บทความ

(500) DAYS OF SUMMER


(500) DAYS OF SUMMER
“เส้นทางของรักมีทั้งไปและกลับในเวลาเดียว และระหว่างทางย่อมมีความผิดหวังเสมอ”

นี่คือเรื่องของชายหนุ่มที่พบหญิงสาว หนังว่าไว้อย่างนั้นในนาทีแรกๆ แต่วินาทีต่อมาหนังก็บอกกับเราว่า “แต่เราควรรู้ไว้ นี่ไม่ใช่หนังรัก หากแต่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรัก”

หนังจึงตั้งต้นเรื่องด้วยความเศร้าอย่างเปิดเผย และจงใจจะไม่ปิดบังถึงความโศกที่จะดำเนินต่อมาและต่อมา กระนั้นก็ตามเราก็จะทราบได้ทันทีถึงอารมณ์แก่นแท้เมื่อหนังผ่านเวลาไปเพียงไม่นาน ด้วยคำเสียดสี และการแสดงความผิดหวังในรักอย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งบางครั้งแฝงความรุนแรงแบบที่เราชาชินแล้วในยุคสมัยที่คนหนึ่งคนย่อมเคยผ่านการชกกระจก ตัดผม หรือกรีดข้อมือ ไม่ว่าจะด้วยตนเอง หรือคนรอบข้าง

คำกล่าวเตือนข้างบนจึงเป็นเรื่องที่เราควรเชื่อ และต้องคิดอีกสักหน่อยก่อนจะกดเล่นต่อ… เรามีเวลาพอให้กับหนังที่มีแววว่าจะลึกซึ้งเรื่องนี้หรือเปล่า ?

“ทอม” คือ ชายหนุ่มคนนั้น ซึ่งไม่เคยเชื่อมาก่อนว่าชีวิตจะมีความหมายในแง่มุมแห่งความสุขได้ หากไม่พบคนที่ใช่ ตลอดเวลาที่เขาเลี้ยงชีพด้วยการเขียนคำอวยพรหวานหูลงในการ์ด เขาจึงรู้สึกเบื่อหน่ายและ “ซัมเมอร์” ก็คือ ผู้หญิงที่เขาคิดว่า “ใช่” ในก้าวแรกเมื่อเธอเดินมาถึงสำนักงานที่ ทอม ทำงานอยู่

เรื่องราวต่อจากนั้นจึงว่าด้วยการสานสัมพันธ์แบบน่ารักๆ ผู้หญิงทักผู้ชาย ผู้ชายประทับใจผู้หญิงเปิดเผยบ้างซ่อนเร้นบ้างอะไรแบบนั้น แต่ทว่าหนังก็ไม่ปล่อยให้เราดูอะไรได้อย่างง่ายดายและน่าเบื่อหน่ายตามขนบของเวลาเดิมๆ ที่เคยนำเสนอกัน คือ จากหนึ่งไปสอง จากสองไปสาม

ทีมสร้างหนังจึงลงมือหั่นทุกๆ ห้วงเวลาใน 500 วันให้กระโดดไปกระโดดมา ในตอนแรกเราจึงได้รู้ทันทีว่า “ทั้งคู่” เริ่มไปกัน
ไม่ได้ โดยมีเพื่อนของฝ่ายชายเป็นคนปูเรื่องให้เดินต่อ ด้วยท่าทีถามไถ่ไม่เอาความอะไรมาก เพียงแต่เป็นห่วงอาการจะเป็นจะตายของพระเอกก็เท่านั้น…เป็นเพื่อนแบบที่เราจะเห็นได้จากในหนังรักประเภทนี้ทั่วไป แต่เป็นเพื่อนที่ใครต่อใครก็ล้วนต้องมีในชีวิตอันแสนสั้นที่มากกว่า 500 วันนี้

