บทความ

พ่อเนื้อหอม


เฮฮากันไปทั้งตลาด เมื่อยอดการขายรถยนต์เดือนมิย. ที่ผ่านมา ทำตัวเลขยอดการขายได้สูงสุดเพิ่มขึ้น 62.6 % เรียกว่าเป็นตัวเลขที่เติบโตมากที่สุดในรอบ 10 ปีทีเดียวแถมด้วยการตอกย้ำ ความสำเร็จของด้านยานยนต์ ค่ายรถยนต์หลายค่ายพากันจัดงานเฉลิมฉลองกัน ต่างกรรม ต่างวาระ มากมายหลายหลาก ลองเก็บเอามาบันทึกไว้หน่อย

เริ่มด้วย เชฟโรเลต์ ที่เพิ่งหาเงินกู้ได้ ก็ประกาศโครงการผลิตรถพิคอัพ และ เอสยูวี สายพันธุ์ใหม่ มูลค่า 1.35 หมื่นล้านบาท ตามมาด้วย ฟอร์ด ประกาศสร้างโรงงานผลิตรถยนต์แห่งใหม่ มูลค่า 15,000 ล้านบาท โดยสามารถเริ่มการผลิตได้ในปี 2555 ด้วยรุ่น โฟคัส เป็นอย่างแรกถัดมาก็เป็นค่าย นิสสัน เปิดแถลงข่าวการส่งออกรถยนต์ นิสสัน มาร์ช ใหม่ สู่ทวีปเอเชียและโอเชียเนีย รวมทั้งจะส่งรถรุ่นนี้กลับไปขายในญี่ปุ่นด้วย โดยประธานใหญ่บินมาแถลงด้วยตัวเอง

ค่ายยักษ์ใหญ่ โตโยตา ก็จัดงานฉลองความสำเร็จของการส่งออก ที่รถในโครงการ ไอเอมวี ส่งออกครบ 1 ล้านคัน

พออีกอาทิตย์ ค่าย มิตซูบิชิ ก็เกกลับ แถลงข่าวการส่งออกครบ 2 ล้านคัน แถมบอกด้วยว่ากำลังเตรียมสร้างโรงงานแห่งใหม่ เพื่อผลิต อีโคคาร์ มูลค่า 15,000 ล้านบาท เหมือนกัน คุยเสียด้วยว่า ถือเป็นรถระดับ โกลเบิล สมอลล์ คาร์ เชียวนะ ระดับโลกจริงๆ นะเนี่ย

ไล่กันมาติดๆ โรงงาน เอเอที ก็เปิดตัวรุ่นใหม่ ฟอร์ด ฟิเอสตา กันที่โรงงาน ตามมาด้วยงานด้านการตลาดที่ออกแคมเปญกันหลายหลาย ขนาดว่าจะออกขายจริงก็ตั้งเดือนกันยายนโน่น แต่ทั้งข่าว ทั้งภาพ ออกสู่สายตากันนานจนชินตาแล้ว

ค่ายวิภาวดีก็อดรนทนไม่ได้ ต้องเชิญผู้สื่อข่าวไปรับฟังการแถลงข่าวกันใหญ่โต ก็ขอบันทึกเอาไว้ว่าค่ายนี้ มองว่า แนวโน้มการส่งออกพิคอัพจากไทยในอีก 20 ปีข้างหน้า จะเพิ่มเป็นกว่า 8.11 แสนล้านบาท จากเมื่อปี 2551 อยู่ที่ 3.77 แสนล้านบาท และไทยจะเป็นฐานการผลิตพิคอัพที่ใหญ่สุดในโลก มีสัดส่วน 35 % จากปริมาณ 2.619 ล้านคันทั่วโลกก็ย่อมแสดงให้เห็นว่า ตลาดยานยนต์บ้านเรา กลายเป็นพ่อเนื้อหอมรายใหม่ เป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ ใครต่อใครก็พากันมาลงทุนสร้างโรงงานประกอบรถยนต์ เพื่อผลิตและส่งออกไปจำหน่ายในหลากหลายประเทศ ทำเอาผู้สื่อข่าววิงเวียนไปตามๆ กัน

หันกลับมาดูทางภาครัฐ ฯ ก็มีการพิจารณายกเว้นภาษีนำเข้า สำหรับชิ้นส่วนที่นำมาผลิตรถยนต์ ไฮบริด มี ชุดส่งกำลัง และชุดขับเคลื่อนของรถยนต์ อุปกรณ์ที่ใช้ในการตัดวงจรแบทเตอรีเพื่อซ่อมบำรุงรถยนต์ แบทเตอรีแรงดันสูงเพื่อเก็บและจ่ายพลังงานไฟฟ้าที่ใช้กับระบบขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า และระบบปรับอากาศรถยนต์ ชุดสายไฟแรงดันสูงที่เชื่อมต่อระหว่างเครื่องยนต์กับแบทเตอรีทั้ง 8 รายการนี้ จะได้ยกเว้นภาษีเป็นการชั่วคราว เป็นเวลา 3 ปี จะทำให้รถยนต์ ไฮบริด มีภาระภาษีลดลงคันละประมาณ 23,800 บาท และรถยนต์ที่ใช้ อี 85 เป็นเชื้อเพลิงลดลงคันละ 3,280 บาทโดยที่ ผู้ประกอบการที่ผลิตรถยนต์ ก็เสียภาษีนำเข้าชิ้นส่วนตามพิกัดที่กำหนดไปก่อน จากนั้นค่อยนำมาขอหักคืนภาษีในภายหลังแทน

