บทความ

รางวัลรพีพร 2553


วันที่ 14 กรกฎาคม ประวัติศาสตร์โลกบันทึกไว้ว่าเป็นวันชาติของประเทศฝรั่งเศส แต่ในวงการวรรณกรรมไทย เป็นวันคล้ายวันเกิดของนักเขียนคนสำคัญคนหนึ่ง คือ สุวัฒน์ วรดิลก ผู้มีส่วนสำคัญในการก่อตั้ง “ชมรมนักเขียน 5 พฤษภาคม” หรือ “สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย” ในปัจจุบัน ปีนี้ถ้า สุวัฒน์ ยังอยู่คงได้ฉลองครบ 87 ปีแล้ว

เมื่อ สุวัฒน์ จากไปแล้ว แต่ก็ไปแต่กาย ความทรงจำดีๆ ยังคงจารึกในวงการวรรณกรรมรุ่นหลังต่อๆ มา ในโอกาสที่สมาคมนักเขียน ฯ จัดทำบุญระลึกถึง และทำพิธีเปิดห้องประชุมที่คณะกรรมการมีมติว่าจะตั้งชื่อเป็นห้อง “รพีพร” ณ ที่ทำการสมาคมนักเขียน ฯ ซอย 33 ถนนกรุงเทพ ฯ-นนทบุรี ซึ่งนักเขียนผู้เลิศน้ำใจ เสาว์ บุญเสนอ ยกที่ดินที่เคยอยู่จนสิ้นชีวิต ให้สมาคม ฯ ข้าพเจ้าในฐานะประธาน “มูลนิธิรพีพร-เพื่อสวัสดิการนักเขียน” ได้กล่าวสั้นๆ ก่อนเปิดห้องว่า

“รพีพรสอนอะไรให้เราบ้าง/หนึ่ง-ร่วมสร้างชมรม-สมาคมนักเขียน/รู้ว่าเราทุกผู้สู้พากเพียร/ควรส่องเทียนสร้าง “สมาคม” กลมเกลียวกัน/สอง-เลี้ยงชีพด้วยประพันธ์นั้นลำบาก/ต้องต่อสู้ความทุกข์ยากด้วยใจมั่น/แต่งานเขียนที่ดีมีค่าอนันต์/ควรตอบแทนเช่นรางวัล “รพีพร”/สาม-ความเป็นคนดีมึคุณค่า/กาลเวลาบอกศักดิ์ศรีอนุสรณ์/ควรตอบแทนน้ำใจไว้สังวร/อุทธาหรณ์เยี่ยงรางวัล “ศรีบูรพา”/มรดกทั้งสามนี้พี่มอบให้/คือน้ำใจที่เราซึ้งถึงคุณค่า/จะคงคู่อยู่ยืนนานกาลเวลา…” แล้วเว้นวรรคสุดท้ายไว้ให้กวีคนใดก็ได้มาเติมให้สมบูรณ์

เมื่อทำพิธีเปิดห้องแล้วและเชิญให้ผู้ร่วมงานเข้าไปในห้อง (ซึ่งมากจนล้นห้อง ต้องตั้งจอวีดีทัศน์ให้พวกที่เหลืออยู่ข้างนอก) แล้ว ประธานได้กล่าวถึงความเป็นมาของรางวัลรพีพร ฯ ว่า สุวัฒน์ ได้เก็บรวบรวมเงินที่ญาติมิตรร่วมทำบุญวันเกิดและวันอื่นๆ ไว้ หลังจาก สุวัฒน์ เป็นนายกสมาคม ฯ คนที่ 11 ได้รวบรวมไว้ในสมัยนายกสมาคม ฯ คนถัดมา คือ ธนิต ธรรมสุคติ และผู้เขียน ได้มีผู้สมทบจนครบ 500,000 บาท ตั้งเป็นมูลนิธิได้ ต่อมา คณะกรรมการจัดงานที่ระลึก 100 ปี “ศรีบูรพา” (กุหลาบ สายประดิษฐ์) ได้มีมติมอบเงินที่เหลือจากการจัดงานเข้าสมทบ ตั้งเป็นรางวัลซึ่ง สุวัฒน์ มีความตั้งใจมอบให้นักเขียนอิสระที่ทำงานคุณภาพเพื่อสังคมและมนุษยชาติ-มาเป็นเวลานานพอสมควร และมีการครองชีวิตที่ดีเป็นตัวอย่างในสังคมได้ ฯลฯ รางวัลนี้กองทุนจะมอบ 2 ปี/ครั้ง

ใน 2 ปีที่ผ่านมา ผู้ที่ได้รับรางวัลคนแรก คือ มาโนช พรหมสิงห์ จากนครราชสีมา มาปีนี้ ประธานกองทุนได้อ่านคำประกาศว่า

“คณะกรรมการมูลนิธิรพีพรเพื่อสวัสดิการนักเขียนพิจารณาแล้วเห็นว่า จำลอง ฝั่งชลจิตร นักเขียนเรื่องสั้นคุณภาพผู้ยืนหยัดการทำงานเพื่อสังคมมาโดยตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี และเลือกที่จะละชีวิตเมืองหลวงไปสร้างสรรค์ผลงานเขียนคุณภาพโดยใช้ชีวิตสมถะเรียบง่ายในบ้านเกิดที่จังหวัดนครศรีธรรมราช”

เขาเคยได้รับรางวัลวรรณกรรมหลายรางวัล เป็นผู้สมควรได้รับรางวัลรพีพร ประจำปี 2553 ได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท พร้อมโล่รางวัล

