บทความ

อาจไม่ถึงดวงดาว


ก่อนอื่นก็ต้องขอแสดงความเสียใจต่อทุกท่าน ที่ประสบอุทกภัยในหลายจังหวัดของประเทศไทย แต่ก็ยังเป็นปลื้ม ที่คนไทยด้วยกันไม่ทิ้งกัน พากันระดมให้ความช่วยเหลือในทุกๆ ทาง ก็หวังแต่ว่า ทางราชการน่าจะเยียวยาให้ได้ทั่วถึงกัน

มาคุยเรื่องของเราก่อน เพราะโดยปกติแล้ว เดือนตุลาคม และอีก 2 เดือนสุดท้ายปลายปี จะเป็นเดือนที่ยอดการขายเติบโตมากที่สุด แต่เมื่อบ้านเราเป็นเช่นนี้ ก็ดูท่าว่าอาจจะไปไม่ถึงดวงดาวเสียแล้ว ก็เอาใจช่วยด้วยแล้วกัน

เดือนกันยายนที่ผ่านมา ยอดการขายรถยนต์ก็ยังคงเติบโตถึง 40.3 % ขายกันได้ 68,261 คัน เรียกว่าโตขึ้นมาเป็นเดือนที่ 13 แล้ว ทำให้ยอดการขายสะสมเพิ่มขึ้นถึง 51.8 % นั่นเป็นเรื่องที่ยังเฮฮากันได้อยู่ แต่ไม่รู้ว่าเดือนตุลาคมเนี่ย จะรอดพ้นพิษน้ำท่วมค่อนประเทศได้สักเท่าไร

ไปคุยกันเรื่องที่ชาวบ้านเขามองดูบ้านเราก่อน เริ่มกันด้วย ไอเอมเอฟ คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 7.5 % ในปีนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวที่ 7 % ทั้งนี้คาดว่าในปีหน้า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 4 % ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำอย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะการฟื้นตัวที่ช้ากว่าที่คาด ของประเทศที่พัฒนาแล้ว และความไม่แน่นอนทางการเมืองของบ้านเราเอง ที่จะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ แต่การฟื้นตัวของอุปสงค์ตลาดส่งออก และพื้นฐานเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาคส่งออกสามารถฟื้นตัวและส่งผลไปสนับสนุนการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ

เรื่องที่อดีตเจ้าหนี้บ้านเราเห็นด้วยอย่างยิ่ง ก็คือ การตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ที่อยู่ในระดับต่ำมากในช่วงที่ผ่านมา และการทยอยปรับลดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล หรือที่เรียกว่าโครงการไทยเข้มแข็งนั่นแหละ โดยเชื่อว่าในระยะสั้น ไทยน่าจะได้รับประโยชน์จากการที่เศรษฐกิจปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติ จะทำให้อัตราการขยายตัวปรับเพิ่มขึ้นใน 2-3 ไตรมาสข้างหน้า

อย่างน้อยเศรษฐกิจของเราก็จะขยายตัวเพิ่มขึ้นก็ดีแล้ว แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมด้วย ว่าจะสามารถฟื้นยืนขึ้นมาใหม่ได้รวดเร็วขนาดไหน

แต่ถึงอย่างไร ทางสถาบันยานยนต์ ก็ยังมองโลกในแง่ดีอีกเจ้า ว่าแผนยุทธศาสตร์ยานยนต์ของไทย แผนแรกที่ผ่านมา เป็นไปตามแผนทุกอย่าง เพราะมีบริษัทรถยนต์ขอรับส่งเสริมการลงทุนอีโคคาร์ 5 ราย โครงการผลิตรถคอมแพคท์คาร์ของ ฟอร์ด และยังมีรถซับคอมแพคท์ของ มาซดา และ ฟอร์ด อีก รวมยอดการผลิตโครงการใหม่เหล่านี้ร่วม 9 แสนคัน

แต่นั่นเป็นตัวเลขในอนาคต ที่จะค่อยๆ ทยอยกันออกมา ในช่วง 5-7 ปี ข้างหน้า ถ้าหากไม่มีวิกฤตร้ายแรงอะไรเกิดขึ้นมาอีก คาดว่าถึงตอนนั้น บ้านเราจะผลิตขายในบ้าน รวมส่งออกด้วย เกิน 3 ล้านคันแน่นอน

ถึงตอนนั้น ใครจะเป็นยังไงกันมั่งเนี่ย

แต่เรื่อง ศูนย์ทดสอบรถยนต์ครบวงจร ที่ต้องลงทุนกันมหาศาล ก็ยังหาเจ้าภาพมาดำเนินการไม่ได้อยู่ดี มีแค่เรื่องให้บริการทดสอบชิ้นงานเท่านั้น แต่เรื่องทดสอบอื่นๆ ยังไม่รู้ ท่าทางต้องคอยผู้อำนวยการคนใหม่แล้วละครับ

ก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะสามารถเกิดขึ้นมาได้รวดเร็วเท่าไรหรอก เพราะมันต้องควักสตางค์เยอะ แต่ถ้าเกิดขึ้นมา จะทำให้การถ่ายทอดทางเทคโนโลยี ด้านการผลิตรถยนต์ มีความสมบูรณ์พรั่งพร้อมมากขึ้น จะได้หมดคำครหาว่า บ้านเราเป็นแค่ รับจ้างประกอบเท่านั้นเสียที