ก็เป็นข้อทักท้วงกันอีกเหมือนกัน ว่าทำไมไม่ออกเป็นข้อกำหนด หรือวางระเบียบกันให้เรียบร้อย จะได้ไม่ต้องจ่ายเงินก่อน แล้วมาขอคืนภาษีทีหลัง ทำให้วุ่นวายเปล่าๆขณะที่ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่รองรับพลังงานแกสโซฮอล อี 85 ลงอีก 3 % ส่งผลให้รถยนต์ขนาดกระบอกสูบไม่เกิน 2,000 ซีซี จะเก็บอัตราใหม่เพียง 22 %

งานนี้ค่ายรถยนต์ก็ออกมาบ่นว่า ทีโครงการอีโคคาร์ ต้องลงทุนมากกว่า 5,000 ล้านบาท ส่วนรถยนต์ อี 85 แทบไม่ลงทุนอะไร ก็อยากให้พิจารณาลดหย่อนให้กับรถอีโคคาร์บ้างหลวงท่านก็ตอบกลับออกมาว่า ตอนนี้กำลังว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา ศึกษาความเป็นไปได้ในเรื่องนี้เช่นกัน โดยจะเป็นการมองด้านภาษีทั้งระบบ ส่วนระยะเวลาจะแล้วเสร็จเมื่อไหร่ไม่รู้ จะสามารถประกาศโครงสร้างภาษีใหม่ทั้งระบบเมื่อไหร่ ก็ยังไม่รู้อีกเช่นกันแต่เอาน่า ลงมือจ้างบริษัทที่ปรึกษาไปแล้ว คอยหน่อยก็แล้วกัน

ถ้าถามค่ายรถยนต์คำตอบก็คงอยากเห็นโครงสร้างใหม่เร็วที่สุด จะได้วางแผนการทำงานล่วงหน้าได้สะดวกหน่อย อ้อ ค่ายรถทุกค่ายแหละ ต้องมีแผนระยะยาว 5 ปี วางเอาไว้หมดแล้ว ว่าจะเอารถอะไรมาขาย ช่วงไหน อย่างไร เพราะต้องเตรียมการเรื่องชิ้นส่วนเยอะแยะ ไม่ใช่เช้าชามเย็นชามเหมือนท่านที่รับทานเงินเดือนจากภาษีของพวกกระผมหรอก

แถมกันอีกเรื่อง อันนี้จะบอกว่าหาเสียงหรือก็ไม่เชิง เพราะยังไม่มีการเลือกตั้ง แต่เตรียมกันเอาไว้ก่อน เรื่องราคาเชื้อเพลิงโดยที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ประกาศตรึงราคาขายปลีกเชื้อเพลิงทดแทน ทั้ง แอลพีจี อยู่ที่ 18.13 บาท/กก. ซึ่งต้องควักกระเป๋าชดเชยประมาณเดือนละ 2,204 ล้านบาท ซีเอนจี ตรึงราคาโดยจ่ายค่าชดเชยในอัตรา 2 บาท/กก. อันนี้ควักอีกราว 300-400 ล้านบาท/เดือน

ส่วนการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ก็ต้องดำเนินมาตรการตรึงค่า FT ไปจนถึงสิ้นปี 2553 ก็คาดว่าจะรับภาระประมาณ 5,996 ล้านบาทงานนี้เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน นี้ จนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า 6 เดือนเต็ม โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะรับภาระรวม 15,624 ล้านบาท ดังนี้ การตรึงราคา แอลพีจี 13,224 ล้านบาท ตรึงราคา ซีเอนจี 2,400 ล้านบาท ก็เป็นเรื่องธรรมดาของภาครัฐ ฯ ที่ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง ก็ไม่อยากเสียรังวัดเรื่องราคาเชื้อเพลิงที่จำเป็นของชาวบ้าน ขนาดราคาน้ำมันแทบทุกประเภท โดยเฉพาะดีเซล ต้องตรึงเอาไว้ให้ได้ ไม่อย่างนั้นมันจะลามไปถึงราคาสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน มันจะยิ่งพุ่งสูงโลดขึ้นไปอีก

แค่นี้ก๋วยเตี๋ยวก็ชามละ 30 บาทเข้าไปแล้วไม่เชื่อก็คอยดูรัฐบาลชุดใหม่ในอนาคตก็แล้วกัน ว่าจะกล้าแตะเรื่องพวกนี้ไหม

หรือจะลอง



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กันยายน ปี 2553
คอลัมน์ : โค้งอันตราย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/xvQY8

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
21 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
14,900,000
2.
3,699,000
3.
2,930,000
4.
679,000
5.
1,290,000
6.
21,890,000
7.
24,900,000
8.
3,090,000
9.
75,000,000
11.
1,545,000
12.
1,465,000
13.
2,390,000
14.
489,000
15.
1,199,000
17.
2,490,000
18.
479,000
19.
939,000
20.
24,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

What's New