ระหว่างการเดินทางไปและกลับของความรัก และความผิดหวัง หนังไม่ได้มอบแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ หรือบอกปิดประตูถาวรให้แก่เรื่องราวของชายหญิงคู่นี้ หนังทำเพียงแต่นำเสนอทุกๆ แง่มุมเมื่อคนหนึ่งคนมีความรัก…เมื่อคนอีกหนึ่งคนรู้สึกไม่อยากรัก และเมื่อคนเหล่านั้นมีชีวิตจริงๆ เขาจึงทำและไม่ทำอะไรๆ อีกมากมาย ซึ่งเราเดาไม่ได้หรอก ถ้าไม่ได้ลงมือ “รัก” ด้วยใจของตนเองอย่างลึกซึ้ง

ซึ่งเป็นความลึกซึ้งที่เราสัมผัสได้ไม่ยาก แม้จะผ่านความรุนแรงในบางฉาก เป็นความลึกซึ้งเมื่อพระเอกบอกกับเพื่อนว่า เขายอมรับแล้วว่ารู้สึกตกหลุมรักเธออย่างเป็นทางการ เขารักหัวเข่าของเธอ ชอบเสียงหัวเราะและปลายลิ้นยามเธอแตะริมฝีปากก่อนจะพูด เขารักปานรูปหัวใจของเธอ และคงจะรักอย่างอื่นๆ อีกมาก หากเราจะปล่อยให้เขาเล่าต่อไป สุดท้ายเขาจึงบอกเพียงแค่ว่า

“ฉันชอบสิ่งที่เธอทำให้ฉันรู้สึก” แค่นี้ก็คงมากพอแล้วมั้ง ถ้าเราจะเริ่มมอบใจให้ใครซักคน

CAPITALISM A LOVE STORY
“เมื่อเงินโบยบินออกจากบ้าน ความรักก็วิ่งตามมันออกไปด้วย”

บางคนอาจนิยามความเป็นทุนนิยมโดยการเติมคำบางคำลงไป จนอ่านได้ว่า “ทุนนิยมสามาณย์” และบางคนอาจเติมคำต่อท้ายให้ฟังดูปราดเปรื่องจนกลายเป็น “ทุนนิยมสัมมา” (หากไม่เข้าใจความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง กรุณามองหาพจนานุกรมดีๆ สักเล่ม หรือไม่ก็พึ่งพิงคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเครือข่ายแล้วในมือของคุณซะ)

แต่ไม่ว่าใครจะมองทุนนิยมเป็นแบบไหนก็ตามแต่ หนังของ ไมเคิล มัวร์ เรื่องนี้ ก็มีบางคนใช้คำว่าทุนนิยม+ทุนภิรมย์…ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เราคงต้องอ่านกันก่อน หรือไม่ก็วางหนังสือลงสักครู่แล้วไปหาหนังเรื่องนี้มาดูเองเสียเลย

ไมเคิล มัวร์ ผู้กำกับหนังสารคดีชื่อดัง ซึ่งเคยประกาศให้โลกรู้ถึงทฤษฎีที่ตนเองสงสัยในเรื่องราวของ จอร์จ ดับเบิลยู บุช ใน FAHRENHEIT 9/11 จนได้รับรางวัลมากมาย และมีคนกล่าวขวัญถึงอย่างต่อเนื่องเป็นวงกว้าง เขากลับมาอีกครั้งหลังจากไปตั้งคำถามกับเรื่องความบ้าปืนของอเมริกันชนในหนังชื่อ BOWLING FOR COLUMBINE และหนังอีกเรื่องชื่อ SICKO ซึ่งว่าด้วยเรื่องนโยบายประกันสังคมของประเทศมหาอำนาจสหรัฐอเมริกา

แทบทุกเรื่องว่ากันตรงๆ และนำเสนอประเด็นแบบรอบด้านจนบางครั้งคนดูก็เหนื่อยที่จะติดตาม (เพราะประเด็นมันแยะเหลือเกิน) ทั้งๆ ที่รู้ว่าข้อมูลของพี่เขาออกจะแน่นจริงอะไรจริง และหนังของเขาก็ลำดับภาพได้ค่อนข้างสนุก หากมองว่ามันคือ “หนังสารคดี”

