บทความ

ยังโตได้อีก


ยังสดชื่นรื่นเริงกันถ้วนหน้า เมื่อตัวเลขการขายเดือนตุลาคม ยังคงเติบโตถึง 35.2 % แม้ว่าจะมีภาวการณ์ของน้ำท่วมกันหลากหลายจังหวัด ขายกันทุกยี่ห้อได้ถึง 72,012 คัน ทำให้ตัวเลขยอดรวม 10 เดือน แซงตัวเลขปีก่อนไปเรียบร้อยแล้ว

ห้วงระหว่างนั้น ค่ายรถยนต์บ้านเราก็ออกมาปฏิเสธข่าวเกี่ยวกับการเรียกรถ เพื่อให้กลับมาตรวจซ่อมสิ่งที่อาจทำให้เกิดความเสียหายได้ โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เหตุก็เพราะมีข่าวใหญ่ในต่างประเทศ ถึงการเรียกรถกลับเข้าตรวจสอบ กันมากกว่าล้านคัน ก็เลยต้องปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวกับบ้านเรา

ที่นี่ไม่ได้มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเรียกรถเข้าไปตรวจสอบ เพราะถือว่าเป็นความรับผิดชอบของค่ายรถยนต์ ที่เมื่อตรวจสอบว่ามีสิ่งที่อาจเกิดข้อบกพร่องขึ้นได้ ในรถยนต์ของตนเอง ก็เรียกรถที่ขายออกไปแล้ว กลับเข้ามาตรวจสอบ และทำการซ่อมแซมให้ อย่างไม่คิดมูลค่า

ซึ่งมองได้ว่า ค่ายรถยนต์นั้นๆ รับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ของตัวเองอย่างแท้จริง

แต่ทางฝ่ายพีอาร์ โดยเฉพาะในบ้านเราก็ยังเกรงกันว่า อาจเป็นผลเสียของภาพลักษณ์ได้ ก็เลยต้องรีบออกมาแก้ข่าว ก็เลยอยากเก็บเอาการเรียกรถคืนเพื่อรับการซ่อมแซม เฉพาะข่าวต่างประเทศเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ที่เขาเรียกคืนกันทั่วโลก เรียกกันแทบทุกยี่ห้อ ประกาศอย่างเป็นทางการ เก็บเอามาให้ได้ทราบกันนะครับ

เรามาเริ่มกันที่ ฮอนดา ญี่ปุ่น ประกาศเรียกรถรุ่น ซิที และ ฟิท จำนวน 127,000 คัน ในบราซิล เพื่อเข้ารับการซ่อมแซมคันเร่งน้ำมัน ซึ่งอาจทำให้เกิดการเร่งเครื่องแบบไม่ตั้งใจโดยง่าย โดยมีรายงานข่าวว่าได้เกิดอุบัติเหตุจากเรื่องนี้แล้ว 1 ครั้ง แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

รถทั้งหมดผลิตในบราซิล ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2551 ถึงเดือนตุลาคม 2553
สาเหตุก็เพราะมีฝุ่นผงที่อาจจะเข้าไปในตัวเซนเซอร์ของคันเร่ง อาจทำให้คันเร่งค้าง ทำให้รถหยุดไม่ได้ โดยวิธีแก้ก็เพียงนำวัสดุมาคลุมไม่ให้ผงเข้า เท่านั้นเอง

ถัดมาอีกหน่อย ฮอนดา ก็เรียกรถ อคูรา และ ออดิสซีย์ ในสหรัฐอเมริกาประมาณ 470,000 คัน เข้ารับการซ่อมแซม เพราะใช้ชิ้นส่วนซีลแบบเดียวกันกับ โตโยตา ที่เรียกรถคืนไปล่วงหน้า 1.66 ล้านคัน เพราะอาจเกิดการรั่วของน้ำมันเบรคได้ หากไม่ได้ใช้น้ำมันเบรคของแท้

ส่วนของ โตโยตา กับ เลกซัส นั้น เป็นรถที่ขายในสหรัฐอเมริกา 740,000 คัน ขายในญี่ปุ่น 600,000 คัน ที่เหลือ 320,000 คัน ส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป หากไม่ได้ใช้น้ำมันเบรคของแท้เหมือนกัน

ค่ายอเมริกันก็ตามมาติด ๆ โดย เชฟโรเลต์ เรียกรถรุ่น อิมพาลา 322,000 คัน ในสหรัฐอเมริกา และแคนาดา เพื่อตรวจสอบเข็มขัดนิรภัย ที่อาจไม่ได้ยึดตรึงกับจุดยึดให้แน่นพอ แต่ก็ต้องเรียกเข้ามาตรวจสอบ เพื่อความปลอดภัย

ฟอร์ด ก็เรียกรถแวนเล็ก วินด์สตาร์ 500,000 คัน เข้าตรวจสอบเพลาขับหลัง ซึ่งอาจแตกร้าว หรือเกิดสนิมขึ้นได้ งานนี้ ฟอร์ด ยินดีรับซื้อรถคืนในราคาตลาด ถ้าหากลูกค้าต้องการ หรือจะให้ซ่อมให้ก็ได้

นิสสัน กับ อินฟินิที ก็เรียกรถราว 2.1 ล้านคัน ในสหรัฐอเมริกา และแคนาดา เข้ารับการซ่อมแซมระบบจุดระเบิด ที่อาจขัดข้องขณะทำการขับขี่อยู่ได้ เป็นรถที่ขายในญี่ปุ่น 834,759 คัน อเมริกาเหนือ 761,528 คัน ยุโรป 354,170 คัน จีน กับ ไต้หวัน 194,409 คัน

