บทความ

กรุงเทพเมืองฟ้าอมร


บรรทัดแรกที่ “แก้ว อัจฉริยะกุล” เขียนบทเพลง “กรุงเทพราตรี” ให้กับวงดนตรี “สุนทราภรณ์” ซึ่งขึ้นต้นด้วยลำนำเสียงของ ชวลี ช่วงวิทย์-นักร้องหญิงประจำวง คือ “โอ้…กรุงเทพเมืองฟ้าอมร”

 

ขณะผมเขียนเรื่องนี้เป็นเดือนพฤษภาคม ปี 2553 ภาวการณ์ของกรุงเทพ ฯ อยู่ในการปกครองภายใต้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พศ. 2548 ควบคู่ไปกับ พระราชบัญญัติความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ซึ่งประกาศไปก่อนหน้านี้ประมาณเดือนเศษ

 

ภาวการณ์ของกรุงเทพราตรีตามจินตนาการของครูแก้วกลับตาลปัตร เพราะการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งฃาติ (นปช.) ซึ่งมาชุมนุมกันที่สี่แยกราชประสงค์ เผชิญหน้ากับการแก้ปัญหาความไม่สงบสังคมไทยของรัฐบาล

 

สี่แยกราชประสงค์ มีสถานที่สำคัญๆ ของกรุงเทพ ฯ หลายแห่ง ตั้งแต่ สวนลุมพินี วังสระปทุม จนถึงสภากาชาดไทย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงแรมดุสิตธานี

 

กรุงเทพ ฯ แต่ครั้งต้นรัตนโกสินทร์ศก ได้รับการเรียกชื่อจากต่างประเทศว่าเป็นเมืองแห่ง “เวนิศตะวันออก” เนื่องจากประกอบด้วย คู-คลอง เป็นเส้นทางการคมนาคมสายสำคัญของคนไทย

 

ต่อมาก็ถมคลองกันแหลก เพราะการคมนาคมโดยทางรถยนต์มากขึ้นไม่มีถนนจะวิ่ง คลองก็หายไปหลายคลอง จนไม่มีใครกล้าเรียกกรุงเทพ ฯ ว่า “เวนิศตะวันออก” อีกต่อไป

 

สวนลุมพินี อยู่ทุ่งศาลาแดง คำว่า “ศาลาแดง” เป็นคำที่ได้มาจากการตั้งสถานีรถไฟสายปากน้ำบนท้องทุ่งนาข้าวในปี 2436 และหลังคาของสถานีเป็นสีแดงเห็นเด่นชัดในระยะไกล ชาวบ้านเรียกว่า ศาลาแดง สำหรับการนั่งรอขบวนรถไฟสายปากน้ำ

 

นาม “สวนลุมพินี” ได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งบริเวณด้านหน้าของสวนลุมพินีก็มี พระบรมราชานุสรณ์รัชกาลที่ 6 ตั้งเด่นเป็นสง่ามาถึงทุกวันนี้

 

พัฒนาการของสวนลุมพินี น่าจะต้องยกเครดิทให้กับกลุ่มพ่อค้าคหบดีชาวจีน ส่วนหนึ่งก็เป็นบรรดาเถ้าแก่โรงรับจำนำ ร่วมกันบริจาคเงินในการก่อสร้างถนนหนทางภายในสวน การสร้างถนนก็ต้องเริ่มมาจากการขุดดินเพื่อเอาดินขึ้นมาเป็นถนน เป็นบ่อเกิดของสระน้ำกว้างใหญ่ในสวน แล้วก็เกิดเป็น “เกาะลอย” ที่สวยงาม

 

เล่ากันว่า เกาะลอยยุคนั้นสมัยนั้น คือ เมืองสวรรค์ของกรุงเทพ ฯ ทั้งการสร้างสะพานไม้เชื่อมเกาะกับแผ่นดินสวนลุม ตลอดจนกระทั่งในเวลาต่อมา ยังมีการสร้าง หอนาฬิกาด้วยทรงรูปเก๋งจีน ทางด้านตะวันออกติดกับถนนวิทยุ เพิ่มความสวยงามให้กับบริเวณ ถนนรอบหอนาฬิกาอย่างวิจิตรเกินคาด

 

หอนาฬิกาดังกล่าว ยังมีสระน้ำขนาดเล็ก ได้รับชื่อเรียกขานอย่างไพเราะว่า “สระอโนดาต” สามารถใช้เป็นสระว่ายน้ำของชนชาวกรุงเทพ ฯ ได้อย่างสบายๆ และฟรีไม่เสียสตางค์