จำลอง ฝั่งชลจิตร เคยประกอบอาชีพครูและพนักงานโรงแรมก่อนประกอบอาชีพ นักเขียน มีผลงานตีพิมพ์ตั้งแต่ต้นปี 2521 จวบจนถึงปัจจุบัน เขารักเรื่องสั้น และสร้างสรรค์ผลงานประเภทนี้อย่างจริงจัง มีผลงานรวมเรื่องสั้นทั้งสิ้น 18 เล่ม มีผลงานเรื่องสั้นกว่า 200 เรื่อง รวมเรื่องสั้นเล่มที่ชื่อ ลิกอร์ พวกเขาเปลี่ยนไป เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรท์ ปี 2548 และชนะเลิศรางวัลเซเวนบุค อวอร์ด ครั้งที่ 2 ปี 2548 ส่วนเล่มที่ชื่อ เรื่องบางเรื่องเหมาะที่จะเป็นเรื่องจริงมากกว่า เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ปี 2551 และยังมีเรื่องสั้นอีกหลายเรื่องที่ได้รับการยกย่อง และได้รับรางวัลจากองค์กรทางวรรณกรรมหลายองค์กร

จำลอง ได้แสดงให้เห็นว่า เขาเป็นคนที่มีจุดยืนมั่นคง ไม่เคยเปลี่ยนแปรอุดมการณ์ในการทำงานเขียน ผลงานของเขาสะท้อนปัญหาสังคมไปตามยุคสมัย และไม่เคยขาดไร้จริยธรรม ทั้งในวิถีชีวิตส่วนตัวของเขาก็เป็นที่น่าชื่นชม กล้าหาญที่จะพาภรรยาและลูกในวัยเรียนกลับไปอยู่ที่บ้านเกิด ใช้ชีวิตสมถะ เรียบง่าย และเป็นแบบอย่างของนักเขียนผู้ไม่ผันตัวไปตามกระแสสังคม แต่สร้างสรรค์ผลงานได้อย่างสม่ำเสมอ อย่างอดทนไม่ท้อถอย

“คณะกรรมการ ฯ ขอแสดงความยินดี และขอเป็นกำลังใจให้ จำลอง ฝั่งชลจิตร สร้างสรรค์งานเขียนอย่างประณีต งดงาม และเป็นประโยชน์แก่สังคมต่อไป”

ประธานผู้มอบรางวัลปีนี้ คือ วันรบ วรดิลก น้องชายคนหนึ่งของ สุวัฒน์ วรดิลก โดยมี อาจินต์ ปัญจพรรค์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ปี 2534 นักเขียนรางวัลศรีบูรพาคนที่ 4 (ปี 2535) ในฐานะราชาเรื่องสั้นไทยคนหนึ่ง และ จีรวรรณ (วรดิลก) พนมยงค์ น้องสาวคนเล็กของ สุวัฒน์ ซึ่งเป็นกรรมการมูลนิธิร่วมแสดงความยินดีด้วย หลังจากที่ วันรบ กล่าวถึงคุณสมบัติบางประการของ สุวัฒน์และแสดงความยินดีแล้ว จำลอง ฝั่งชลจิตร ได้กล่าวความในใจต่อการทำงาน และความรู้สึกที่มีต่อรางวัลต่างๆ ที่ได้รับ ตามมาด้วย ชาติ กอบจิตติ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ปี 2547 และนักเขียนรางวัลซีไรท์ 2525 และ 2537 ผู้เป็นเพื่อนรักได้มาร่วมแสดงความยินดี และกล่าวถึง จำลอง ฝั่งชลจิตร ด้วย

โดยส่วนตัว ข้าพเจ้าชอบถ้อยคำสำนวนเรียบง่าย แต่มีเสน่ห์ชวนติดตาม ไม่ว่าเขาจะเขียนเรื่องสั้นโดยหยิบยกปัญหาบางเรื่องที่แม้เป็นความดีงามใกล้ตัว ที่ไม่ควรมองข้าม แต่คนอาจมองข้ามไปมาสะกิดใจผู้อ่านได้คำนึงและสะเทือนใจ ข้าพเจ้าชอบคอลัมน์ที่เขาเขียน แม้กระทั่งเกี่ยวกับวงการกีฬา แสดงถึงความเป็นนักเขียนที่มีสายตาพิเศษมองรอบด้านและด้วยวิจารณญาณที่แฝงคุณธรรมเสมอมา

ผลงานหลายชิ้นที่มีคุณภาพ เฉกเช่นวรรณกรรมเยาวชนชื่อ “ขนำน้อยกลางทุ่งนา” ก็เคยได้รับอนุญาตให้เป็นหนังสืออ่านประกอบการเรียนมาแล้ว แต่ความเป็นคนที่หลงใหลในเรื่องสั้นและเขียนได้ดีมีคุณภาพ แม้จะรู้ว่าผลตอบแทนจากงานประเภทเรื่องสั้น ไม่เป็นกอบเป็นกำเหมือนประเภทนวนิยายหรือสารคดี จนมีผู้ให้ฉายาเขาว่า “ลอง เรื่องสั้น” ซึ่งเป็นเกียรติยศไม่น่ามองผ่านไปง่ายๆ สำหรับนักเขียนคนหนึ่งในบรรณภพอันกว้างไกล



------------------------------
เรื่องโดย : ประยอม ซองทอง
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กันยายน ปี 2553
คอลัมน์ : ชีวิตคือความรื่นรมย์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/2UAsR

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
22 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
21,900,000
2.
11,530,000
3.
14,900,000
4.
3,699,000
5.
2,930,000
6.
679,000
7.
1,290,000
8.
21,890,000
9.
3,090,000
10.
75,000,000
12.
1,545,000
13.
1,465,000
14.
2,390,000
15.
489,000
16.
1,199,000
18.
2,490,000
19.
479,000
20.
939,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th