บทความ

มิคาเอล โคร์ดีส ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย


ตลาดรถหรูในประเทศไทย มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง นอกจากจะต้องต่อสู้กันเอง ระหว่างผู้นำเข้าอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ละยี่ห้อ ยังต้องสู้กับกเรย์มาร์เกทอีกด้านหนึ่งด้วย นับเป็นศึกที่ท้าทาย บีเอมดับเบิลยู ซึ่งตั้งเป้าชิงความเป็นที่ 1 ในตลาดนี้ “ฟอร์มูลา” สัมภาษณ์พิเศษ มิคาเอล โคร์ดีส ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย

ฟอร์มูลา : คุณมองว่าสถานการณ์ตลาดรถยนต์โดยรวมปีนี้จะเป็นอย่างไร ?

โคร์ดีส : ปีที่ผ่านมา บริษัท ฯ มียอดขายรถยนต์ บีเอมดับเบิลยู 2,356 คัน เพิ่มขึ้น 26 % ส่วน มีนี มียอดขาย 407 คัน ซึ่งทะลุหลัก 400 คันติดต่อกันเป็นปีที่ 2 ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 142 คัน ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งในปี 2553 คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตใกล้เคียงกับปี 2552

เปรียบเทียบตลาดในช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม ของปีนี้กับปีที่แล้ว บีเอมดับเบิลยู เติบโตเพิ่มขึ้น 60 % หรือมียอดขาย 1,200 คัน โดยตลาดเติบโต 16 % จะเห็นได้ว่า บีเอมดับเบิลยูมี ส่วนเป็นแรงขับเคลื่อนอย่างมาก ซึ่งปัจจัยสำคัญ คือ การแนะนำรถรุ่นใหม่ออกสู่ตลาด ทั้งในรุ่นหลัก ซีรีส์ 3 ซีรีส์ 5 และซีรีส์ 7 นอกจากนี้ยังมีรถที่นำเข้ามาจำหน่าย เช่น เอกซ์ 1 ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี

ฟอร์มูลา : เหตุการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมาส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง และต้องมีการปรับกลยุทธ์ด้านใดหรือไม่ ?

โคร์ดีส : เหตุการณ์ทางการเมืองถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงสั้นๆ แต่ก็ส่งผลกระทบถึงตลาดรถยนต์โดยรวม ซึ่งรวมถึงรถหรูด้วย ปัจจุบันตลาดได้ฟื้นกลับมาบ้างแล้ว และหวังว่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ ส่วน บีเอมดับเบิลยู ตั้งแต่ต้นปีมา มียอดขายดีต่อเนื่อง ช่วงเหตุการณ์ไม่สงบ จึงไม่เกิดผลกระทบ และไม่ได้มีการเปลี่ยนแผนงานแต่อย่างใด

ฟอร์มูลา : คุณวางนโยบายและทิศทางของ บีเอมดับเบิลยู ไว้อย่างไร ?

โคร์ดีส : ปีนี้ บีเอมดับเบิลยู มุ่งเติบโตอย่างมีคุณภาพ เน้นการสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งในด้านการสร้างบแรนด์ และการให้บริการที่ดีเพื่อความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการเตรียมความพร้อมเพื่อชิงตำแหน่งผู้นำในรถยนต์ระดับหรู โดยมุ่งเน้นที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งจะเน้นไปที่โรงงงาน

ส่วนผลิตภัณฑ์ยังคงทำตลาดด้วยสินค้าหลัก คือ ซีรีส์ 3 ซีรีส์ 5 และซีรีส์ 7 นอกจากนี้ แผนการผลิต ซีรีส์ 5 ใหม่ จากเดิมประมาณปลายปีหรือต้นปีหน้า อาจจะเลื่อนเร็วขึ้นกว่าเดิม

อีกส่วนหนึ่ง คือ การขยายโชว์รูมและศูนย์บริการ โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บีเอมดับเบิลยู ได้ปรับเปลี่ยนโชว์รูมให้มีความทันสมัยมากขึ้น รวมถึงการขยายสาขาเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันมีโชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจรอยู่ทั้งสิ้น 15 แห่ง และศูนย์บริการแบบ แซทเทลไลท์ 1 แห่งที่จังหวัดอุดรธานี และศูนย์บริการเพียงอย่างเดียว ที่พระราม 9

