บทความ

ทุกจุดของระบบไฟ เพื่อคุณภาพเสียงสูงสุด


ในเล่มนี้ผมมีข้อมูลมาฝากนักเล่นเครื่องเสียงทุกท่าน ในเรื่องของระบบไฟสำหรับชุดเครื่องเสียงรถยนต์ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ เนื่องจากมีผลต่อคุณภาพเสียง และรายละเอียดของดนตรี ถ้าหากระบบไฟสำหรับชุดเครื่องเสียงมีไม่เพียงพอ สามารถทำให้เสียงดนตรีนั้นขาดรายละเอียด ความชัดเจน และความสมจริงได้

ระบบไฟฟ้าในรถยนต์ ประกอบด้วยการทำงานของอุปกรณ์หลักๆ 2 ประเภท คือ แบทเตอรี และอัลเทอร์เนเตอร์ (บางครั้งเรียก ไดชาร์จ) ซึ่งแรงดันไฟฟ้ารถยนต์ โดยปกติจะมีแรงเคลื่อนที่คงที่ 12 โวลท์ DC และในขณะที่เครื่องยนต์ทำงาน แรงเคลื่อนไฟฟ้าของแบทเตอรีอาจอยู่ที่ 13..8-14.5 โวลท์ DC เมื่อเครื่องยนต์ทำงาน ตัวอัลเทอร์เนเตอร์จะปั่นไฟเข้าแบทเตอรี โดยที่แบทเตอรีถูกออกแบบให้เก็บและคายกระแสไฟ แต่เป็นการเก็บและคายกระแสไฟอย่างช้าๆ ซึ่งแตกต่างกับคาพาซิเตอร์ที่ออกแบบให้มีการเก็บและคายกระแสไฟได้รวดเร็วกว่า โดยเฉพาะกับเพาเวอร์แอมพ์ขับลำโพงซับวูเฟอร์ที่ต้องการกระแสไฟฟ้าไปเลี้ยงวงจรสูงๆ เนื่องจากเสียงดนตรี เช่น เสียงเบสส์ กลอง เป็นช่วงของความถี่ต่ำที่ต้องการพลังงานไฟฟ้ามากกว่าเสียงดนตรีประเภทอื่นๆ และในปัจจุบันมีเพาเวอร์แอมพ์ที่ออกแบบสำหรับลำโพงซับวูเฟอร์โดยเฉพาะ เช่น เพาเวอร์แอมพ์ CLASS D

ข้อสังเกตว่าระบบไฟสำหรับเครื่องเสียงรถยนต์ของท่านนั้น มีเพียงพอหรือไม่ สามารถดูได้จากไฟหน้าปัดวิทยุ ถ้าหากระบบไฟมีไม่เพียงพอ ไฟหน้าปัดวิทยุจะมีอาการกะพริบตามจังหวะของดนตรี หรือเสียงเบสส์ และเสียงกลอง

เสริมประสิทธิภาพระบบไฟ

การเลือกใช้คาพาซิเตอร์ เพื่อเสริมประสิทธิภาพให้กับระบบไฟสำหรับชุดเครื่องเสียงรถยนต์ มีข้อแนะนำอย่างคร่าวๆ ว่า ถ้าระบบเครื่องเสียงติดรถยนต์ของคุณ เมื่อรวมกำลังวัตต์แล้วประมาณ 1,000 วัตต์ แนะนำให้ติดคาพาซิเตอร์ขนาด 1,000,000 ไมโครฟารัด (1 ฟารัด) ต่อชุดเครื่องเสียง 1,000 วัตต์ ในปัจจุบันมีคาพาซิเตอร์ที่ออกแบบให้เลือกใช้งานด้วยกันหลายขนาด ตั้งแต่ 1/2 ฟารัด ถึง 4-10 ฟารัด และในบางครั้งก็มีการเสริมด้วยแบทเตอรีลูกที่ 2 สามารถติดตั้งแยกไว้ที่ท้ายรถ หรือแยกอยู่ที่อื่นได้ ถ้าหากแบทเตอรีหลักอยู่ในห้องเครื่องยนต์ ส่วนแบทเตอรีลูกที่ 2 อยู่ท้ายรถ เมื่อต่อสายไฟพ่วงแบทเตอรีจะต้องติดฟิวส์จุดละ 18″ ก่อนที่จะเดินสายผ่านผนังโครงรถเข้าไป หรือติดเบรเคอร์ระหว่างกันด้วย นอกจากนี้การติดตั้งแบทเตอรีลูกที่ 2 จะต้องติดตั้งให้มีการระบายอากาศที่ดี เพื่อไม่ให้มีการสะสมของไอและควันที่เกิดจากแบทเตอรี

