บทความ

โพร์เช 918 สไปเดอร์ เปิดประตูสู่อนาคตของรถสปอร์ท


ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดก็ตาม ต้องเคยได้อ่านหรือได้ฟังคำทำนายอนาคตของโลกเราในด้านลบกันมาบ้างไม่มากก็น้อย

ส่วนใหญ่แล้วเมื่อถึงเวลา หรือเมื่อมองย้อนกลับไป เรามักพบว่ามันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คาดไว้ ไม่ว่าจะเป็นการถูกดาวหาง หรืออุกาบาตขนาดยักษ์ พุ่งชนโลกของเรา หรือแม้แต่ปัญหาความอดอยาก ขาดแคลนอาหาร ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นให้เห็นได้ชัดเจนในระดับหนึ่งแล้ว ก็ยังพอมีความเป็นไปได้ที่มนุษย์เราจะเพิ่มผลผลิตได้เกิดคาด ด้วยเทคโนโลยีพันธุกรรม

แต่ปัญหาที่โลกร้อนขึ้น จากการเพิ่มของแกสคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ เป็นปัญหาที่เป็นหายนะของมนุษยชาติ และสรรพสิ่งมีชีวิตบนโลกของเราอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ หากพวกเรายังคงดำเนินวิถีชีวิตเช่นทุกวันนี้ครับ ถึงจะไม่ใช่สาเหตุหลักแต่เพียงอย่างเดียว แต่รถของพวกเราก็มีส่วนร่วมก่อปัญหานี้อย่างมาก

คนไทยเราส่วนใหญ่ ไม่สนใจปัญหาเหล่านี้อยู่แล้ว แต่บรรดาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องส่วนหนึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว เขามองปัญหานี้กันอย่างจริงจัง และเริ่มลงมือป้องกัน และแก้ไข ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ ก็นัดประชุมประเมินสถานการณ์ แล้วออกกฎหมายควบคุมปริมาณแกสคาร์บอนไดออกไซด์ ตัวการก่อปัญหาโลกร้อนขึ้น สำหรับรถแต่ละประเภท และแต่ละระดับ โดยจำกัดปริมาณแกสนี้ที่ถูกปล่อยออกมาพร้อมไอเสียต่อระยะทางที่รถแล่นไป เช่น 1 ไมล์ หรือ 1 กิโลเมตร ในแบบที่ทำได้จริง ไม่บีบคั้นเรื่องเวลา หรือทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงจนผู้ผลิตรถยนต์รับไม่ได้

ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ ต่อระยะทางที่ถูกกฎหมายควบคุม ให้ผู้ผลิตรถยนต์ลดลงเป็นขั้นตอนอย่างต่อเนื่องนี้ ที่จริงแล้ว ก็คือค่าความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงนั่นเองครับ ว่าใช้เชื้อเพลิงปริมาณ (ซึ่งที่จริงต้องเรียกว่ามวล แต่เข้าใจยาก ผมเลยขอใช้คำนี้แทน) เท่าใด ต่อระยะทางที่รถแล่นไป เช่น กี่กรัมต่อกิโลเมตร หรือจะแปลงแบบไม่เคร่งครัดแต่เข้าใจง่ายกว่า เป็นปริมาตรต่อระยะทางก็ได้ครับ เช่น กี่ซีซี หรือ กี่ลิตรต่อ 1 กิโลเมตร โดยจะได้ค่าต่างกันเล็กน้อยระหว่างรถที่ใช้เบนซิน กับรถที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง เพราะค่าพลังงานต่อมวลหรือต่อปริมาตร ของเชื้อเพลิงทั้งสองต่างกันอยู่เล็กน้อย

ผมเชื่อว่าในสถานการณ์ที่จริงจัง และคับขันต่อปัญหาระดับโลกนี้ บรรดาผู้ที่ชอบและชื่นชมรถสปอร์ท ซึ่งมีผมรวมอยู่ด้วย จะต้องกังวลกันเป็นอย่างมาก ว่าอนาคตของรถประเภทนี้จะเป็นเช่นไร เพราะพละกำลังของรถเหล่านี้ก็ได้มาจากพลังงานในน้ำมันเชื้อเพลิงเหมือนกัน ถ้าจำกัดความสิ้นเปลืองของมัน ก็เท่ากับ จำกัดกำลัง ซึ่งหมายถึงการจำกัดอัตราเร่ง และความเร็วของมันนั่นเองครับ

บางคนอาจจะอยากแย้งว่า ก็ลดน้ำหนักมัน ให้ได้สัดส่วนกำลังต่อน้ำหนักตัวพอๆ กับของเดิม อัตราเร่งก็น่าจะอยู่ในระดับเดียวกัน พูดง่ายแต่ทำยากครับ เพราะทุกวันนี้ผู้ผลิตรถเหล่านี้ ก็พยายามลดน้ำหนักกันอย่างสุดขีดอยู่แล้ว ความกังวลว่ารถสปอร์ทในอนาคต จะถูกลดสมรรถนะลง ยังคงเกาะกุมกลุ่ม “แฟนพันธุ์แท้” ของรถประเภทนี้

