บทความ

กึ่งศตวรรษจักรวรรดิวรรณศิลป์


กวีไทยยุคใหม่นับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลงเป็นต้นมา ต่างคนต่างทำงานของตน หลายท่านเป็นข้าราชการในวงการศึกษา ต่อมาเมื่อมีหนังสือพิมพ์ให้เผยแพร่งานได้ แววกวีของแต่ละคนก็ส่งประกายแวววาวเหมือนดาวฤกษ์ ซึ่งมีแสงสว่างในตนเอง ให้สังคมได้เห็นประจักษ์ในอัจฉริยลักษณ์ของท่านมากขึ้น เช่น เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้ใช้นามแฝง ครูเทพ) ชิต บุรทัต ผู้แต่งฉันท์ชั้นเยี่ยม เช่น สามัคคีเภทคำฉันท์ สถิตย์ เสมานิล สืบต่อมาประมาณปี 2480 เป็นต้นมา กวีที่ยึดมั่น ขนบ เช่น มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมช มนตรี ตราโมท หลวงอิศราภรณ์ประพันธ์ ฉันทิชย์ กระแสร์สินธุ์ เปลื้อง ณ นคร ท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา และกวีเพื่อชีวิต เช่น นายผี ทวีปวร อุชเชนี จิตร ภูมิศักดิ์

ต่อมาจนถึงบัดนี้ กวีที่มีชื่อเสียงโด่งดังทางสื่อหนังสือพิมพ์แล้วต่อด้วยโทรทัศน์ เช่น กุลทรัพย์ รุ่งฤดี ชยศรี สุนทรพิพิธ สุมน สุดบรรทัด ถาวร ชนะภัย นล. นิรันดร รวมทั้งกวีร้อยแก้ว ราช รังรอง (รัตนะ ยาวะประภาษ) เมื่อผู้เขียนเข้าสังกัดตำหนักเทวาลัยแห่งอาณาจักรจามจุรีในปี 2499 นั้น ยังพอได้เห็นหลังรุ่นพี่เหล่านั้นเพียงไวๆ แล้วก็เกิดปรากฏการณ์ที่สำคัญ นั่นคือ กรมศิลปากรเริ่มฟื้นฟูการแสดงสักวาที่สังคีตศาลา โดยกวีอาวุโส เป็นที่ตื่นเต้นและฟื้นความนิยมได้มาก กับอีกกรณี คือ สถานีโทรทัศน์แห่งแรกของไทย คือ ช่อง 4 บางขุนพรหม มีรายการ ชื่อ “ลับแลกลอนสด” ซึ่งมีการประชันกลอนสดขึ้น บางครั้งก็จัดแสดงสักวา ทำให้พวกเราที่กำลังเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในวงการ นัดพบกันที่หอประชุมโรงพยาบาลสงฆ์ สี่แยกถนนศรีอยุธยา เพื่อทำบุญเลี้ยงพระและอุทิศส่วนกุศลถึงกวีที่ล่วงลับไปแล้ว หลังจากรับประทานอาหารร่วมกัน ได้ปรึกษาหารือกัน และตกลงจัดตั้งกลุ่มคนเขียนบทกวีชื่อ “ชมรมนักกลอน” ขึ้นเมื่อ วันที่ 4 ตุลาคม 2502 โดยมีผู้มาร่วมก่อตั้ง 15 คน นำโดยนักกลอนดังยุคนั้น คือ วิจิตร ปิ่นจินดา (เจษฎา วิจิตร) สนธิกาญจน์ กาญจนาสน์ สวัสดิ์ ธงศรีเจริญ (และเพื่อนชื่อ กวี มานะวุฒิ) ชยศรี สุนทรพิพิธ นรี นันทวัทน์ นลินี อินทรกำแหง ศิริเพ็ญ ภิบาลกุล รำภี สอนอำไพ พวงศรี สิงหเสนี จันทร์เพ็ญ วิเชียรพันธุ์ และพวกเราจากอักษรศาสตร์ จุฬา ฯ มี มะเนาะ ยูเด็น วินัย ภู่ระหงษ์ โกวิท สีตลายันและผู้เขียน ต่อมาก็ได้ชักชวนเพื่อนๆ เช่นวนิดา สถิตานนท์ ผ่องพรรณ สิงหเสนี ไปร่วมกิจกรรม และมีเพื่อนจากที่อื่นๆ เป็นกำลังสำคัญของชมรมฯ อนันต์ สวัสดิพละ ประสพโชค เย็นแข กิจจา ปูรณัน ภิญโญ ศรีจำลอง สมประสงค์ สถาปิตานนท์ วันเนาว์ บุรณธรรม ประสิทธิ์ โรหิตเสถียร ฯลฯ