หลายเรื่องที่กล่าวมาจึงทำให้คนในประเทศเล็กๆ ซึ่งเอ่ยชื่อไม่ได้ ต้องรู้สึกสงสัยปนอิจฉา และน่าหาหนังเหล่านั้นมาดูจังเลยว่า ประเทศที่ดูดีอย่างสหรัฐ ฯ เขามีระบบประกันสังคมไม่ดี หรือน่าพูดถึงอย่างไร ทำไมประชากรบ้านเมืองเขาถึงหยิบยกเรื่องราวเอามาสร้างเป็นหนังได้ยืดยาว แต่ละเรื่องไม่ตำกว่า 2 ชม. หรือประมาณนั้น

แต่กับบางประเทศ (ที่เอ่ยชื่อไม่ได้นั้น) แค่หนังโฆษณาซึ่งแทบจะไม่ได้นำเสนอประเด็นอะไรเลย เพียงแต่จัดวางภาพไว้ให้เราคิดกันไปต่างๆ นานา แบบ “สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม คนหนึ่งตาแหลมคมเห็นดวงดาวพร่างพราย”…เขาก็ไม่ให้ออกอากาศ

เอาล่ะ เข้าเรื่องของหนังดีกว่า กับคำถามที่ว่าทำไม มัวร์ ถึงตั้งชื่อเรื่องว่า LOVE STORY…ตรงจุดนี้เขาให้เหตุผลไว้ว่ามันคงจะถึงเวลาแล้ว ที่เขาจะเอ่ยถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นลึกซึ้งของคู่รักที่สมบูรณ์แบบจนแยกกันไม่ขาด ทั้งยังเพียบพร้อมด้วยความใคร่ ความลุ่มหลง และความโรแมนทิค

โดยตัวละครซึ่งเป็นคนจริงมีลมหายใจในวันเวลาแห่งความยากแค้นเหลือแสนจริงๆ บ้างก็ตกงาน บ้างก็ทำงานหามรุ่งหามค่ำ แต่ก็มีบ้างที่มีตำแหน่งใหญ่โตทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากปล้นคนจนไปช่วยคนรวย ตัวละครบางตัวของเขาจึงดูจะไม่มีเลือดเนื้ออะไร หากแต่เป็นระบบการเงินที่คนจนไม่เคยเข้าใจ

กองทุน ตราสารหนี้ พันธบัตร และอะไรที่คล้ายคลึงกันเหล่านี้จึงยืนอยู่คนละฟากกับกลุ่มคนที่บ้านกำลังถูกยึด หนุ่มสาวโรงงานที่กำลังมีอารมณ์เดือดพล่าน สุดท้ายหยาดเหงื่อและน้ำตาที่ถูกกลืนหายไปกับ “ระบบ” เหล่านี้เอง จึงกลายมาเป็นหนังของ มัวร์ อีกเรื่องที่เขากล้าที่จะตีแสกหน้าผู้มีอำนาจ และคนในชาติ (ที่มีชื่อว่า “สหรัฐอเมริกา”) ก็ปรบมือให้การต้อนรับหนังของเขาเสมอ เพราะมันแค่พูดถึง “ความจริง” เท่านั้นเอง..

ศิลปิน : CORINNE BAILEY RAE

อัลบัม : THE SEA
แนวดนตรี : SOUL, JAZZ
“เสียงกระซิบในสายลม”

17 รางวัลโดย 10 สถาบันดนตรีที่มีชื่อเสียง ทั้ง GRAMMY AWARD, SOUL AND JAZZ AWARD, MOBO AWARD, MOJO AWARD, Q AWARD และรางวัลอื่นๆ ภายใน 4 ปีแห่งชีวิตการเป็นนักดนตรี แต่มีผลงานเพลงเพียง 2 อัลบัม ทำให้เราต้องสงสัยว่า อะไร คือ เบื้องหลังความสำเร็จที่มากมายนั้น ?

