บทความ

ประกันไทยเข้มแข็งจริงหรือ ?


ตามที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ประกาศ แผนพัฒนาธุรกิจประกันภัยระดับชาติ “ประกันภัยไทยเข้มเข็ง” เป็นแผนพัฒนาการประกันภัยฉบับที่ 2 ระยะ 5 ปี ที่เริ่มใช้ในปี 2553-2557 ซึ่ง คปภ. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย) ร่วมกับภาคเอกชน จัดทำขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาธุรกิจประกันภัย สร้างความเข้มแข็งให้กับระบบประกันภัยไทยพัฒนาให้มีคุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล

เป้าหมายแผนพัฒนา 5 ปี ทุกบริษัทต้องมีกองทุนไม่ต่ำกว่า 120 % พร้อมเปิดรับประกันภัยเสรี ใช้ประกันบริหารความเสี่ยง 5 ปีนี้ โดยจะดึงผู้มีรายได้น้อย 25 ล้านคน ซื้อประกันเพิ่ม ทั้งนี้ ดร. ณรงค์ชัย อัครเศรณี ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐศาสตร์ คณะกรรมการ คปภ. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการจัดทำแผนพัฒนาฉบับนี้ ได้กล่าวถึงที่มาที่ไปของแผนพัฒนาว่า จัดทำขึ้นเพื่อให้ระบบประกันภัยเป็นกลไกสำคัญในการสร้างหลักประกันภัยที่มั่นคงให้กับคนไทยทุกระดับ โดยเฉพาะระดับล่าง ให้มีความเข้มแข็งเป็นมาตรฐานสากลเพราะที่ผ่านมา คนไทยส่วนมากไม่ได้ทำประกันภัย อาจจะมีข้อจำกัดในการเข้าถึงประกันภัย ขณะที่บริษัทประกันภัยบางแห่ง มีปัญหาทางการเงิน

จากการประเมินสถานการณ์ 5 ปีนี้ พบว่าคนไทยต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและความเสี่ยงรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้น ในระดับสากล อาทิ ความเสี่ยงจากการก่อการร้ายสากลยังคงมีอยู่ เศรษฐกิจโลก ยังคงผันผวนสูง ความไม่มั่นคงทางอาหาร และพลังงานที่มีการแข่งขันเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงด้านสภาวะแวดล้อม เช่นความไม่แน่นอนทางธรรมชาติ ความเสี่ยงด้านสาธารณสุข มีโอกาสเกิดโรคระบาดใหม่ ในช่วง 5 ปี คนไทยจำเป็นต้องมีความสามารถบริหารความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่คนไทยส่วนใหญ่ไม่สามารถบริหารความเสี่ยงได้ จึงจำเป็นต้องจัดระบบประกันภัยเข้าไปรองรับ แผนนี้จะทำให้คนมีรายได้น้อย ก้าวข้ามข้อจำกัดสามารถเข้าถึงประกันภัยได้

ดร. ณรงค์ชัย กล่าวว่า แผนพัฒนาฉบับนี้กำหนด 4 มาตรการหลัก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแผน คือ
1. สร้างความ เชื่อมั่นและตระหนักถึงความสำคัญของการประกันภัยและการเข้าถึงระบบประกันภัยของประชาชนทุกระดับ
2. เสริมสร้างเสถียรภาพของระบบประกันภัย
3. เพิ่มมาตรฐานการให้บริการ และการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนด้านการประกันภัย และ
4. ส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการประกันภัยโดยในแต่ละมาตรการ จะมีมาตรการย่อยๆ ออกมารองรับ

ตัวชี้วัดความสำเร็จหลักๆ ของแผนนี้ คือ ภายในปี 2557 ซึ่งเป็นปีสิ้นสุดแผนพัฒนาฉบับนี้ สัดส่วนส่วนเบี้ยประกันภัยต่อ จีดีพี จะเพิ่มเป็น 6 % หรือคิดเป็นเบี้ยรับรวมประมาณ 739,688 ล้านบาท จากปี 2552 อยู่ที่ 4.07 % เบี้ยรับรวม 368,770 ล้านบาท จำนวนเบี้ยประกันภัยต่อประชากรเพิ่มเป็น 7,500 บาท/หัวจากปี 2552 อยู่ที่ 4,600 บาท/หัว โดยในเบี้ย 7,500 บาทแบ่งเป็นเบี้ยประกันชีวิต 4,200 บาท เบี้ยประกันวินาศภัย 3,300 บาท เพิ่มจำนวนกรมธรรม์ประกันชีวิตต่อจำนวนประชากรเป็น 40 % จากปี 2552 อยู่ที่ 26.75 % จำนวนกรมธรรม์ไมคโรอินชัวรันศ์ เพิ่มเป็น 20 % ลดระยะเวลาในการให้ความเห็นชอบ กรมธรรม์ให้เร็วขึ้นอีก 25 % จากปัจจุบันใช้เวลาประมาณ 20 % หากเป็นกรมธรรม์ มาตรฐานได้รับความเห็นชอบแบบอัตโนมัติ (FILE & USE) อาทิ ไมคโร อินชัวรันศ์ จะอนุมัติให้เร็วขึ้นอีก 30 % จากปัจจุบันใช้เวลาประมาณ 30 วัน เป็นต้น ช่วยลดต้นทุนของบริษัทประกันภัย