หลังจากช่วยจัดทำระเบียบข้อบังคับ ตั้งคณะกรรมการชมรม ฯ มีสมาชิกนักกลอนจากทั่วประเทศ จากชมรมวรรณศิลป์ของสถาบันหลักๆ คือ จุฬา ฯ ธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ แพทยศาสตร์ และศิลปากร ตลอดจนวิทยาลัยต่างๆ ทั่วไป ที่โด่งดังต่อๆ มา เช่น จากธรรมศาสตร์ มี เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ นิภา บางยี่ขัน ทวีสุข ทองถาวร ดวงใจ รวิปรีชา ศิริพงษ์ จันทน์หอม ฯลฯ ส่วนจาก วรรณศิลป์จุฬา ฯ ก็มี จินตนา ปิ่นเฉลียว นภาลัย ฤกษ์ชนะ สุรศักดิ์ ศรีประพันธ์ อดุล จันทรศักดิ์ ปิยะพันธ์ จัมปาสุต มี สุรินทร์ ประสพพฤกษ์ จากวิทยาลัยนาฏศิลป์ สุจิตต์ วงษ์เทศ ขรรค์ชัย บุญปาน วาณิช จรุงกิจอนันต์ จากศิลปากร เป็นต้น

ผู้เขียนไปสอนหนังสืออยู่ที่นครพนม จนถึงปี 2512 ชมรมนักกลอนตั้งมาร่วม 10 ปี ผู้เขียนไม่เคยเป็นกรรมการไม่ว่าตำแหน่งใดๆ แต่ได้ร่วมจัดกิจกรรมในฐานะคนวงในมาตลอด จนกระทั่ง เขาปรับเปลี่ยนเป็นสมาคมชื่ออะไรต่างๆ หลายชื่อกว่าจะมาลงตัวที่ “สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย” จนปัจจุบัน กลุ่มร่วมก่อตั้งและกรรมการรุ่นต่อๆ มาบางคน จึงแยกตัวออกมาจัดกิจกรรมในนาม “ชุมนุมน้ำชาวันอาทิตย์” จัดกิจกรรมต่างๆ เรื่อยๆ มา จนได้รับเชิญไปทำกิจกรรมทางวิชาการมากขึ้น มีงานหลัก คือ รับเชิญไปแสดงสักวาตามสถาบันการศึกษาและองค์กรต่างๆ ทั่วราชอาณาจักร ไปเป็นวิทยากรให้ความรู้ ความคิดเห็น และถ่ายทอดการแต่งบทกวี หรือ กิจกรรมเกี่ยวกับการอนุรักษ์และส่งเสริมการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง จึงตกลงตั้งเป็น “สโมสรสยามวรรณศิลป์” โดยมีกำลังหลัก คือ อำพล สุวรรณธาดา มรว. อรฉัตร ซองทอง ซึ่งดูเป็นที่น่าศรัทธามากกว่าชื่อชุมนุม ฯ เดิม

นั่นคือปฐมบทโดยย่อ จากชมรมนักกลอน มาถึง สโมสรสยามวรรณศิลป์ เป็นเวลากึ่งศตวรรษ ได้รับคำถามจากชนรุ่นหลังถึงความเป็นมาของชมรม ฯ จนมาเป็นสมาคมและสโมสรทางการกวี ผู้เขียนจึงขอบันทึกตำนานไว้เป็นอนุสรณ์ไว้ย่อๆ ดังข้างต้น ในโอกาสครบกึ่งศตวรรษของจักรวรรดิวรรณศิลป์นี้ ขอฝากช่อดอกไม้ ชื่อ ดอกไม้จากชายสวน มาถึง มวลมิตร ทั้งคนเขียน และคนอ่านบทกวีทั้งหลาย ดังนี้

: หนึ่ง-ฉันเก็บดอกไม้มาฝาก หลายหลากมาลีสีกลิ่น บ้างชื่นลมชวยรวยริน บ้างตลบอบจินตนาตาม แทนใจใฝ่ฝันสรรค์สร้าง ผ่านทางรอยบากขวากหนาม แจ้งรักศักดิ์ศรีดีงาม คือ ความเพราะพริ้งจริงใจ

สอง-บนเส้นทางที่ผ่านเมื่อวานนี้ ผ่านท้องทุ่งมวลมาลีสีสดใส ยินสำเนียงนกพร้องก้องพงไพร รอยหนามไหน่หนักหนาผ่านมาแล้ว ทุกทุกสิ่งเสมือนผ่านเมื่อวานนี้ ทั้งทั้งที่ความหวังกังวานแว่ว หลากด้วยรอยริ้วอดีตกรีดเป็นแนว ดั่งเทียนแก้วแพร้วพร่างกลางคลื่นลม เกินกล่าวตอบขอบใจใดได้หมด เกินแทนทดคุณได้ให้ซึ้งสม ฝากเพียงริ้วมาลัยไว้ดอมดม จุ่งกลิ่นฉมกำซาบอาบอาลัย

สาม-มันคือดอกไม้ชายสวน ยื่นมวลมิ่งมิตรชิดใกล้ ผิวกลีบแห้งโหยโรยไป จงกลิ่นรินไล้นิรันดร-@



------------------------------
เรื่องโดย : ประยอม ซองทอง
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2553
คอลัมน์ : ชีวิตคือความรื่นรมย์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/dzcI8

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
23 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
21,900,000
2.
11,530,000
3.
14,900,000
4.
3,699,000
5.
2,930,000
6.
679,000
7.
1,290,000
8.
21,890,000
9.
3,090,000
10.
75,000,000
12.
1,545,000
13.
1,465,000
14.
2,390,000
15.
489,000
16.
1,199,000
18.
2,490,000
19.
479,000
20.
939,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

What's New