 

เล่าขานกันอีกด้วยว่า เดิมทีสวนลุมพินีถูกแบ่งเป็น 2 รัฐ รัฐเหนือและรัฐใต้ ด้านเหนือจัดเป็นสถานที่สำหรับการพักผ่อนของอาณาประชาราษฎร์ ส่วนด้านใต้เป็นสวนสนุก เพราะมุ่งให้ผู้ปกครองพาลูกหลานมาเที่ยวเล่น มีทั้งของเล่น ของกิน และการละเล่นแบบไทย

 

ตกตอนกลางคืน แสงสว่างที่ได้มาเป็นแสงสว่างจากตะเกียงเจ้าพายุ ที่เรียกกันว่าเจ้าพายุนั้นก็เพราะเป็นตะเกียงอังกฤษ ยี่ห้อหนึ่ง ชื่อ “ทิลเลย์” (TILLEY) เข้าใจว่าคงจะมาจากเมืองสิงคโปร์ ใต้อักษรคำว่าทิลเลย์มีคำว่า “STORMLIGHT” ใช้น้ำมันก๊าด เหมาะสำหรับทั้งภายในบ้านและติดตั้งให้แสงสว่างตามถนนหนทาง

 

สวนลุมพินีสมัยนั้น เป็นเมืองสวรรค์อันแท้จริง ทั้งกลางวันและกลางคืน มีทั้งสนามฟุตบอล มีทีมเซาธ์ ไชนา อังโด่งดังให้ได้ชม และการแข่งขัน “วิ่งวัว”

ผมเองเมื่อเป็นเด็กเคยถูกผู้ใหญ่หลอกให้มาวิ่งวัว การวิ่งวัว ก็คือ วิ่งแข่งกันระหว่างคนสองคน “ตัวต่อตัว” ทางวิ่งเป็นทางตรงระยะประมาณไม่เกิน 100 เมตร มีการแบ่งทางวิ่งของใครของมัน ด้วยการขึงเชือกป่านตรงกลาง นักวิ่งจะมีหางของตัวเอง เป็นเชือกปอผูกด้านหลัง กรรมการที่เส้นสตาร์ทจะทำหน้าที่ถือหางทั้งสองไว้ในมือ เสร็จแล้วก็สั่งเตรียมพร้อม แล้วก็ตัดหางฉับในทันที เป็นสัญญาณให้วิ่งได้ คนที่วิ่งไปคว้าธงปลายทางได้ก่อนเป็นคนแรก คือ ผู้ชนะ

 

นั่นเป็นการวิ่งวัวของผมเอง แต่ไม่ทราบว่าวิ่งวัวที่สวนลุม ฯ จะเป็นแบบเดียวกันหรือไม่ ทราบเพราะได้ยินว่า นักเขียนเรืองนาม “ยาขอบ” คุณโชติ แพร่พันธุ์ ผู้เขียนเรื่อง “ผู้ชนะสิบทิศ” ก็เคยมาวิ่งพนันวัวที่นี่

 

สวนลุมพินีทุกวันนี้ เป็นสถานที่ออกกำลังกายยามเช้า วิ่งแล้วก็มีของกินมากมาย ทั้งสำเร็จรูปและต้องเอาไปทำที่บ้าน

และสวนลุม ฯ วันนี้ไม่ใช่เมืองสวรรค์ เพราะเป็นพื้นที่อันตรายเนื่องมาจากการชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์

สวนลุมพินีเคยเป็นพื้นที่อันตรายมาครั้งหนึ่งแล้ว สมัยสงครามมหาเอเชียบูรพาเริ่มแต่ปลายปี 2484 เมื่อกองทัพญี่ปุ่นเดินทางผ่านประเทศไทยเพื่อจะไปโจมตีอินเดียผ่านทางพม่า

 

เล่าว่าตอนนั้นสวนลุม ฯ ก็น่ากลัว เพราะทหารของสมเด็จพระจักรพรรดิเข้าไปตั้งค่าย เช้าก็ออกกำลังกายบริหาร ตอนบ่ายก็ซ้อมฟันดาบซามูไร เด็กๆ ชอบดูกันมาก และถือเอามาเป็นของเล่นด้วยการใช้หวายเส้นเป็นดาบซามูไรแทน

 

ความน่ากลัวเกิดจากการซ้อมยิงปืน การซ้อมเตรียมความพร้อมในการออกรบ ทหารญี่ปุ่นจะแผดเสียงออกคำสั่งดังมาก แล้วไม่รู้เปล่งคำว่าอะไรออกมาด้วย ภาษาญี่ปุ่นที่คนกรุงเทพ ฯ สนุกสนานมากก็มีแต่คำว่า ไฮ…บันไซ…และ ซาโยนาระ

