี้ พวกเราที่ทำงานกับนิตยสารรถยนต์จะไม่มีโอกาสลองขับรถใหม่เลยในสมัยที่กิจการค้ารถตรานี้ ยังอยู่ในมือคนไทย ด้วยความเย่อหยิ่ง ยะโส และฉลาดน้อย ที่อ้างว่ารถตรานี้ไม่ต้องถูกทดสอบและเผยแพร่ ไม่ต้องโฆษณาก็ขายได้เสมอ ก็คงพอทำได้ครับ ถ้ายังไม่มีคู่แข่งที่ทัดเทียม หรือคุณภาพทัดเทียมก็จริง แต่ซื่อเสียงยังเป็นรอง ถึงกระนั้นหากเสริมการโฆษณาประชาสัมพันธ์เข้าไปด้วยจำนวนรถที่ขายได้ ย่อมเพิ่มขึ้นแน่นอน

หากต้องการมีประสบการณ์จากรถใหม่ตรานี้ พวกเรา (สื่อ) จะต้องหาโอกาสกันเองโดยส่วนตัว ทุกวันนี้พวกเราจะบอกกันว่า “สาธุ” สมควรแล้วที่ “ฝรั่ง” ยึดคืน ไปบริหารแบบมืออาชีพ ทั้งพวกเรา และผู้อ่านล้วนได้ประโยชน์ จากการทดสอบนี้ แล้วยังมีของแถมสำหรับผู้ใช้รถด้วย คือ บริการหลังการขายที่ดีขึ้นมาก ใครจะตั้งใจบริการครับ ถ้ามีจุดยืนอย่างเย่อหยิ่ง ยะโส ว่าลูกค้าเป็นเบี้ยล่าง ผมเล่าเรื่องนี้เพราะบังเอิญนึกขึ้นได้ เลยอยากแบ่งประสบการณ์ของเราแก่ผู้อ่านเท่านั้นเองครับ

จากการลองขับรถหรู รุ่นใหญ่ ทั้ง 2 คัน ถ้าจะให้ตัดสินว่าคันไหนดีกว่า ตอบได้ทันทีเลยครับ ว่าไม่มีทางตัดสินได้ เพราะอยู่ในระดับดีมากทั้งคู่ สลับกันแพ้ ชนะ เล็กน้อย ในรายละเอียดแต่ละหัวข้อ คุณสมบัติของรถเหล่านี้ในวันนี้ เข้ามาใกล้จุดที่เรียกว่า “สมบูรณ์แบบ” พอสมควรครับ เครื่องยนต์ เงียบ นิ่ง เรียบ ทรงพลัง ประหยัดด้วย (โดยเฉพาะถ้าเป็นเครื่องยนต์ดีเซล) ช่วงล่าง นุ่ม แต่กระชับ เกาะถนน และเงียบ เบรคไม่มีที่ติ (1 ใน 2 คันนี้) ไม่ว่าจะพยายามเพียงใด เกียร์อัตโนมัติ ถึงจะเป็นแบบดั้งเดิม ไม่ต้องใช้คลัทช์ 2 ชุด ก็ทำงานได้ในระดับสุดยอด

จุดอ่อนของรถระดับนี้ ในความเห็นของผม ยังอยู่ที่ระบบบังคับเลี้ยวครับ ที่บางรุ่น ยังไม่ให้ความรู้สึกดีมาก ถึงดีเยี่ยมเหมือนระบบอื่น แต่ก็ต้องเห็นใจผู้สร้างครับ ที่ต้องเลือกว่าจะเอาใจกลุ่มไหนดี โดยเฉพาะแรงที่ใช้ในการหมุนพวงมาลัย บางคนชอบเบา บางคนชอบหนัก และบางคนก็ชอบกลางๆ ระหว่างนั้น ความไว หรืออัตราทด ก็เลือกยากครับ ที่จะให้ถูกใจลูกค้าส่วนใหญ่ สมัยก่อนที่ยังไม่มีระบบผ่อนแรง เป็นที่รู้กันว่า ถ้าเลือกอัตราทด ให้ล้อเลี้ยวได้ว่องไว ก็จะต้องยอมให้พวงมาลัยหนัก

