บทความ

สมการ “วินวิน” ในอุตสาหกรรมรถยนต์


ยุคก่อนหน้านี้ รัฐบาลเป็นผู้กำหนดราคาขายปลีกน้ำมัน และใช้เป็น “ตัวช่วย” เพื่อความอยู่รอดของรัฐบาลเอง โดยอาศัย “กองทุนน้ำมัน” เป็นเครื่องมือบริหารจัดการให้มัน “ถูก” อยู่เสมอ ไม่ว่าราคาขายในตลาดโลกจะปรับสูงขึ้น หรือผันผวนเพียงใดก็ตาม

ข้อดี คือ เราได้ใช้น้ำมันราคาถูกคงที่ กับอย่างน้อยก็ตัดปัจจัยที่จะสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลออกไปได้เรื่องหนึ่ง แต่ข้อเสียมีมากมายครับ ที่เห็นชัดๆ เลย คือ การที่รัฐบาลตรึงราคาดีเซลไว้อย่างเหนียวแน่นยาวนาน ทำให้ตลาดรถพิคอัพบ้านเราเติบโตพรวดๆ จนใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก โดยเกือบครึ่งตลาดเป็นการซื้อเพื่อใช้งานแบบรถเก๋ง

เรื่องตลกที่หัวเราะไม่ออก คือ แม้ทุกวันนี้จะใช้ระบบลอยตัวตามราคาตลาดโลกแล้วก็ตาม รัฐยัง “ยื่นจมูก” เข้าไปวุ่นวายกับกลไกตลาด โดยใช้กองทุนน้ำมันบ้าง ภาษีสรรพสามิตบ้าง เป็นเครื่องมือในการกำหนดราคาขายปลีกดีเซล รวมถึงแกสโซฮอล อี 20 และอี 80 รวมไปถึงเชื้อเพลิงทดแทนอย่าง ซีเอนจี และ แอลพีจี เป็นเหตุให้ทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ทั้งระบบของเราไม่ชัดเจน เพราะผู้ประกอบการเขาไม่รู้ว่า รัฐบาลจะเอายังไงกันแน่

ดูจากนโยบายกำหนดราคาน้ำมันแล้ว คล้ายๆ จะส่งเสริมมันทุกตลาด ทั้งรถดีเซล รถเบนซิน และรถพลังงานทดแทน ซึ่งก็ดูเหมือนจะเอามันทั้ง ซีเอนจี และ แอลพีจี

จริงๆ แล้ว การจะส่งเสริมรถทุกประเภท ไม่ถึงกับผิดอะไรหรอกครับ เพียงแต่การใช้ราคาน้ำมันเป็นตัวชี้นำ มันไม่มั่นคง ยั่งยืนพอที่ผู้ผลิตรถยนต์ที่เขาต้องลงทุนเป็นพันเป็นหมื่นล้านบาทจะอุ่นอกอุ่นใจได้เลย

ขณะที่ผู้ผลิตเบี้ยน้อยหอยน้อยก็ตัดสินใจยากว่าจะลงทุนประกอบรถประเภทไหนดี
สุดท้ายเห็นรัฐ “อุ้ม” เชื้อเพลิงประเภทไหน เขาก็ผลิตรถประเภทนั้นแหละ รับรองขายดี เพราะผู้บริโภคมักเลือกซื้อรถที่เติมน้ำมันถูกไว้ก่อน

ฉะนั้น โครงสร้างราคาน้ำมันที่บิดเบือน จึงเท่ากับโครงสร้างอุตสาหกรรมรถยนต์ที่บิดเบี้ยว ครับ

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมจึงสงสัยว่า ทำไมเราไม่ปล่อยให้ราคาน้ำมัน และเชื้อเพลิงทดแทน “ลอยตัว” ไปตามกลไกตลาดจริงๆ เสียที แล้วเอาเวลามาคิดวางแผนแม่บทสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ให้มันชัดเจนว่า เราจะส่งเสริมหรือไม่ส่งเสริมรถประเภทใดกันบ้าง

หลังจากนั้น กำหนดลงไปเลยว่า รถแต่ละประเภทจะต้องเสียภาษีในอัตราเท่าใด ซึ่งจะส่งผลโดยตรงถึงระดับราคาจำหน่ายของรถประเภทนั้นๆ

ที่สำคัญ ช่วยระบุด้วยว่าอัตราภาษีนี้จะใช้ไป 5-10 ปีเป็นอย่างน้อย

สรุปแล้ว รถที่รัฐต้องการส่งเสริม เสียภาษีถูก ราคาขายไม่สูง คนใช้นิยมซื้อ คนขายกำไร และที่สุดรัฐก็เก็บภาษีได้มาก

สมการ “วินวิน” (WIN-WIN) แบบนี้ทำไมคิดกันไม่ออก

ส่วนเรื่องราคาน้ำมัน เมื่อปล่อยลอยตัวอย่างแท้จริงแล้ว ผมเชื่อว่า ผู้บริโภคเขาใช้วิจารณญาณได้เองครับว่า จะซื้อรถเครื่องยนต์ประเภทใดมาใช้ให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ และเศรษฐานะของตน

ปล่อยอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นอิสระจากราคาน้ำมันเสียทีเถอะครับ !



------------------------------
เรื่องโดย : ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กันยายน ปี 2553
คอลัมน์ : ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/12TjN

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
23 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
21,900,000
2.
11,530,000
3.
14,900,000
4.
3,699,000
5.
2,930,000
6.
679,000
7.
1,290,000
8.
21,890,000
9.
3,090,000
10.
75,000,000
12.
1,545,000
13.
1,465,000
14.
2,390,000
15.
489,000
16.
1,199,000
18.
2,490,000
19.
479,000
20.
939,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th