จนกระทั่ง โพร์เช แสดงทางออกอย่างเป็นรูปธรรม ในงานแสดงรถยนต์ ณ เมืองเจนีวา ด้วยรถสปอร์ทระดับสมรรถนะสูงสุด ที่สามารถผ่านกฎจำกัดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในอนาคตได้ ในชื่อรุ่น 918 สไปเดอร์

ด้วยคุณสมบัติอย่างย่อที่ทำให้โลกตะลึง ดังนี้ ความเร็วสูงสุด ไม่ต่ำกว่า 320 กม./ชม. อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 3.2 วินาที ความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 3 ลิตร/100 กม. หรือ 33 กม./ลิตร และที่ขาดไม่ได้คือเวลา ต่อรอบเล็กของสนามแข่งนืร์บวร์กริงอันโด่งดัง ซึ่งเป็นค่าบอกถึงการเกาะถนน พละกำลัง และสมรรถนะของระบบเบรค ในรูปแบบของ “คะแนนรวม” ด้วยเวลาไม่เกิน 7 นาที 30 วินาที เท่า หรือต่ำกว่าเวลาที่ โพร์เช คาร์เรรา จีที ทำได้ ซึ่งเท่าที่ผมจำได้ คือ 7 นาที กับ 31 วินาที

ค่านี้ของ 918 สไปเดอร์ ไม่ใช่ค่าจริงนะครับ ค่าที่เป็นเป้าหมาย เพราะตัวรถจริงที่ใช้งานได้ครบ ยังไม่ได้ถูกสร้างขึ้น ดูจากน้ำหนักตัว กำลังของทั้งเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้ารวมกัน ระบบเบรค และช่วงล่างแล้ว อยู่ในระดับที่เป็นไปได้ครับ

เห็นคำว่ามอเตอร์แล้ว คงเดากันถูกอยู่แล้ว ว่าระบบขับเคลื่อนของ 918 นี้ เป็นแบบไฮบริด คือ การใช้ทั้งเครื่องยนต์ลูกสูบ และมอเตอร์พร้อมแบทเตอรี ให้ทำงานรวมกัน เป็นไฮบริดเต็มตัวที่พ่วงมอเตอร์เข้ากับเครื่องยนต์แบบขนาน ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีกำลังพอ สำหรับขับเคลื่อนรถนี้ได้ โดยไม่ต้องอาศัยพลังของเครื่องยนต์
โพร์เช ใช้มอเตอร์ 3 ลูก ในระบบนี้ 2 ลูกอยู่ด้านหน้า สำหรับขับเคลื่อนล้อหน้า และแปลงแรงเบรคเป็นพลังงานไฟฟ้าเมื่อลดความเร็ว และเบรค ลูกที่ 3 ติดตั้งควบคู่กับห้องเกียร์ ทำงานในรูปแบบเดียวกับ 2 ลูกที่ล้อหน้า ให้กำลังรวมกันทั้ง 3 ลูก 160 กิโลวัตต์ หรือประมาณ 218 แรงม้า ซึ่งต้องถือว่ามากทีเดียวครับ ระดับเดียวกับกำลังของเครื่องยนต์ในรถเก๋งหรูขนาดกลาง

โพร์เช ไม่ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบทั้งๆ ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านนี้อยู่ในระดับแนวหน้า เพราะการให้กำลังของเครื่องยนต์แบบนี้ ไม่ค่อยละเอียดแม่นยำ ขึ้นอยู่กับความดัน และอัตราไหลของอากาศที่เทอร์โบป้อนให้แก่เครื่องยนต์ จึงใช้เครื่องยนต์แบบธรรมดา ขนาดความจุไม่มากเพื่อลดน้ำหนัก เครื่องเดิมของ คาร์เรรา จีที แบบ วี-10 สูง ความจุ ซีซี จึงใหญ่และหนักเกินไป โพร์เช เลือกใช้เครื่อง วี-8 สูบ ความจุเพียง 3,600 ซีซี แต่รีดกำลังสูงถึง ถึง 500 แรงม้า โดยให้มันทำงานที่ความเร็วสูงกว่า 9,000 รตน.