ปัญหานี้หมดไปพร้อมกับการใช้ระบบช่วยผ่อนแรงแล้วครับ ที่ความเร็วต่ำเราอยากได้พวงมาลัยแบบไว แต่ที่ความเร็วสูง เราต้องการการทดแบบเฉื่อยกว่า และผ่อนแรงน้อยกว่า ผู้สร้างก็พยายามสนองความต้องการนี้เสมอมา ยุคนี้ทำได้แล้ว แต่ก็ยังมีปัญหา ซึ่งอาจจะเป็นที่ตัวเราเองก็ได้ เพราะไม่สามารถปรับการรับรู้ และการตอบสนองได้ ถ้าขับความเร็วต่ำอยู่นาน พอใช้ความเร็วสูง เราก็ยังคาดว่าพวงมาลัยยังคงไวอยู่ กลายเป็นว่าต้องใช้สมาธิในการแก้ไขหรือรักษาทิศทางของรถเป็นพิเศษ การผ่อนแรงแบบแปรผันกับความเร็ว ก็มีปัญหาในทำนองเดียวกันครับ ยังคงเป็นโจทย์ให้วิศวกรขบคิด และทดลองกันอีกหลายปี

รถทั้ง 2 คันนี้ มีอุปกรณ์นำทางติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ไม่แปลกอะไรเลยครับสำหรับรถราคาระดับนี้ ถ้าไม่ให้มาหรือคิดเงินเพิ่ม จึงจะถือได้ว่าแปลก และน่าตำหนิ ระบบนำทางในรถโดยอาศัยดาวเทียมช่วยกำหนดตำแหน่ง หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า AUTOMOTIVE SATELLITE NAVIGATION SYSTEM แต่นิยมเรียกชื่อย่อกันจนแพร่หลาย จากคำที่ 2 และ 3 เท่านั้นว่า SAT NAV นี้ ที่จริงถูกพัฒนามาหลายสิบปีแล้ว

หลักการทำงานนั้นง่ายครับ รู้กันมานานแล้ว แต่กว่าจะสามารถพัฒนาให้ใช้งานได้ผลจริงจัง ระดับที่ผู้ใช้รถรู้สึกว่าคุ้มค่า หรือถึงขั้นขาดมันไม่ได้เสียแล้วนั้น ก็ต้องรอความก้าวหน้าด้านคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นฐานของระบบนี้ ฮาร์ดแวร์นี้ ผู้ผลิตรถหรือผู้ผลิตระบบนี้ขายให้แก่ผู้ผลิตรถ ค่อนข้างมีสิทธิ์เข้าถึงได้เท่าเทียมกันครับ เพราะฉะนั้นความแตกต่างจึงอยู่ที่ซอฟท์แวร์ ที่แต่ละรายจะเลือกใช้เพื่อให้ใช้งานได้สะดวก แม่นยำ ละเอียด และอเนกประสงค์ ฐานข้อมูล ที่ได้จากการสำรวจอย่างมีคุณภาพ จึงเป็นส่วนสำคัญของระบบนี้ครับ

โดยหลักการแล้ว อุปกรณ์ที่ว่านี้ จะบอกตำแหน่งที่รถของเราอยู่ ด้วยพิกัดของดาวเทียมซึ่งกำหนดตำแหน่งสัมพันธ์กับเส้นรุ้ง และเส้นแวงของโลกเรา ที่จริงโลกไม่มีเส้นที่ว่าเหล่านี้หรอกครับ มนุษย์เรากำหนดมันขึ้นมา ตั้งแต่สมัยโบราณ เพื่อช่วยในการกำหนดตำแหน่งเรือในมหาสมุทร และเมื่อป้อนข้อมูลที่เป็นแผนที่เมืองหรือบริเวณใกล้เคียงรถของเรา ให้ถูกต้องตามทิศ และตำแหน่งที่เป็นจริง เราก็สามารถแสดงตำแหน่งที่รถของเราอยู่ได้บนจอภาพ ไม่ใช่บอกได้แค่ “ฉันอยู่ไหน ?” เท่านั้น ระบบนี้ยังบอกได้ด้วยว่า ถนนที่รถเราแล่นอยู่ มันคือถนนอะไร และถ้าบอกมันว่า เราจะไปยังจุดหมายใด เช่น ชื่อถนน ตรอก ซอย หรือแม้แต่ชื่อร้านอาหาร โรงพยาบาลขึ้นอยู่กับความละเอียดของฐานข้อมูล อุปกรณ์นี้ก็จะเลือกเส้นทางที่ “ดี” ที่สุดให้เราเดินทางด้วยครับ ในต่างประเทศมันจะบอกด้วยว่า เส้นทางใดไม่ควรผ่าน เพราะกำลังมีการจราจาติดขัด หรือมีการซ่อมแซมผิวถนน