คำตอบแรกที่ได้ ก็คือ ผู้หญิงคนนี้มีเสียงที่เปี่ยมเสน่ห์ ซึ่งความเป็นผิวสีของเธออาจช่วยสร้างเนื้อเสียงแบบที่ใครหลายคนชอบจินตนาการ แต่อีกด้านของความจริงเราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ถ้าหลับตาฟังแล้วจะคิดถึงใครกันแน่ ระหว่างสาวผิวขาวเสียงสวย กับสาว SOUL ผิวสีเปี่ยมพลัง

…เพราะเธอมีทั้งเลือดของพ่อซึ่งเป็นชาวคิททิเชียน และแม่ซึ่งเป็นชาวอังกฤษ

คำตอบต่อมาเราควานหาเอาจาก 11 เพลงในอัลบัมชุดนี้ที่ชื่อ THE SEA ฟังผ่านหูรอบแรก แน่นอนว่ามันไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า JAZZ เบาบางจางกลิ่น SOUL แผ่วๆ บางเพลงร้องกับเสียงกีตาร์ บางเพลงร้องกับเพียโนกังวานของชนชาวคริสต์ และบางเพลงเธอก็ทำให้เราลืมไปเลยว่าร้องกับเครื่องดนตรีอะไร สุดท้ายเธอก็ทำให้เราต้องฟังเธออีกรอบและอีกรอบ

ไม่ใช่ความสงสัยที่ทำให้กดพเลย์อีกครั้ง แต่เราเรียกมันว่า “ติดใจ” ต่างหาก

CORINNE BAILEY RAE เกิดและเติบโตที่เมืองลีดส์ ร้องเพลงในโบสถ์มาตั้งแต่ยังเด็ก กอดกีตาร์และดีดเกาสายส่งสำเนียงเป็นเสียง BLUES อย่างคล่องมือ จนศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยสาขาวรรณกรรมอังกฤษ แต่ระหว่างนั้นก็ทำงานใน JAZZ ผับ สลับกับขึ้นร้องบ้าง จนบังเกิดความคิดว่า “สงสัยเราจะรักในเสียง JAZZ & SOUL แฮะ”

ไม่นานก็แต่งงานกับนักเป่าแซกโซโฟน ตอนอายุได้ 22 ปี ก่อนจะพบว่าเขาเสพยาเกินขนาดจนหัวใจหยุดเต้นในไม่กี่ปีต่อมา เรื่องราวต่อจากนี้จึงเต็มไปด้วยความหลากหลายของชีวิตซึ่งเธอไม่ค่อยจะเปิดเผย แต่มีบันทึกเก็บไว้ก็เฉพาะในเรื่องของการมุ่งมั่นเป็นนักดนตรีสาย SOUL

สุดท้าย…ด้วยความตั้งใจจริง ซิงเกิลแรกที่ปล่อยออกมาแล้วดังเลย ก็คือ เพลงช้าชื่อว่า LIKE A STAR ไพเราะเพราะพริ้งแต่ก็ยังไม่ดังเท่าเพลง PUT YOUR RECORDS ON ซิงเกิลที่กระโดดไปถึงอันดับ 2 ของ UK CHART จน BBC POLL ยกย่องให้เธอเป็น 1 ใน 10 นักร้องหน้าใหม่ผู้จะมาสร้างแนวเพลงแปลกใหม่ และกลายเป็นทิศทางให้แก่วงการดนตรีปี 2006

