บทความ

สู้คดีแบบมั่วๆ !


การโดยสารรถยนต์โดยเฉพาะรถบัส รถตู้ เท่าที่เห็นในบ้านเรา ถือว่าพัฒนากว่าเมื่อก่อนโขอยู่ จำได้ว่าสมัยผมเป็นนักเรียน ยังแก้ผ้าโทงๆ หาสระน้ำห้วยหนองคลองบึงกระโดดตูมๆ แข่งกับพวกพ้องว่า ใครท่าสวยกว่ากัน ประเภทเอาท้องลง จุกแอ้ดๆ ยังแอคชันว่าข้าไม่เป็นไร

เคยนั่งรถเข้าเมืองกรุง รถเมื่อครั้งกระโน้น เป็นรถที่เคยใช้ลากไม้ เอามากั้นคอก มีหลังคาให้หน่อย ไม่มีกระจก ไม่มีแอร์ เวลาติดเครื่องยนต์แต่ละที ต้องใช้ก้านเหล็กสอดใส่รูด้านหน้ารถ ออกแรงหมุนฮึดๆ เพื่อให้เครื่องติด ไม่ได้สตาร์ทด้วยแบทเตอรี สบายโก๋อย่างเดี๋ยวนี้

สิ่งที่รถสมัยนั้นมีปัญหาเวลาเดินทางไกล ลุยทางดินฝ่าทุ่งขึ้น/ลงเขา คือ หม้อน้ำมักจะเดือดถ้าโดนเร่งให้ออกแรงหนักๆ ต้องพักให้น้ำปานนักมวย เล่นเอาผู้โดยสารซึ่งเหงื่อไหลไคลย้อย หัวหูแดงโร่ราวกับฝรั่งเพราะฝุ่น สภาพไม่ต่างจากคนรถและโชเฟอร์ ใจระทึกไปตามๆ กัน เกรงจะไม่ถึงที่หมาย ได้กินข้าวลิงกลางป่าเขา ผมเจอเข้าหนสองหน เพราะอยากเห็นกรุงเทพ ฯ แล้วเข็ดเขี้ยว

แต่รถเมื่อก่อนบุโรทั่งก็จริง อันตรายกลับน้อย เนื่องจากรถบนถนนไม่เยอะ รถไม่มีปัญญาวิ่งเร็ว แค่เครื่องยนต์ติด เดินหน้าได้ตลอด ก็บุญโข ขอให้ถึงปลายทางเป็นพอ ช้าไม่ว่ากัน ดีกว่าเดินหรือนั่งล้อเกวียนที่ใช้กันทั่วไปตามปกติ

ทุกวันนี้รถไปได้ปรู๊ดปร๊าดถึงไหนถึงกันก็จริง แต่อุบัติเหตุเกิดได้ทุกเมื่อ ตามสถิติถือว่าเครื่องบินปลอดภัยกว่าเยอะ แม้จะเล่นเหมาลำ ยกลอทบ้างก็ตาม อย่างว่ามันขึ้นกับระบบและผู้บริหารบ้านเมืองว่ามีกึ๋นแค่ไหน ในการควบคุมความปลอดภัย

อย่างเช่น ญี่ปุ่น หรือบรูไน ถือว่าเยี่ยมยอด รถทุกชนิดแล่นบนถนนในอัตราความเร็วตามกำหนดเป๊ะๆ ประเภทไม่เกินร้อยทั้งนั้น ไม่เร่งไม่แซงบ้าระห่ำอย่างของเรา เขาควบคุมอย่างเคร่งครัดจนอยู่หมัด ใช้เครื่องจีพีเอสเข้าช่วย เอ็งขับเร็วเมื่อไร เครื่องฟ้องทันที บันทึกไว้ทันที มีเสียงเตือนทันที คนขับฝ่าฝืนงานเข้าทันทีอีแบบนี้มันก็เอาอยู่ นั่งรถของเขาแล้วสบายหายห่วงจริงๆ ไม่ซวยจริงๆ ไม่เกิดเหตุ