แต่ค่ายยักษ์ใหญ่ลงมือกันไปแล้ว เตรียมแผนระบบการผลิตใหม่ ตั้งเป้าเป็นแผน 5 ปี เพราะปัญหาการส่งมอบรถไม่ทันกับความต้องการของลูกค้า ทั้งในบ้าน และนอกบ้าน ทำให้เสียโอกาสไปเยอะแต่ปัญหาใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ยักษ์ใหญ่ เพราะเป็นเรื่องของเงินถุงเงินถัง กลับไปเป็นปัญหากับผู้ผลิตชิ้นส่วน ที่โรงงานมีการปรับเปลี่ยนเร็วเกินไป ผู้ผลิตชิ้นส่วน ที่ไม่ใช่เงินถุงเงินถัง ปรับตัวตามไม่ทัน

ทีนี้ยักษ์ใหญ่มีโรงงานตั้ง 3 ที่ ที่สำโรง ทำพิคอัพ ที่เกทเวย์ ทำรถเก๋ง และบ้านโพธิ์ ทำพิคอัพ กับ เอสยูวี ก็เลยต้องมานั่งประชุมเพื่อทำแผนเร่งด่วน เพื่อให้สมกับสมญานามของบริษัท ฯ ที่ถูกล้อเลียนกันมาโดยตลอดว่า เป็นบริษัทประชุมแห่งประเทศไทย…เอ้ย…เพื่อเตรียมความพร้อมในอีก 5 ปีข้างหน้า น่ะครับ

อีกเรื่องที่น่าสนใจก็เป็นข่าวมาจาก บีโอไอ ที่ออกมาบอกว่า ญี่ปุ่นพอใจประเทศไทย ที่สร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจดีขึ้น เตรียมพร้อมที่จะจับมือไทยตั้งสถาบันพัฒนาบุคลากรด้านยานยนต์

ทั้งนี้ ทั้งนั้น ก็เป็นผลพวงมาจาก กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ไทย-ญี่ปุ่น ที่ทำให้ต้องมีการหารือข้อราชการกันหลายเรื่อง ฝ่ายไทยก็ปรับปรุงมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคให้แก่นักลงทุน อาทิ การลดระยะเวลาการพิจารณาอนุมัติเข้าทำงานของคนต่างชาติจาก 40 วันทำการ เหลือ 5-20 วันทำการ และการเปิดศูนย์ประสานการบริการด้านการลงทุน ที่เรียกว่า วันสตอพ รวม 21 หน่วยงานราชการไทย ไว้คอยให้บริการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนภายในจุดเดียว

แต่สิ่งที่นักลงทุนญี่ปุ่นยังเป็นห่วงก็คือ ปัญหาของมาบตาพุด หากมีความชัดเจน โครงการลงทุนต่างๆ ก็จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ และนักลงทุนญี่ปุ่นก็พร้อมที่จะลงทุนเพิ่ม หรือขยายการลงทุนในไทยต่อไปฝ่ายไทยได้เสนอให้ญี่ปุ่นพิจารณา เร่งจัดการประชุม เพื่อหาแนวทางจัดตั้งสถาบันพัฒนาบุคลากรทางด้านยานยนต์ระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ร่วมกันตามข้อตกลง เจเทพา ขึ้นให้เร็วที่สุด ฝ่ายญี่ปุ่นรับที่จะนำกลับไปพิจารณาและหาแนวทางดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงต่อไป

แถมอีกเรื่อง เกี่ยวพันกับรถยนต์ที่สามารถใช้เชื้อเพลิง อี 85 โดยมีค่ายรถยนต์อีก 4 เจ้า แจ้งว่าพร้อมที่จะผลิตรถออกมาขาย แต่ขึ้นอยู่กับว่า การลดภาษีรถยนต์ อี 85 ที่จะลดจากปกติ 3 % รวมทั้งการลดภาษีน้ำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์อีกด้วยปัจจุบัน มีรถยนต์ที่ใช้ อี 85 จำนวน 2,300 คัน และมีปั๊มจำหน่าย 8 แห่ง

แต่เรื่องนี้เหมือนกับพายเรืออยู่ในอ่าง เพราะกระทรวงพลังงาน กำลังหารือกับ กระทรวงการคลัง ว่าจะหาข้อสรุปกันยังไงดี เพราะมันผูกพันไปถึงโครงสร้างภาษีทั้งระบบด้วย ไม่ใช่อยู่ดีๆ นึกอยากลดภาษี ก็ประกาศลดโครม มันน่าจะมีเจ้าภาพลงมือหยิบเอามาคุยกันเป็นกิจจะลักษณะสักที แต่ดูท่าว่าไม่มีใครอยากเอากระพรวนไปผูกคอแมวนี่สิอัศวินม้าขาวอยู่ไหนเนี่ย



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2553
คอลัมน์ : โค้งอันตราย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/pPfqr

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
23 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
21,900,000
2.
11,530,000
3.
14,900,000
4.
3,699,000
5.
2,930,000
6.
679,000
7.
1,290,000
8.
21,890,000
9.
3,090,000
10.
75,000,000
12.
1,545,000
13.
1,465,000
14.
2,390,000
15.
489,000
16.
1,199,000
18.
2,490,000
19.
479,000
20.
939,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

What's New