ด้านความมั่นคงของบริษัทประกันภัย กำหนดอัตราส่วนเงินกองทุน/เงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมายเพิ่มเป็น 120 % จาก 100 % ในปัจจุบัน

ปัญหาที่เห็นชัดๆ ของบริษัทประกันภัย คือ ความมั่นคงทางการเงินและประสิทธิภาพในการแข่งขัน แม้บริษัทประกันภัยที่มีปัญหามีน้อย แต่ไม่ว่ากี่บริษัททำให้คนพูดถึงบริษัทประกันไม่ดี อย่าง 3 บริษัทที่มีปัญหาอยู่ และอยู่ในขั้นตอนของการแก้ไขปัญหาอย่าง ฟินันซ่า ฯ เราเข้าไปควบคุมแล้ว ส่วนอีก 2 บริษัทก็ให้เวลาเขาแก้ไขปัญหา เราผ่อนปรนให้เขาเพราะยังจ่ายสินไหมอยู่ให้เขาเอาเงินมาเพิ่มกองทุนให้ได้ การปิดบริษัทในโลกนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ สิ่งสำคัญ คือ ประชาชนต้องไม่เดือดร้อน

ส่วนการแปรสภาพบริษัทประกันภัยเป็นบริษัทมหาชน (บมจ.) กฎหมาย กำหนดภายใน 5 ปี นับจากปี 2551 จะทำให้เกิดความโปร่งใสของข้อมูล ทำให้ประชาชน เข้าใจธุรกิจมากขึ้น องค์ประกอบของภาคการเงินมี 3 ขา คือ 1. ธนาคารของไทยเป็น ที่ยอมรับในระดับโลกมีความแข็งแกร่ง 2. ตลาดทุนเกือบได้มาตรฐานสากลแล้ว และขาที่ 3 คือ ระบบประกันภัยถ้ามีความสมบูรณ์ จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทย อีกทั้งประกันภัยโดยเฉพาะประกันชีวิตเป็นแหล่งระดมเงินออมสำคัญในระยะยาวของประเทศ

สถิตย์ ลิ่มพงษ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการ คปภ. กล่าวว่า ธุรกิจประกันภัยเติบโตต่อเนื่อง โดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เติบโตเฉลี่ย 10 % ต่อปี และในช่วงครึ่งปีแรก 2553 นี้ เติบโตถึง 14.2 % เบี้ยรวมประมาณ 200,000 ล้านบาท

จีรพันธ์ อัศวะธนกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัย กล่าวว่า ในแผนพัฒนาฉบับที่ 2 จุดที่เป็นห่วง คือ การสนับสนุนของหน่วยงานอื่นๆ เพราะแผนฉบับนี้เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ส่วนการกำหนดเงินกองทุนขั้นต่ำ 120% บริษัทสามารถทำได้เพราะ คปภ.กำหนดแบบค่อย เป็นค่อยไปและสูตรที่คิดมาก็เหมาะสมกับ ธุรกิจอย่างการทดสอบ RBC ครั้งแรกเงินกองทุนเฉลี่ยของธุรกิจอยู่ที่ 200 % สูงสุด 4,000 กว่า % โดยบริษัทประกันภัยจะต้องปรับตัวเพราะใกล้เปิดเสรีอย่างประเทศญี่ปุ่นตอนเปิดเสรีเบี้ยประกันภัยมีบริษัทปิดตัวไป 15 บริษัท ที่เยอรมนีปิดไป 4 บริษัท

ถ้าติดตามดูแผนที่ประกาศว่า “ประกันภัยไทยเข้มแข็ง” แรกๆ ดูจะเคลิ้มตามไปด้วย แต่เมื่อเอาเข้าจริงๆ จะเป็นความฝันอันเลื่อนลอย และล้มเหลวในที่สุดหรือเปล่า

เพราะความเป็นจริงประเทศไทยยังไม่มีนักประกันมืออาชีพจริงๆ มีแต่มือสมัครเล่นและนักธุรกิจที่แค่จะเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ชั่วคราวตามโอกาส หวังรอขายบริษัทให้ต่างชาติ สุดท้ายประกันภัยไทยก็เป็นของต่างชาติไปโดยปริยาย

ลองมาดูภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นบริษัทที่มีกองทุนติดลบและถูก คปภ. สั่งลงโทษล่าสุด เมื่อ 3 กันยายน 2553 รวม 6 บริษัท และมี 1 บริษัทอาการล่อแล่ จากการแก้ปัญหาของผู้เกี่ยวข้องจะอยู่ในทิศทางว่ากำลังเจรจาหาผู้ร่วมทุนจากต่างประเทศ และเป็นอย่างนี้ทุกครั้งมาตลอด

ผลที่ได้ คือ ขายให้ต่างประเทศไป ประเทศไทยทำได้แค่นี้เอง



------------------------------
เรื่องโดย : กฤชกมล นิติธรรมโกศล
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน พฤศจิกายน ปี 2553
คอลัมน์ : ประกันภัย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/ySFjE
อัพเดทล่าสุด
21 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
14,900,000
2.
3,699,000
3.
2,930,000
4.
679,000
5.
1,290,000
6.
21,890,000
7.
24,900,000
8.
3,090,000
9.
75,000,000
11.
1,545,000
12.
1,465,000
13.
2,390,000
14.
489,000
15.
1,199,000
17.
2,490,000
18.
479,000
19.
939,000
20.
24,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th