ตัวอย่างเช่น คดีนี้ “นางขวัญใจ” ภรรยาของ “นายยอดนิยม” โบกมือบายๆ สามีอีตอนมาขึ้นรถตู้โดยสาร จะเถื่อนไม่เถื่อนไม่รู้ บ้านเรามั่วไปหมดแทบทุกเรื่อง และเป็นการบายๆ ครั้งสุดท้ายซะด้วย ระหว่างทางรถตู้แถลงร่องข้างทาง เท่านั้นไม่พอ อัดกับต้นไม้ขนาดเขื่อง รถซึ่งเป็นเหล็กยังพัง คนโดยสารที่ถึงฆาต คือ นางขวัญใจ จึงสิ้นลมคารถ เศร้าไหมล่ะ ใครไม่โดนไม่รู้ว่าเจ็บปวดขนาดไหน

อย่าคิดว่าจะมีใครรับผิดชอบง่ายๆ หาเงินเอาร่ำเอารวยนั้นทำได้ แต่ถึงคราวรับผิดชอบ เกี่ยงทั้งนั้น จะจ่ายแค่เงินพันเงินหมื่นเป็นค่าชีวิตทั้งนั้น นายยอดนิยม ซึ่งกำพร้าเมีย และลูกของ นางขวัญใจ 2 คน ซึ่งกำพร้าแม่ จึงต้องกัดฟันพึ่งโรงศาล ร่วมกันยื่นฟ้องคนขับ นายจ้างเจ้าของรถ และบริษัทประกัน ซึ่งทะลึ่งไม่รับผิดชอบตามหน้าที่ ตามสัญญา นี่คือสภาพจำเจในบ้านเรา

ยกแรกในศาลชั้นต้น “นายคันเร่ง” โชเฟอร์รถตู้โดยสาร ซึ่งคงจะมีแต่ตัวจึงไม่สนใจไปศาล นอนอยู่เฉยๆ “

นายกติกา” เถ้าแก่เจ้าของรถ กับ “บริษัท พลิ้วประกันภัย จำกัด” ซึ่งรับประกันรถตู้สู้คดี อ้างโน่นอ้างนี่ ไม่ยอมจ่าย ขอให้ยกฟ้อง ทั้งๆ ที่คนตายนั่งไปในรถเฉยๆ ไม่ใช่คู่กรณีที่จะอ้างว่าประมาทด้วยหรือเปล่า เหตุที่เกิดขึ้นก็ไม่มีคู่กรณีให้โยนความผิด เออ เก่งจริงๆ ในการสู้คดีพรรค์ยังงี้ ให้ตายเถอะ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วตัดสินให้คนขับรถซึ่งมีฐานะเป็นลูกจ้าง จ่ายเงินให้ลูกคนที่ 1 ทายาทของ นางขวัญใจ 180,000 บาท ให้ลูกคนที่ 2 ของ นางขวัญใจ 1,980,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย แต่ยกฟ้อง นายกติกา เจ้าของรถ และบริษัท พลิ้วประกันภัย จำกัด ส่วน นายยอดนิยม เข้าใจว่าไม่ได้จดทะเบียนสมรส ไม่ใช่ทายาท ศาลจึงไม่ให้อะไรเลย

พ่อลูก 3 คนหน้าแห้งยิ่งกว่าทุ่งนาไร้ฝน เมื่อรู้ว่าจะไปเอาอะไรจาก นายคันเร่ง โชเฟอร์รถตู้ ซึ่งมีแต่ตัว ลูกทั้ง 2 คนซึ่งชนะคดีมาบ้าง จึงตะเกียกตะกายให้ทนายยื่นอุทธรณ์ อ้างเหตุบังคับให้เจ้าของรถ และบริษัทประกัน ร่วมรับผิดให้เต็มตามวงเงินที่ศาลชั้นต้นตัดสินไว้น้อยกว่าที่เรียกร้องไว้ในคำฟ้อง ซึ่งพอหวังว่าจะได้เงิน ถ้าศาลเอาด้วย ตามพยานหลักฐาน