ล่าสุดได้เปิดโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการแห่งใหม่ เยอรมัน ออโต ฯ ซึ่งเป็นโชว์รูมที่มีความทันสมัย และใหญ่ที่สุดในประเทศไทย บริการครอบคลุมทั้งด้านการขาย บริการ รถใหม่ และรถที่ผ่านการใช้งานแล้ว และภายในปีนี้ หรือประมาณต้นปีหน้าจะเปิดเพิ่มอีก 2 แห่ง

นอกจากนี้ยังเดินหน้าการทำตลาดรถมือสอง ผ่านพโรแกรม BMW PREMIUM SELECTION สำหรับรถ บีเอมดับเบิลยู และ มีนี เนกซ์ สำหรับรถ มีนี โดยมีการรับประกัน 2 ปี 40,00 กม. ซึ่งเป็นการสร้างความสบายใจและความมั่นใจให้แก่ผู้ซื้อรถยนต์มือสองของทั้ง 2 บแรนด์

ฟอร์มูลา : คุณวางกลยุทธ์ที่จะใช้ในการแข่งขันไว้อย่างไร ?

โคร์ดีส : บีเอมดับเบิลยู พร้อมรับมือกับการแข่งขันที่คาดว่าจะดุเดือดมากขึ้น ซึ่งจะมีทั้งกลยุทธ์หลากหลายด้าน ทั้งผลิตภัณฑ์ เช่น เปิดตัว ซีรีส์ 5 ใหม่ รุ่นนำเข้า เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้ารู้ว่าหลังจากนี้รุ่นประกอบในประเทศจะตามมา นอกจากนี้ยังใช้กลยุทธ์ด้านราคามาช่วยเสริมอีกส่วนหนึ่ง เช่น บีเอมดับเบิลยู เอกซ์ 1 ที่ตั้งราคา 3,399,100 บาท

ฟอร์มูลา : คุณคิดว่าจนถึงปัจจุบัน บีเอมดับเบิลยู มีจุดแข็ง และจุดอ่อนในด้านใดบ้าง ?

โคร์ดีส : ตลาดรถหรูในไทยมีขนาดไม่ใหญ่นัก และไม่มีการขยายตัวมาก อยู่ที่ประมาณ 6,000-7,000 คัน ทำให้การทำงานยากขึ้น เพราะต้องแย่งชิงลูกค้าจากคู่แข่ง แทนการหากลุ่มลูกค้าใหม่

อีกส่วนหนึ่งเรียกว่าเป็นความท้าทาย เนื่องจากการทำงานในสภาพแวดล้อมและโครงสร้างอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยยากกว่า เทียบกับทั่วโลกที่ให้ความสำคัญเรื่องพลังงาน การประหยัดน้ำมัน การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นจุดแข็งของ บีเอมดับเบิลยู และได้ผลักดันระบบนี้ไปสู่ความคิดของลูกค้า แต่ด้วยโครงสร้างภาษี และกรอบการทำงาน การจะสร้างแนวคิดให้ไปในแนวทางเดียวกัน จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อย่างไรก็ตาม บีเอมดับเบิลยู ไม่หยุดที่จะผลักดัน เพื่อให้คนไทยได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายเรื่องการประหยัดพลังงาน และการรักษาสิ่งแวดล้อม

ฟอร์มูลา : คุณมองว่าจุดใดที่ทำให้ บีเอมดับเบิลยู ยังไม่เป็นที่ 1 ในตลาดรถหรู และมีเป้าหมายอย่างไร ?

โคร์ดีส : ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำ รวมถึงบางอย่างก็ได้ทำไปแล้ว เนื่องจากการที่จะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายนั้น ไม่เหมือนกับคู่ชกมวยที่ต้องเอาชนะกันเอง แต่ต้องเอาชนะใจลูกค้า ซึ่งที่ผ่านมาสิ่งที่ทำไปแล้ว คือ การนำเทคโนโลยีที่ดีที่สุดมาให้ตลาดเมืองไทย เช่น การนำเครื่องยนต์ดีเซลมาจำหน่าย แต่ในเวลาเดียวกันก็ยังมีเรื่องข้อจำกัด เช่น มาตรฐานน้ำมันที่ต่างประเทศจะใช้ อียู 5 แต่ไทยยังเป็น อียู 3 ทำให้ยังมีเทคโนโลยอีกหลายอย่างที่จะนำเสนอ แต่ยังทำไม่ได้ แต่ก็จะไม่หยุดที่จะนำเสนอสิ่งดีแก่ผู้บริโภค