มาถึงอัลบัมชุดที่ 2 เธอก็ยังคงเป็นที่จับตามองของใครต่อใครหลายคน อย่างที่บอกไปแล้วว่าการันตีด้วยรางวัลมากมาย เพราะสไตล์เพลงของเธอนั้น ถ้าเป็นกาแฟก็ต้องบอกว่าหอมหวนชวนชื่นใจ จนเมื่อได้ชิมก็ต้องเอ่ยปากชมว่ากลมกล่อมลงตัว กระทั่งเมื่อหยาดหยดของรสชาติจางหายจากปลายลิ้น ก็ยังคงไม่สิ้นความคำนึงถึงทุกครั้งคราว ดั่งเสียงที่กล่าวกระซิบแผ่วเบาเคล้าคลอ รอเวลาที่เราจะปลดปล่อยให้เธอได้เอื้อนเอ่ยสำเนียงเสียงอีกครั้ง

THE SEA จึงเป็นผลงานของศิลปินสาวที่น่าสนใจ จนสุดท้ายเราคงต้องมาช่วยกันลุ้นว่าปีนี้เธอจะคว้าอีกหนึ่งรางวัลใหญ่ที่ชื่อ MERCURY PRICE ในสาขา ALBUM OF THE YEAR ที่กำลังขับเคี่ยวกันอยู่ได้หรือไม่

ศิลปิน : KEANE
อัลบัม : NIGHT TRAIN
แนวดนตรี : PIANO ROCK
ขบวนนี้มีเสียงเพลงเป็นแสงนำทาง”

อย่าได้แปลกใจ หากว่าฟังเพลงของวงนี้แล้วรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายเพลง POP ROCK ของวงรุ่นใหญ่ที่ชื่อ U2 เพราะครั้งหนึ่งสมัยที่ยังไม่ดังเปรี้ยงปร้าง เขาเคยร่วมทัวร์คอนเสิร์ทกับวง U2 มาแล้ว แม้จะไม่ยาวนาน แต่ก็มากพอที่จะซึมซับเอาสำเนียงไพเราะมาใช้ได้ลึกซึ้ง โดยเฉพาะกับอัลบัมชุดใหม่ที่ชื่อ NIGHT TRAIN

วงนี้ประกอบไปด้วย TOM CHAPLIN, TIM RICE-OXLEY และ RICHARD HUGHES โดยมี DOMINIC SCOTT
เป็นอดีตสมาชิก แต่เดิม TIM นั้นเป็นชาวเมืองแบทเทิล เมืองเล็กเก่าแก่ทางตอนใต้ของอังกฤษ เขาหัดเล่นเพียโนที่โรงเรียนตั้งแต่ยังเด็ก แล้วจึงหันมาสนใจในคีย์บอร์ดเมื่อรู้สึกเซ็งกับดนตรีคลาสสิค ต่อมาก็เริ่มเขียนเพลงเอง แล้วจึงชักชวน RICHARD ซึ่งเวลานั้นกำลังเมามันกับกลอง ไม่นานก็ฟอร์มวงขึ้นมาโดยมี DOMINIC เป็นผู้เล่นกีตาร์ และ TOM เป็นนักร้องนำ

ปี 1999 ยักย้ายกันมาที่ลอนดอนเพื่อหาค่ายเพลง แต่ก็ล้มเหลวอยู่นานจน DOMINIC ลาออกจากวง สามเสือจากเมืองแบทเทิลจึงระเห็จกลับบ้านพร้อมเงินในกระเป๋าอันน้อยนิด แต่ชีวิตนักดนตรีไม่มีวันย่อท้อ พวกเขาทำงานไปตามเรื่อง แล้วจึงไปทำเดโมที่ฝรั่งเศสในสภาพวงที่ไร้เสียงกีตาร์ นี่เองจึงเป็นที่มาของวง PIANO-ROCK ผ่านไป 4 ปีจึงเข็นซิงเกิลแรกออกมาในสภาพทุลักทุเล แต่ EVERYBODY’S CHANGING เพลงที่บันทึกเสียงในบ้านเกิด กลับโด่งดังเข้าหูเข้าตาดีเจหลายคน จนใครๆ พากันถามถึง กระนั้นก็ตามยอดขายของศิลปินยุคหลังปี 2000 ก็ไปได้แค่ 500 กว่าแผ่น

