บทความ

ภัยก่อการร้าย (3)


ฉบับนี้เป็นบทสรุปของการประกันภัย “ภัยก่อการร้าย” ที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ในเรื่องขอบเขต และคำจำกัดความที่ชัดเจน ทั้งฝั่งของบริษัทประกันภัย และฝากรัฐบาล ต่างก็ยังอ้างว่ากำลังประชุมหารือกันอยู่ แล้วประชาชนผู้เสียหายจากเหตุการณ์จะทำอย่างไร นอกจากนี้ยังมีอีกกลุ่ม คือ พวกที่ยังไม่ได้เกิดเสียหาย แต่ก็ยังไม่รู้ชะตากรรมว่าที่ทำประกันภัยไว้แล้ว กรมธรรม์มันคุ้มครองแค่ไหน

ในข้อความของเงื่อนไขข้อยกเว้นภัยก่อการร้ายที่บริษัทประกันภัยไม่คุ้มครอง ซึ่งปรากฏในกรมธรรม์แทบทุกฉบับ และแทบทุกประเภทการประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นกรมธรรม์รถยนต์ กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล กรมธรรม์ประกันอัคคีภัย กรมธรรม์ประกันการเสี่ยงภัยทุกชนิด เมื่ออ่านแล้วล้วนแต่ทำความเข้าใจได้ยาก ซึ่งอาจทำให้สรุปเหมาเอาเป็นว่า ถ้าเป็นภัยก่อการร้ายแล้วไม่คุ้มครอง แต่คำว่า “ภัยก่อการร้าย” กินความแค่ไหนไม่ชัดเจน ถ้าหากรัฐบาลประกาศว่าเป็นภัยก่อการร้าย บริษัทประกันภัยก็ถือเอาเป็นประโยชน์ด้วย

ขอนำหลักวิชาการมาเสนอให้ได้ทราบกัน ลองดูความหมายของการก่อการร้าย (TERROISM) ความหมายของการก่อการร้ายที่ใช้ในประเทศสหราชอาณาจักร เมื่อ ปี 2531 ได้แก่ “การใช้ความรุนแรงเพื่อเป้าหมายทางการเมือง และรวมไปถึงการใช้ความรุนแรงโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้สาธารณะหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของสาธารณะตกอยู่ในความหวาดกลัว”

มาดูความหมายของการก่อการร้ายในกลุ่มประเทศยุโรป ซึ่งบังคับใช้เมื่อปี 2544 ระบุว่า “กิจกรรมการก่อการร้าย คือ การกระทำที่มีเจตนาที่จะทำลาย และสร้างความไม่มั่นคงต่อโครงสร้างพื้นฐานทางการเมือง รัฐธรรมนูญ เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ”

สำหรับความหมายของการก่อการร้ายที่สถาบันการสืบสวน เอฟบีไอ (FBI) ของประเทศสหรัฐอเมริกาใช้ได้แก่ “การใช้กำลังและความรุนแรงที่ผิดกฎหมายต่อบุคคลหรือทรัพย์สิน เพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลหรือพลเมือง หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของรัฐบาลและพลเมือง เพื่อสนับสนุนวัตถุประสงค์ทางการเมืองและทางสังคม”

ด้วยสภาวะของโลกที่เอื้ออำนวยต่อการก่อการร้ายให้มีความรุนแรงมากขึ้น สหราชอาณาจักรได้ปรับเปลี่ยนนิยามการก่อการร้ายที่ใช้เมื่อปี 2532 ใหม่ในปี 2543 และบังคับใช้จนถึงปัจจุบันดังนี้ “การก่อการร้ายหมายถึงการใช้กำลัง หรือภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจากการใช้กำลัง ซึ่งมุ่งเน้นสร้างอิทธิพลกดดันต่อรัฐบาล หรือขู่เข็ญต่อสาธารณะ หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของสาธารณะ ซึ่งการใช้กำลังหรือภัยคุกคามดังกล่าวถูกดำเนินการเพื่อวัตถุประสงค์ให้มีการแพร่หลายหรือให้เป็นที่ยอมรับในเหตุปัจจัยทางการเมือง ศาสนา และลัทธิความคิด และการกระทำนั้นเกี่ยวข้องกับความรุนแรงอย่างยิ่งต่อบุคคล เกี่ยวข้องกับการทำลายล้างที่รุนแรงต่อทรัพย์สิน ทำให้ชีวิตของบุคคลตกอยู่ในอันตราย ยกเว้นชีวิตของบุคคลที่เป็นผู้ก่อการร้าย ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพ ชีวิต และความปลอดภัยของสาธารณะ แทรกแซงหรือขัดขวางระบบอีเลคทรอนิคส์”

ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น คือ ความหมายของการก่อการร้ายของประเทศมหาอำนาจต่างๆ เช่น ในสหราชอาณาจักร ประเทศสหรัฐอเมริกา รวมไปถึงประเทศในเครือสหภาพยุโรป ส่วนความหมายในทางสากลของการก่อการร้ายนั้น ยังไม่ปรากฏ และแม้แต่สหประชาชาติเองก็ยังไม่สามารถหาคำนิยามที่เหมาะสมสำหรับคำนี้ได้ ทั้งนี้เนื่องจาก การก่อการร้ายนั้น สามารถมองได้ 2 มิติ ผู้ก่อการร้ายในมุมมองของอีกคนหนึ่งอาจเป็นวีรบุรุษของอีกคนหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ยัสเซอร์ อาราฟัท อาจเป็นผู้ก่อการร้ายในสายตาของคนอิสราเอล แต่เป็นวีรบุรุษและผู้กล้า หรือผู้ปลดปล่อยปาเลสไตน์ในสายตาของคนปาเลสไตน์ หรือแม้กระทั่ง โอสามา บิน ลาเดน ก็ตาม ก็อาจจะถูกมองเป็นวีรบุรุษในสายตาของคนอิสลามบางกลุ่มก็ได้ ที่พยายามต่อสู้ทุกวิถีทางต่อบุคคลที่จะคิดทำลายศาสนาอิสลาม ด้วยความที่การก่อการร้ายมีมิติทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงเป็นการยากที่องค์การสหประชาชาติจะเข้ามากำหนดนิยามหรือความหมายในทางที่เป็นสากล

การประเมินว่าเหตุการณ์ใดเป็นภัยคุกคามถึงขั้นภัยก่อการร้ายหรือไม่ จะมีวีธีการประเมินอย่างไร มีปัจจัยอะไรเป็นตัวชี้วัดดังนี้

ประเด็น การก่อการร้าย

แรงจูงใจ หวังเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม รวมถึงการเผยแพร่ลัทธิความเชื่อเป้าหมายสาธารณะ และประชาชนจำนวนมาก

วิธีการ ทำให้เกิดความหวาดกลัว และเผยแพร่ลัทธิความเชื่อ

ปัจจัยชี้วัดความสำเร็จ สามารถเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สามารถเผยแพร่ลัทธิความเชื่อ

บุคลากร ใช้คนที่มีความสามารถ มีการฝึกฝน และมีความเชื่อ หรืออยู่ในลัทธิเดียวกัน

ความมั่นคงขององค์กร มีระบบการคัดเลือก เป็นความลับ การบริหารการดำเนินการเป็นไปอย่างลับ

เครือข่าย มีเครือข่ายกระจายทั่วโลก

การสนับสนุนด้านการเงิน ได้จากการบริจาค และดำเนินกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย

เครื่องมือและอุปกรณ์ ใช้อาวุธทุกประเภทเท่าที่สามารถเข้าถึง

ทีนี้ก็มาดูเปรียบเทียบว่าเงื่อนไขกรมธรรม์ที่ยกเว้นภัยก่อการร้ายของไทย มันเข้าเงื่อนไขภัยก่อการร้ายหรือเปล่า

กรมธรรม์ประกันอัคคีภัย
“…กรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ไม่คุ้มครอง ความเสียหายซึ่งเกิดขึ้นจากสงคราม การรุกราน การกระทำที่มุ่งร้ายของศัตรูต่างชาติ หรือการกระทำที่มุ่งร้าย คล้ายสงคราม ไม่ว่าจะได้มีการประกาศสงครามหรือไม่ก็ตาม หรือสงครามกลางเมือง การแข็งข้อ การกบฏ การจลาจล การนัดหยุดงาน การก่อความวุ่นวาย การกระทำของผู้ก่อการร้าย การปฏิวัติ การรัฐประหาร การประกาศกฎอัยการศึก หรือเหตุการณ์ใดๆ ซึ่งจะเป็นเหตุให้มีการประกาศหรือคงไว้ซึ่งกฎอัยการศึก…”

กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์
“…การประกันภัยฉบับนี้ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจาก สงคราม การรุกราน การกระทำของชาติศัตรู การสู้รบ หรือการปฏิบัติการที่มีลักษณะเป็นการทำสงคราม (จะได้ประกาศสงครามหรือไม่ก็ตาม) รวมถึง สงครามกลางเมือง การแข็งข้อของทหาร การกบฏ การปฏิวัติ การต่อต้านรัฐบาล การยึดอำนาจการปกครองโดยกำลังทหาร หรือโดยประการอื่น ประชาชนก่อความวุ่นวายถึงขนาด หรือเท่ากับการลุกฮือต่อต้านรัฐบาล…”

แค่อ่านดูเปรียบเทียบก็ปวดหัวแล้ว ไม่รู้เลยว่าภัยอะไรร้ายแรงขนาดไหน มีองค์ประกอบอย่างไรถึงจะเรียกว่า “ภัยก่อการร้าย” ดังนั้นถึงตอนนี้ เหยื่อเผาเมืองคงต้องรอต่อไป บริษัทประกันภัย ได้แต่นั่งคุยกัน-ยังไม่จ่าย

จีรพันธ์ อัศวะธนกุล กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายกสมาคมประกันวินาศภัย เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจ่ายสินไหมให้กับผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์วันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ว่า

“สมาคม ฯ ได้เรียกบริษัทประกันภัยที่รับประกันภัยให้กับผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ จำนวนทั้งสิ้น 33 บริษัท เข้าประชุมล่าสุดเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เพื่อเสนอแนวทางในการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายทั้งหมด ทั้งนี้ยังให้แต่ละบริษัทรวบรวมข้อมูลในส่วนของตัวเลขจากการประเมินความเสียหายส่งมาให้กับสมาคม ฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อที่สมาคม ฯ จะได้รับรู้ถึงตัวเลขความเสียหายในเบื้องต้นโครงการนี้ไม่ใช่ข้อบังคับ เป็นเรื่องความสมัครใจของบริษัทเอง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเดือนพฤษภาคมถือว่าผ่านมาแค่ 2 เดือน ก็ยังต้องให้เวลาทุกบริษัทรวบรวมตัวเลขก่อน”

สำหรับแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบรายย่อยที่ดีรับความเสียหายนั้น ยังคงเป็นไปตามนโยบายจากภาครัฐที่ให้บริษัทประกันช่วยเหลือผู้ที่มีทุนประกันต่ำกว่า 5 ล้านบาท รายละ 30,000 บาท โดยสมาคม ฯ ได้ทำงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่อพิจารณาในเรื่องของเงินช่วยเหลือต่างๆ ว่าจะสนับสนุนได้ในลักษณะใดบ้างเพื่อช่วยผู้เอาประกันให้เร็วที่สุด

ขณะเดียวกันจากการรายงานของแต่ละบริษัท สมาคม ฯ พบว่าทุกบริษัทอยู่ระหว่างการการเจรจากับผู้เอาประกันภัยรายย่อยที่ได้รับความเสียหายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังมีผู้เอาประกันภัยบางรายยังไม่เสนอหลักฐานการขอความช่วยเหลือมา เนื่องจากรัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับเงินสนับสนุนที่จะเข้ามาช่วยเหลือ ดังนั้นผู้ประกอบการจึงเกิดความสับสน

รอกันต่อไปครับท่าน ผู้อ่าน เรื่องภัยก่อการร้าย ภัยร้ายๆ แต่บริษัทประกันและรัฐบาลต่างเอามาทำมาหากิน เราๆ ท่านๆ ได้แต่ดูแบบ งงๆ



------------------------------
เรื่องโดย : กฤชกมล นิติธรรมโกศล
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ตุลาคม ปี 2553
คอลัมน์ : ประกันภัย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/jwjEo
อัพเดทล่าสุด
10 Nov 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
524,000
2.
599,000
3.
3,599,000
5.
2,090,000
6.
2,229,000
7.
779,000
8.
3,590,000
10.
1,316,000
11.
1,749,000
12.
1,699,000
14.
3,299,000
15.
5,399,000
16.
6,799,000
17.
3,249,000
18.
4,980,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th