ว่ากันเป็นตัวเลขในรุ่นที่ประกอบกันเป๊ะๆ ทีเดียว

โวลโว สหรัฐอเมริกา เรียกรถ 9,746 คัน เข้าตรวจสอบระบบถุงลมนิรภัย เพราะมีรถที่เป็นปัญหาเรื่องนี้แล้ว 142 คัน เพราะสถาบันเพื่อความปลอดภัยของอเมริกา แจ้งมา

บีเอมดับบลิว เรียกรถ 6 สูบเทอร์โบคู่ รุ่น N54 130,000 คัน เข้าตรวจสอบระบบปั๊มแรงดันน้ำมันความดันสูง โดยคาดว่าจะต้องเปลี่ยนราว 40,000 คัน ที่เหลือก็เพียงแค่อัพเดทซอฟท์แวร์ในกล่อง

ไครสเลอร์ ก็เรียกรถมากกว่า 26,000 คัน เพื่อตรวจสอบสายน้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ ที่อาจเสี่ยงต่อไฟไหม้ได้

ต่อมาก็ต้องเรียก จีพ ลิเบอร์ที 16,229 คัน เข้าตรวจสอบใบปัดน้ำฝน เพราะอาจมีน้ำเข้าไปในมอเตอร์ของระบบได้ง่าย เลยจะเปลี่ยนมอเตอร์ ที่กันน้ำได้ให้ฟรี

ค่าย โตโยตา ที่เรียกรถเข้าตรวจสอบระบบเบรคแล้ว ยังเจอปัญหาระบบเซนเซอร์พวงมาลัยอีก ก็ต้องเรียกรถในญี่ปุ่น และยุโรป 1.36 ล้านคัน เข้าตรวจสอบ

ซูซูกิ ก็ประกาศเรียกรุ่น เอสเอกซ์ 470,000 คัน เพื่อตรวจสอบจุดยึดของกระจกมองหลังข้างรถ เพราะนอทอาจคลายออกได้

มิตซูบิชิ ก็เรียกรุ่น เอนแดเวอร์ 20,000 คัน ตรวจสอบระบบทำความร้อน เพราะรถที่ติดตั้งร่วมกับเครื่องปรับอากาศบางคัน อาจเป็นสาเหตุให้หน้าต่างของระบบทำความร้อนติดขัดได้

ขนาดรถหรู แฟร์รารี ยังต้องเรียกรุ่น อิตาลีอา 458 คัน เพื่อตรวจสอบระบบไฟฟ้าทั้งคัน เพราะมีข่าวว่ารถรุ่นนี้ เกิดไฟไหม้ที่บราซิล

เมร์เซเดส-เบนซ์ ก็เรียกรุ่น ดีเซล 2,297 คัน เข้าตรวสอบแหวนรองไส้กรองน้ำมันเครื่อง ที่อาจทำให้รั่วไหลได้

ยังไม่ทันไร โตโยตา เจ้าเก่า ก็ต้องเรียกรถคันจิ๋วใหม่ล่าสุด ไอคิว 135,000 คัน ที่ขายในญี่ปุ่น และยุโรป เข้ามาตรวจสอบซอฟท์แวร์ ของระบบขับเคลื่อน เพราะได้รับรายงานว่า ไฟเตือนระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ ติดขึ้นมา หากขับรถข้ามหลุมบ่อ หรือลูกระนาดแบบบ้านเรานี่แหละ

นิสสัน ก็เรียกรถกระบะที่ขายในสหรัฐอเมริกา และแคนาดา 760,000 คัน เข้าตรวจสอบรีเลย์จุดระเบิด

ถัดมา สถาบันเพื่อความปลอดภัยทางถนนของสหรัฐอเมริกา ก็ประกาศว่า รถ ฟอร์ด ราว 14 ล้านคัน ในสหรัฐอเมริกา อาจเสี่ยงต่อการไฟไหม้ บนถนน เพราะผู้ใช้ขาดสำนึกในการรักษาความปลอดภัย เพราะหากสวิทช์ระบบควบคุมความเร็วเดินทาง เกิดกระแสไฟรั่ว โดยไม่ได้รับการตรวจสอบ อาจทำให้รถลุกไหม้ได้ สมควรเข้ารับการตรวจสอบจากศูนย์บริการด้วย

อยากเตือนบรรดาฝ่ายพีอาร์ของค่ายรถยนต์ ว่านักข่าวน่ะ เขาก็ต้องสืบหาข้อมูลกันสารพัด ไม่ได้เขียนข่าวกันแบบมีอคติต่อค่ายใดค่ายหนึ่ง แล้วการเรียกรถคืนนะ มันไม่ได้เป็นเรื่องร้ายกาจ ที่นักข่าวนักเขียน จะยกขึ้นมาถล่มกันให้แหลกลาญลงไป เพราะมันเป็นเรื่องเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถ และภาพลักษณ์ของค่ายรถยนต์นั้นๆ ว่าไม่ได้นิ่งดูดาย

อย่าตื่นเต้นเป็นกระต่ายตื่นตูมไปเลยนะจ๊ะ

ประกาศยอดขายไปเรื่อยๆ ทุกเดือนกันดีกว่า ชิมิ ชิมิ



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มกราคม ปี 2554
คอลัมน์ : โค้งอันตราย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/TsaYi

Follow autoinfo.co.th