อีกเหตุผลหนึ่งที่ผมเดาเอาเอง เพราะไม่เคยมีแหล่งข่าวที่ไหนเอ่ยถึง คือ เครื่องยนต์นี้น่าจะเป็นเครื่องยนต์ตระกูลใหม่ที่ โพร์เช กำลังพัฒนาเตรียมไว้ใช้กับรุ่น 998 ที่จะออกมาแทนรุ่น 997 เพราะเครื่องยนต์บอกเซอร์ 6 สูบ ไม่เหมาะในการเพิ่มความจุเกิน 3,900 ซีซี โพร์เช ต้องการเครื่องยนต์ในระดับความจุประมาณ 4,300 ถึง 4,500 ซีซี ในการรับมือกับคู่แข่งอย่าง ลัมโบร์กินี และ แฟร์รารี เป็นการคาดเดาส่วนตัวครับ จริงหรือไม่คงทราบกันภายในไม่เกิน 2 ปี

โพร์เช มีที่ในห้องเครื่องของรุ่น 997 เหลือเฟือ พอที่จะใช้ท่อไอดีสูงโย่ง เครื่อง วี-8 สูบ ที่ออกแบบท่อไอดีให้สั้น และอยู่ตรงกลาง ระหว่างแผงกระบอกสูบ จึงใช้เนื้อที่ในห้องเครื่องของรุ่น 997 และ 998 หรือ ชื่อใดในอนาคตก็ตาม ได้สบายมากครับ

กลับมาที่ 918 ของเราตามเดิม โพร์เช ใช้แบทเตอรีแบบ ลิเธียม-ไอออน ความจุ 5.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง วางไว้ระหว่างห้องโดยสารและเครื่องยนต์ ถ้าเร่งความเร็วไม่รุนแรง และใช้ความเร็วระดับในเมือง ความจุของแบทเตอรี สามารถป้อนกระแสไฟฟ้าให้มอเตอร์ขับเคลื่อนรถนี้ได้ประมาณ 20 กม. โดยไม่ต้องใช้กำลังของเครื่องยนต์ นอกจากจะเป็นระบบไฮบริดแบบเต็มตัว ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าล้วนได้แล้ว รถนี้ยังเป็นไฮบริดแบบ พลัก-อิน ด้วย คือ เสียบปลั๊กอัดไฟฟ้าของบ้านได้เลย นี่คือเคล็ดลับที่ทำให้มันมีค่าความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงแค่ 3 ลิตร/100 กม. หรือราว ๆ 33 กม./ลิตรครับ

เป็นการหาช่องโหว่ของกฎหมาย โดยใช้วิธีสะสมพลังงานไฟฟ้าจากปลั๊กไฟในบ้าน หรือจากแหล่งพลังงานไฟฟ้าใดก็ตาม ไว้ในแบทเตอรีจนเต็มปรี่ ตอนวัดความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงก็เอาพลังงานในแบทเตอรีนี้มาใช้ร่วมด้วย

ถ้ามองว่าเป็นชั้นเชิงของโรงงานนี้ ในการให้ได้รับอนุญาตให้ผลิตออกขายได้ในอนาคต และผู้ผลิตรายอื่นจะเอาอย่าง ก็ไม่น่าเกลียดอะไรครับ ถ้า โพร์เช จะบอกค่าความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงจริงแบบไม่อาศัย “ไฟบ้าน” เป็นต้นทุนเทียม ดูแล้วก็ยังเป็นระบบที่ช่วยประหยัดเชื้อเพลิงได้ไม่น้อยอยู่ดี ถ้าความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของรุ่นที่ขายอยู่ในปัจจุบัน ประมาณ 12 ถึง 15 ลิตร/100 กม. แล้วระบบนี้ สามารถลดลงได้สัก 20 % ก็เป็นค่าที่ดีมากแล้ว หรือจะหาค่าเฉลี่ย โดยเปรียบเทียบราคา พลังงานไฟฟ้าบ้านที่เราต้องจ่าย เป็นราคาของน้ำมันเชื้อเพลิง แล้วสามารถลดความสิ้นเปลืองลงได้เกิน 30 % ก็เป็นค่าที่ดีเยี่ยมแล้วครับ

และที่สำคัญที่สุด รถต้นแบบรุ่นนี้ ทำให้ผู้นิยมรถสปอร์ท กำลังสูง มั่นใจได้ว่า มันจะยังคงอยู่ในตลาดรถไปได้อีกนาน



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กันยายน ปี 2553
คอลัมน์ : รู้ลึกเรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/qiaQE

บทความที่เกี่ยวข้อง

ก้าวต่อไปของพลังแห่งการ “หยุด”
ทีเด็ดของ เอาดี เอ 8 ใหม่
ฮอนดา เอนเอสเอกซ์ 2017 ซูเพอร์คาร์แห่งอนาคต
ขุมพลังใหม่จากแดนมังกร
อัพเดทล่าสุด
23 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
21,900,000
2.
11,530,000
3.
14,900,000
4.
3,699,000
5.
2,930,000
6.
679,000
7.
1,290,000
8.
21,890,000
9.
3,090,000
10.
75,000,000
12.
1,545,000
13.
1,465,000
14.
2,390,000
15.
489,000
16.
1,199,000
18.
2,490,000
19.
479,000
20.
939,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

What's New