ในเมืองไทยเอง ทุกอย่างก็เป็นไปได้ครับ ขึ้นอยู่กับการสำรวจและป้อนข้อมูลเข้าไป ในอนาคต เราอาจจะตั้งโจทย์ให้อุปกรณ์นี้พาเราไปยังร้านอาหารอินเดียที่ใกล้ที่สุด หรือไปยังปั๊มที่ยังขายเบนซิน 95 ที่ใกล้ที่สุด คลีนิคโรคผิวหนังที่ใกล้ที่สุด หรือโรงแรมระดับใดก็ตาม เป็นไปได้ทั้งนั้นครับ

ถ้าเป็นการใช้งานโดยผู้ขับ โดยไม่มีผู้โดยสารคอยให้ความช่วยเหลือ ผู้ขับไม่สามารถละสายตาจากถนนหน้ารถ มามองจอได้นานพอ ระบบนี้จะนำทางด้วยเสียงครับ ให้ความปลอดภัยอย่างมาก และมากกว่าการขับโดยไม่ใช้มันด้วย เพราะเราไม่ต้องละสายตาไปมองชื่อถนน หรือมองหาสิ่งอื่นในการเลือกทางไปยังเป้าหมาย

จากการวิจัยในต่างประเทศ พบว่าเสียงที่ผู้ใช้รถต้องการฟัง เป็นเสียงผู้หญิงครับ ผู้ผลิตจะคัดผู้มีเสียงไพเราะเป็นมิตร ออกเสียงได้ชัดเจนถูกต้อง มาทำหน้าที่บอกทาง ผลไม่แน่ใจว่ามีการใช้เสียงผู้ชายบ้างหรือไม่ เพราะยังไม่เคยพบ จากการลองใช้อุปกรณ์นี้รุ่นล่าสุด สำหรับการเดินทางในกรุงเทพ ฯ ด้วยรถทั้ง 2 คันดังกล่าว หนึ่งในนั้นมีระบบนำทางที่ดีกว่าอีกราย (ในความเห็นของผม) อย่างชัดเจน ให้ความสะดวกสบายอย่างมากขณะใช้งาน และด้วยความแม่นยำระดับเกินพอ จากความรู้สึกอย่างไม่เป็นทางการของผม คือ ผิดพลาดไม่เกิน 2 เมตรครับ ผลลองแกล้งทำผิดพลาดอย่างต่อเนื่อง ระบบนี้ก็ยังทำหน้าที่ “พา” ไปสู่จุดหมายได้อย่างดี รู้จักซอกซอยเล็กน้อยทุกซอย จนผมต้องจอดวิเคราะห์ซอยเหล่านี้ ด้วยความทึ่ง ในความสามารถของผู้สำรวจและป้อนข้อมูล มันทำให้ผมเข้าใจได้เลยว่า เหตุใดผู้ผลิตรถจึงพยายามพัฒนาระบบนี้ ให้ใช้งานได้สะดวกและแม่นยำ เพราะมันเป็น “เสน่ห์” ของรถอย่างหนึ่งครับ

ผมบอกได้เลยว่า ถ้าผมต้องเลือกซื้อรถทั้ง 2 คัน ที่มี “คะแนนรวม” ด้านอื่นทั้งหมดพอๆ กัน ผมขอเลือกคันที่มีระบบนำทางดีกว่าครับ มันมีผลต่อผู้เลือกซื้อ (ที่รู้คุณค่า) ได้ขนาดนี้ และสมมติว่ามีระบบเหมือนในคันนี้จำหน่าย สำหรับนำไปติดตั้งในรถอื่นได้ ในราคาสัก 3 ถึง 4 หมื่นบาท ผมซื้อใช้แน่ครับ มันมีคุณค่าขนาดนี้จริงๆ



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มกราคม ปี 2554
คอลัมน์ : รู้ลึกเรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/1Kjrc
อัพเดทล่าสุด
16 Aug 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
3,590,000
2.
1,316,000
3.
1,749,000
4.
1,699,000
6.
3,299,000
7.
5,399,000
8.
6,799,000
9.
3,249,000
10.
4,980,000
11.
53,500,000
13.
3,600,000
14.
4,539,000
15.
13,339,000
16.
2,999,000
17.
1,749,000
18.
1,800,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

บทความที่เกี่ยวข้อง

ไม่แรงอย่าแซงขับ 4 ?
รู้สักนิด ก่อนจะขับรถ “คลัทช์คู่”
มิติใหม่ของเกียร์สายพาน
กดปุ๊บ มาปั๊บ ?
รอยต่อแห่งยุคสมัย
แรงตก ไม่ต้องตกใจ