 

สวนลุมพินีวันนั้นมีสภาพที่วังเวงอย่างมากในตอนกลางคืน ความน่ากลัวเข้ามาครอบงำจนกระทั่งสงครามยุติลงในปี 2488 แต่ความรุ่งเรืองของสวนลุมพินีกลับมาฟื้นเอาเต็มที่ในปี 2495 หรือต้องรออีก 7 ปีถัดมา

 

สวนลุมพินีระหว่างปี 2495 ถึงปี 2497 ทางราชการใช้เป็นสถานที่จัดงานฉลองรัฐธรรมนูญ โดยมีการประกวดนางสาวไทยเป็นเมนูหลักของงานฉลอง และมีรถไฟขบวนเล็กวิ่งทั่วสวนลุมพินี

เวทีประกวดนางสาวไทยอยู่ทางด้านตะวันออก ติดกับถนนวิทยุ เป็นสีสันของงานฉลองรัฐธรรมนูญ ระหว่างเวลานั้นผมเป็นนักศึกษาคนหนึ่งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีงานฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์-จุฬา ฯ ตรงกับห้วงเวลางานฉลอง เคยเข้าไปเที่ยวหลังจากฟุตบอลประเพณีเลิกแล้ว

 

คนกรุงเทพ ฯ ยิ้มแย้มแจ่มใสกับสวนลุมพินี ไม่มีใครตะโกน ไฮ ไฮ ไม่มีใครเป็นนักเลงดาบซามูไร มีแต่ถามกันให้แซดใครได้เป็นนางสาวไทย

ในปี 2496 ระหว่างต้นเดือนธันวาคมที่มีการจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญ สวนลุมพินียังประเดิมความบันเทิงเริงรมย์เป็นครั้งแรกของวงดนตรีที่มีชื่อเสียงของโลก คือ วงดนตรี ซาเวียร์ คูกัต ราชาเพลงรุมบา ลาตินอเมริกา

 

ขณะนั้นผมอายุ 23 ปี เป็นหนุ่มเต็มพิกัด จำได้ว่าเข้าไปดูวงดนตรีวงนี้กะเขาด้วย และได้เห็นรูปร่างทั้งบั้นหน้าและบั้นท้ายของ “แอบบี เลน” เมียสาวของ ซาเวียร์ คูกัต ลีลาของ แอบบี เลน นั้นอย่าบอกใครเชียว

 

สวนลุมพินี ยังเคยถูกใช้เป็นสถานที่ฉายภาพยนตร์ที่ใหญ่โตที่สุดของโลก จอขนาดใหญ่กว่าปกติ 3 เท่า การฉายก็ต้องฉายพร้อมกันถึง 3 เครื่องฉาย เสียงดังรอบทิศ เรียกว่าหนังเรื่อง “พิชิตตะวันตก” HOW THE WEST WAS WON เป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทำในระบบใหม่สุด คือ ระบบ ซีเนรามา ความยาว 2 ชั่วโมง กับอีก 35 นาที ชุมนุมทั้งพระเอก/นางเอกดัง และกำกับการแสดงถึง 3 ผู้กำกับทั้ง จอห์น ฟอร์ด/ เฮนรี แฮทธเวย์ และ จอร์จ มาร์แชล

 

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงเสด็จ ฯ เปิดโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2457 อันเป็นสถานพยาบาลที่ทรงสร้างสนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระบรมชนกนาถ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช

 

และโรงแรมดุสิตธานี ซึ่งท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย สร้างขึ้นในปี 2511 นั้น มีความสูง 23 ชั้นถือเป็นอาคารสูงสุดของประเทศไทย

อีกเมื่อไร สวนลุมพินี จะกลับคืนความยิ้มย่องผ่องใสบนดวงหน้าคนไทยอีกครั้ง



------------------------------
เรื่องโดย : บรรเจิด ทวี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2553
คอลัมน์ : เล่นท้ายเล่ม
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/vXpAT
อัพเดทล่าสุด
21 Oct 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
489,000
2.
1,199,000
4.
2,490,000
5.
479,000
6.
939,000
7.
24,500,000
8.
34,000,000
9.
23,795,000
12.
18,900,000
13.
18,999,000
14.
3,199,000
15.
3,399,000
16.
2,549,000
17.
4,499,000
18.
2,299,000
19.
3,199,000
20.
3,299,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th