สำหรับการใช้งานคาพาซิเตอร์นั้น อันดับแรก เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพของระบบไฟสูงสุด จะต้องคำนึงถึงตำแหน่งติดตั้งคาพาซิเตอร์ โดยติดตั้งให้ใกล้กับเพาเวอร์แอมพ์มากที่สุด ซึ่งจะช่วยลดความยาวของสายไฟ ความต้านทานภายในสายไฟ และใช้สายไฟเบอร์เดียวกับที่คู่มือในเพาเวอร์แอมพ์ระบุ หรือเบอร์ใหญ่กว่าก็ได้ เพื่อต่อเข้ากับขั้วคาพาซิเตอร์ และเพาเวอร์แอมพ์ได้สะดวก โดยต่อขั้วบวกและลบของคาพาซิเตอร์ เข้ากับขั้วบวกและลบของเพาเวอร์แอมพ์ตามปกติ

ส่วนการเก็บประจุไฟเข้าคาพาซิเตอร์ ครั้งแรกควรจะต่อสายไฟบวกเข้าแบทเตอรีกับคาพาซิเตอร์ (ปิดวิทยุ) โดยต่อผ่านตัวต้านทานขนาด 22-47 โอห์ม 2-5 วัตต์ หรือต่อผ่านหลอดไฟ 12 โวลท์ 10 วัตต์ โดยใช้เวลาประมาณ 5-20 นาที ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดคาพาซิเตอร์ ถ้าหากใช้หลอดไฟก็รอให้ไฟหรี่ และดับ นั่นแสดงว่าคาพาซิเตอร์ประจุไฟเต็มแล้ว แต่ถ้าต่อกับแบทเตอรีโดยตรง โดยไม่ผ่านตัวต้านทาน หรือหลอดไฟ อาจทำให้เกิดประกายไฟ และเป็นอันตรายกับรถ และตัวท่านเองได้

เลือกสายไฟที่เหมาะสม

การเลือกใช้สายไฟที่มีขนาดเหมาะสมกับระบบเสียงติดรถยนต์เป็นสิ่งที่จำเป็น เนื่องจากสายไฟที่ได้มาตรฐาน และมีขนาดที่เหมาะสมกับระบบเครื่องเสียงรถยนต์ สามารถช่วยป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นได้ อย่างเช่น ความร้อนทำให้ฉนวนละลาย สามารถทำให้เกิดการลัดวงจร หรือทำให้การเดินของกระแสไฟไม่เต็มประสิทธิภาพ ดังนั้นการเลือกใช้สายไฟที่เหมาะสมสำหรับเพาเวอร์แอมพ์ วิทยุติดรถยนต์ และอุปกรณ์แยกชิ้นอื่นๆ ในระบบเสียง ซึ่งสายไฟมาตรฐานจะมีขนาดเป็น AWG (AMERICAN WIRE GAUGE) หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า GAUGE สามารถสังเกตได้จากคู่มือผู้ผลิตเพาเวอร์แอมพ์จะแนะนำสายไฟ และสายกราวน์ดขนาดเท่าไร ก็ควรใช้ตามนั้น หรือใช้ขนาดที่ใหญ่กว่าได้ แต่ไม่ควรจะใช้เบอร์ที่เล็กกว่า และสายกราวน์ดของเพาเวอร์แอมพ์ที่จะลงตัวถังรถยนต์ไม่ควรยาวกว่า 4 ฟุต จุดสำคัญอีกอย่าง คือ การต่อสายทุกชนิดจะต้องเข้าการต่อสายที่ถูกต้อง หรือการเข้าขั้วต่อที่แน่นหนาจะต้องห่อหุ้มด้วยวัสดุที่เป็นฉนวน เช่น การใช้ท่อหด เป็นต้น