ค่อยยังชั่ว จำเลยทั้งหมดไม่ยื่นอุทธรณ์ แต่อย่าคิดว่าเกมง่ายๆ ไม่เชื่อดูต่อไป

ศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นด่านที่ 2 พิจารณาแล้ว ปรากฏว่า 3 คนพ่อลูกหน้าค่อยมีสีเลือด เมื่อบังคับให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันรับผิด จ่ายให้ลูกคนที่ 1 ของ นางขวัญใจ 300,000 บาท จ่ายให้ลูกคนที่ 2 เป็นเงิน 330,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยให้บริษัท พลิ้วประกันภัย จำกัด รับผิดในวงเงิน 500,000 บาท ตามสัญญาประกัน

กว่าจะรู้ผลในศาลอุทธรณ์ 3 คนพ่อลูกรอจนเหงือกแห้ง แต่ใช่ว่าจะจบ เพราะจำเลยที่ 2 และ 3 คือ นายกติกา กับบริษัท พลิ้วประกันภัย จำกัด ไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมจ่ายง่ายๆ ยื่นฎีกาขึ้นไป และเข้าใจหามุกมาแก้ตัว

อ้างว่าศาลอุทธรณ์ด่านที่ 2 ตัดสินเกินคำขอ ในเมื่อลูกทั้ง 2 คนของผู้ตาย ยื่นอุทธรณ์ในวงเงิน 180,000 บาท และ 1,980,000 บาท ตามลำดับ ศาลอุทธรณ์กลับตัดสินให้จำเลยจ่าย 300,000 บาท กับ 330,000 บาท ตามลำดับ

ศาลฎีกาเหล่ดูสำนวนคดีนี้อยู่พักใหญ่ แล้วชี้ขาดออกมาว่า

จำเลยคงทำไขสือหรือแกล้งบื้อ (อันนี้ผมว่าเอง) หาเหตุยื่นฎีกา อ้างว่าศาลอุทธรณ์ตัดสินเกินคำขอของโจทก์ ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ โจทก์ คือ ลูกทั้ง 2 คนของผู้ตาย เขาขอให้ศาลอุทธรณ์ตัดสินเพิ่มยอดเงิน จากการที่ศาลชั้นต้นตัดสินให้น้อยกว่าที่เขาต้องการที่เขาขอมาในคำฟ้อง เป็นเงิน 180,000 บาท กับ 198,000 บาท ต่างหาก ไม่ใช่เขาอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ตัดสินให้เขาได้เงินแค่นั้น

เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ศาลอุทธรณ์เห็นสมควรตัดสินเพิ่มยอดเงิน กลายเป็นลูกทั้ง 2 คนของผู้ตายได้เงินเพิ่มขึ้นเป็น 300,000 บาท และ 330,000 บาท ตามลำดับ จึงไม่เกินคำขออะไรเลย โธ่เอ๊ย

ศาลฎีกาพิพากษายืน โดยไม่กลัวเมื่อยขบ ตามที่ศาลอุทธรณ์ว่าไว้

นั่นหมายความว่า ลูกของ นางขวัญใจ กว่าจะได้รับชดใช้เงิน จากการที่แม่บังเกิดเกล้าสูญเสียชีวิต ต้องรอเป็นเวลาไม่รู้กี่ปีต่อกี่ปี จึงจะเห็นเงิน เวรกรรมแท้ๆ กับการค้าความแบบศรีธนญชัย

จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8040/2551



------------------------------
เรื่องโดย : ณรงค์ นิติจันทร์
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน กันยายน ปี 2553
คอลัมน์ : รู้ไว้ใช่ว่า
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/R4cf0

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
21 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
14,900,000
2.
3,699,000
3.
2,930,000
4.
679,000
5.
1,290,000
6.
21,890,000
7.
24,900,000
8.
3,090,000
9.
75,000,000
11.
1,545,000
12.
1,465,000
13.
2,390,000
14.
489,000
15.
1,199,000
17.
2,490,000
18.
479,000
19.
939,000
20.
24,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th