จวบจนเมื่อพวกเขามีผลงานอัลบัมเต็มชุดแรกในชื่อ HOPES AND FEARS ความหวังและความกลัวก็ผลักดันให้พวกเขาแจ้งเกิดด้วยเพลงที่ฮิทที่สุดของวง SOMEWHERE ONLY WE KNOW ไต่อันดับชาร์ทเพลงฮิทในอังกฤษไปไกลถึงทอพไฟว์ ก่อนดันให้พวกเขาทัวร์คอนเสิร์ทเต็มรูปแบบ บนเวทีเมืองใหญ่ทั่วโลก

ระหว่างนั้นเองที่มีโอกาสร่วมแจมกับวง POP ROCK สุดเก๋า U2 จนอาจเดาได้ว่า นี่คือที่มาของสำเนียงเพลงที่น่าฟังและน่าติดตาม

จาก 500 แผ่นในซิงเกิลแรก จึงกลายมาเป็น 5,000,000 แผ่นแบบถล่มทลาย กวาดไปทั้งเงินและกล่อง โดยเฉพาะกับรางวัล BRIT AWARD 2005 ในสาขา BRITISH BREAKTHROUGH ACT และ BEST ALBUM ประจำปี ตอนนี้เองวงที่เคยถังแตกกลับบ้านจึงเดินทางถึงเมืองนอนอีกครั้ง โดยปราศจากความกลัวแต่กลับเปี่ยมด้วยความหวัง

อัลบัมต่อมา และต่อมา ออกมาแบบปีเว้นปี มีชื่อเสียงขจรขจายแต่ก็ไม่มากมายเท่าชุดแรก กระนั้นก็ตามพวกเขาก็ไม่เคยแผ่ว ยังคงมีผลงานให้เราได้เห็นถึงหัวใจของคนรักในเสียงเพลง และหากินกับดนตรีอย่างจริงจัง

NIGHT TRAIN อัลบัมแห่งปี 2010 มีเพลงเปิดตัวที่เดาได้ว่าคงเดินทางมาถึงใจคนฟังไม่ยาก อย่าง STOP FOR A MINUTE ซึ่งร่วมแจมกับกวีผิวสีชาวโซมาเลีย-แคนาเดียนที่ชื่อ K’NAAN ศิลปินหนึ่งในอัลบัมเพลงประกอบการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 (WAVIN’ FLAG-เพลงที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการยิงประตูได้แล้ววิ่งไปส่ายเอวที่มุมธงของ ROGER MILLA)

MY SHADOW คือ อีกหนึ่งบทเพลงเนิบช้า ซึ่งดูเหมือนพวกเขากำลังโดยสารไปกับรถไฟสายอ้างว้างยามค่ำคืน ทว่า BACK IN TIME กลับเป็นอีกเพลงที่ทำให้เราไม่เดียวดาย หลายเพลงในอัลบัมจึงเหมือนการเดินทางที่อาบด้วยแสงสี แต่มีเสน่ห์ล้ำลึก จนเรารู้สึกอยากจะเกาะไปกับรถไฟขบวนนี้ด้วย



------------------------------
เรื่องโดย : ปัญญ์
นิตยสาร CAR STEREO ฉบับเดือน กันยายน ปี 2553
คอลัมน์ : แนะนำเพลง
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/dpVbt
อัพเดทล่าสุด
18 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
3,699,000
2.
2,930,000
3.
679,000
4.
1,290,000
5.
21,890,000
6.
24,900,000
7.
3,090,000
8.
75,000,000
10.
1,545,000
11.
1,465,000
12.
2,390,000
13.
489,000
14.
1,199,000
16.
2,490,000
17.
479,000
18.
939,000
19.
24,500,000
20.
34,000,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th