บีเอมดับเบิลยู เป็นผู้นำอันดับหนึ่งในรถยนต์ระดับหรูทั่วโลก แต่ว่าในประเทศไทยยังเป็นที่ 2 และห่างกับที่ 1 พอสมควร เพราะฉะนั้นทุกคนในบริษัท ฯ จึงต้องทำงานมากขึ้นเพื่อให้ บีเอมดับเบิลยู ประสบความสำเร็จ เป็นผู้นำในตลาดรถยนต์หรู ของไทย

ฟอร์มูลา : รถรุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวในปีนี้ มีกี่รุ่น ?

โคร์ดีส : ที่ผ่านมา บีเอมดับเบิลยู แนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปีที่แล้วเน้นสร้างความแข็งแกร่งที่เครื่องยนต์ดีเซล ทั้ง ซีรีส์ 3 ซีรีส์ 5 และซีรีส์ 7 เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในตลาด ส่วนปีนี้มีผลิตภัณฑ์เบนซิน ที่เป็นพลังงานทางเลือก คือ อี 20 โดยเริ่มด้วย บีเอมดับเบิลยู 320 ไอ เอสอี ต่อมาก็มีรุ่น 730 แอลไอ/เซด Z 4/325 ไอ สปอร์ท และ 308 ไอ ซีรีส์ 3 คูเป และเปิดประทุน ซีรีส์ 5 และ เอกซ์ 1 ส่วน มีนี จะแนะนำรถ มีนี คันทรีแมน ที่จะเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้ และรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่อีก 1-2 รุ่น โดย บีเอมดับเบิลยู ตั้งเป้าชิงอันดับ 1 ในตลาดรถหรู

ฟอร์มูลา : หลังจากประกาศไม่รับบริการรถที่ซื้อจาก กเรย์มาร์เกท มีผลกระทบอย่างไรบ้าง ?

โคร์ดีส : บีเอมดับเบิลยู ประกาศยกเลิกนโยบายการรับประกันสินค้า และการให้บริการหลังการขายสำหรับรถยนต์ บีเอมดับเบิลยู และ มีนี ที่ไม่ได้จำหน่ายผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยจะเริ่มมีผลบังคับสำหรับรถยนต์รุ่นต่างๆ นับจาก บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ สืบเนื่องจากความแตกต่างของมาตรฐานน้ำมันและไอเสียของรถยนต์ที่จำหน่ายในยุโรปและประเทศไทย เช่น ในปี 2553 มาตรฐานน้ำมันยุโรป จะเป็น อียู 5 แต่ไทยยังเป็น อียู 3 ซี่งรถยนต์ที่จำหน่ายในประเทศไทย จะได้รับการปรับเปลี่ยนทางเทคนิคโดยเฉพาะ เพื่อรองรับความแตกต่างของมาตรฐานดังกล่าว รวมถึงการปรับเปลี่ยนระบบการทำงานให้เหมาะสมกับอากาศร้อนในประเทศไทย

ดังนั้นจึงไม่ได้เกิดผลกระทบแต่อย่างใดกับรถที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังให้บริการปกติ เพียงแต่บริษัท ฯ ประกาศไว้ก่อน เพื่อกันไม่ให้เกิดผลกระทบในภายหลัง เนื่องจากเรื่องของมาตรฐานเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจยาก และมาตรฐาน ยูโร 5 จะต้องเกิดผลกระทบอย่างแน่นอน และสิ่งสำคัญหากลูกค้าไปซื้อรถจากกเรย์มาร์เกท แล้วมีปัญหาทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีกับ บีเอมดับเบิลยู



------------------------------
เรื่องโดย : นุสรา เงินเจริญ
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กันยายน ปี 2553
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/JMIXt

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
21 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
14,900,000
2.
3,699,000
3.
2,930,000
4.
679,000
5.
1,290,000
6.
21,890,000
7.
24,900,000
8.
3,090,000
9.
75,000,000
11.
1,545,000
12.
1,465,000
13.
2,390,000
14.
489,000
15.
1,199,000
17.
2,490,000
18.
479,000
19.
939,000
20.
24,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th