คำนวณสายไฟให้เหมาะสม

การใช้สายไฟที่ไม่ได้มาตรฐาน และมีขนาดไม่เหมาะสม สามารถทำให้เกิดปัญหากับระบบเสียง เช่น เสียงร้องถูกบีบ เสียงดนตรีขาดความชัดเจน รายละเอียดดนตรีไม่ระยิบระยับ หรือเสียงเบสส์ไม่กระชับ และหนักแน่น ซึ่งขนาดของสายไฟ และความยาวที่เหมาะสมกับเพาเวอร์แอมพ์แต่ละตัว คำนวณได้จากสูตร AMPS (กระแส) เท่ากับ TOTAL POWERx2 และหารด้วย VDC ตัวอย่าง 600 วัตต์x2 และหาร 13 ผลลัพธ์เท่ากับ 92.3 หลังจากนั้นให้วัดความยาวของสายไฟที่ต้องการ เช่น ความยาว 17 ฟุต (หน่วยเป็นฟุต)

เมื่อดูจากตารางที่ 1 AMPS (กระแส) ในตารางที่ 1 (ดูแถบแถวบน) จะระบุ AMPERAGE 20, 30, 40, 50, 60, 75, 100, 150, 200, 500, 750 โดยนำผลลัพธ์ที่คำนวณได้ 92.3 ไปเทียบเคียง โดยเน้นไปที่ AMPERAGE ที่ใกล้เคียงที่สุดคือ 100 เมื่อเทียบแล้วจะได้สายไฟเบอร์ 4 GAUGE ซึ่งสายไฟเบอร์ 4 จะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 5.19 มม. (ดูตารางที่ 2) สำหรับสายกราวน์ดใช้เบอร์เดียวกับสายไฟด้วย

นอกจากนี้ยังสามารถคำนวณได้จากกำลังวัตต์ของเพาเวอร์แอมพ์ ตัวอย่างเช่น สายไฟเบอร์ 8 AWG เมื่อเดินสายจากแบทเตอรีไปยังเพาเวอร์แอมพ์ (ขับลำโพงกลาง และแหลม) มีกำลังขับรวม (TOTAL POWER) 400 วัตต์ ซึ่งประสิทธิภาพ (EFFICIENCY) ของเพาเวอร์แอมพ์ที่เป็นวงจรแบบ CLASS AB จะมีความสามารถในการทำงานเพียง 50 % คือ 800 วัตต์ โดยใช้สูตร TOTAL POWER หาร 13 (800 หาร 13) จะได้ผลลัพธ์ 61.53 โดยนำผลลัพธ์ 61.53 ไปเทียบเคียงกับ AMPERAGE ซึ่งอยู่ระหว่าง 60-75 ให้เลือก AMPERAGE 75 ดังนั้นสายไฟเบอร์ 8 AWG จะมีความยาวได้ไม่เกิน 9 ฟุต และสำหรับเพาเวอร์แอมพ์แบบ CLASS D (ขับซับวูเฟอร์) ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า 75 % (มี EFFICIENCY ถึงจริง) สามารถลดเบอร์ AWG ได้ 1 เบอร์

ส่งท้าย

การติดตั้งเพื่อให้ได้คุณภาพเสียงสูงสุดสำหรับเครื่องเสียงรถยนต์ สามารถกำหนดได้ เนื่องจากระบบไฟ เป็นสิ่งสำคัญที่เลี้ยงระบบเครื่องเสียงติดรถยนต์ให้สามารถถ่ายทอดประสิทธิภาพในการใช้งานออกมาได้อย่างเต็มที่ และทุกจุดของระบบไฟฟ้าจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามโดยเด็ดขาด ส่วนฉบับหน้าจะเป็นเรื่องอะไรนั้นมาติดตามกัน



------------------------------
เรื่องโดย : กองบรรณาธิการ
นิตยสาร CAR STEREO ฉบับเดือน ตุลาคม ปี 2553
คอลัมน์ : พิเศษ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/Gq1UP
อัพเดทล่าสุด
16 Aug 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
3,590,000
2.
1,316,000
3.
1,749,000
4.
1,699,000
6.
3,299,000
7.
5,399,000
8.
6,799,000
9.
3,249,000
10.
4,980,000
11.
53,500,000
13.
3,600,000
14.
4,539,000
15.
13,339,000
16.
2,999,000
17.
1,749,000
18.
1,800,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th