บทความ

ยิ้มออก


เปรียบเทียบยอดจำหน่ายรถยนต์ เดือน เมษายน ปี '53 กับ'52
ตลาดโดยรวม เพิ่ม 43.9 %
รถยนต์นั่ง เพิ่ม 65.6 %
กระบะขับเคลื่อน 2 ล้อ เพิ่ม 19.9 %
กระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ เพิ่ม 12.8 %
รถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) เพิ่ม 76.5 %
รถอเนกประสงค์ (MPV) เพิ่ม 38.8 %
อื่นๆ เพิ่ม 66.4 %
เปรียบเทียบยอดจำหน่ายรถยนต์ เดือน มกราคม-เมษายน ปี '53 กับ '52
ตลาดโดยรวม เพิ่ม 51.8 %
รถยนต์นั่ง เพิ่ม 52.4 %
กระบะขับเคลื่อน 2 ล้อ เพิ่ม 46.9 %
กระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ เพิ่ม 43.4%
รถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) เพิ่ม 69.8 %
รถอเนกประสงค์ (MPV) เพิ่ม 106.6 %
อื่นๆ เพิ่ม 54.8 %

 

ผ่านไปแล้วกับการชุมนุมยืดเยื้อ เล่นเอาภาพรวมของประเทศ ซวนเซไปพอสมควร แต่ค่ายรถยนต์ก็ยังพอยิ้มแย้มแจ่มใส ยอดการขายรถยนต์ในเดือนเมษายน เพิ่มขึ้นถึง 43.9% ขายกันได้รวม 57,128 คัน แต่พอรวมในรอบ 4 เดือนของปี ขายกันได้ 223,930 คัน เพิ่มขึ้น 51.8 % เรียกว่าโตอย่างต่อเนื่องมาเป็นเดือนที่ 8 แล้ว

 

แม้ว่าโดยภาพรวม คนเดินถนนอย่างเราๆ ท่านๆ อาจมองไม่เห็นว่า ภาวะเศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัวขึ้น การส่งออกมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนอัตราดอกเบี้ยที่ยังทรงตัว สิ่งเหล่านี้สะท้อนได้จากข่าวสารบ้านเมือง ทั้งเรื่องการจ้างงาน ราคาน้ำมันที่ไม่ผันผวนมากนัก

 

แม้ว่าเมืองนอกจะลดลงกันหลายๆ เหรียญสหรัฐ ฯ แต่บ้านเราลดกันที ลิตรละ 50 บ้าง 60 สตางค์ ทั้งที่กำไรสุทธิประจำปี ได้เล็กน้อยแค่ 58,000 ล้านบาท เท่านั้นเอง เอาน่า ก็ยังดีกว่าไม่ลดเสียเลยแหละ อุตส่าห์ทำห้องน้ำจนสะอาดกว่าปั๊มทั่วไป ให้ใช้ทั่วประเทศแล้วนา

 

ด้านทางนักข่าวอย่างพวกผม ก็จับสังเกตกันได้จากการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ออกสู่ตลาด หรือการทำข่าวประชาสัมพันธ์ของค่ายรถยนต์ทั้งหลาย ถ้ามีรายการเชือดเฉือนกันระหว่างยักษ์ใหญ่ แย่งกันแถลงข่าวรถใหม่ หรือ ไมเนอร์เชนจ์ นั่นแสดงว่าตอนนั้น สภาพเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้น

 

เหมือนอย่างตอนนี้ สงครามของค่ายยักษ์ใหญ่ ก็คือ ทำกิจกรรมกันหลากหลาย ไม่ว่าจะขับประหยัดน้ำมัน เดินทางข้าม 3 ประเทศ แย่งกันพานักข่าวไปเที่ยว นั่นแสดงว่า เศรษฐกิจดี

 

แต่ลองดูเดือนไหน ไม่มีข่าวรถรุ่นใหม่เลย หรือไม่มีกิจกรรมของค่ายยักษ์ใหญ่เลย ก็ยังพอมองได้ว่า อยู่ในช่วงพักผ่อน เหมือนตอนเมษายน พฤษภาคม 2 เดือนที่ผ่านมา เรียกว่าพักผ่อนกันสบายๆ แต่พอเลิกการชุมนุม กิจกรรมของค่ายยักษ์ใหญ่ก็เริ่มชิงลงมือก่อนทันที พาไปเที่ยวประเทศจีน ทันที

 

ก็แสดงว่า เศรษฐกิจไม่ได้เลวร้ายจนเกินไปนัก แม้จะมีการชุมนุมกันยืดเยื้อ แต่ถ้าช่วงเศรษฐกิจไม่ดีจริงนั่นแหละ วันๆ แทบไม่มีหมายเชิญมาจากบริษัทรถยนต์เลย นั่งตบยุงกัน โทรคุยกับพีอาร์มั่ง จนเมื่อยไปหมด

 

นี่คือ มาตรแสดงภาวะเศรษฐกิจของนักข่าวสายรถยนต์

ไปเรื่องที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์บ้านเราดีกว่า เรื่องของการส่งเสริมการใช้น้ำมัน อี 85

ก็คงพอทราบกันอยู่แล้วว่า มีรถยนต์ไม่กี่ยี่ห้อในบ้านเราที่ใช้ได้บ้าง ภาครัฐท่านก็เขย่าระบบภาษีสรรพสามิต ปรับให้กับรถประเภทนี้ โดย

รถที่มีความจุกระบอกสูบตั้งแต่ 1,780 ไม่เกิน 2,000 ซีซี เดิมเก็บภาษีสรรพสามิต 25 % ลดเป็น เก็บภาษีสรรพสามิต 22 % ถ้าเกิน 2,000 แต่ไม่เกิน 2,500 ซีซี เดิมเก็บ 30 % ลดเหลือ 27 % และถ้าเกิน 2,500 แต่ไม่เกิน 3,000 ซีซี เดิมเก็บ 35 ลดเหลือ 32 %

 

เมื่อประกาศกรมสรรพสามิตใหม่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย กระทรวงพลังงานจะยกเลิกการชดเชยภาษีสรรพสามิตอัตราร้อยละ 3 สำหรับรถยนต์ อี 85 (FFV) ด้วยเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ส่วนเรื่องอากรนำเข้ารถสำเร็จรูป ลดจาก 80 เหลือ 60 % สำหรับรถขนาด 1,780-3,000 ซีซี จำนวนไม่เกิน 2,000 คัน เป็นระยะเวลา 1 ปี

และเพื่อเป็นการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ อี 85 ในประเทศ ก็เตรียมพิจารณายกเว้นอากรนำเข้า ชิ้นส่วนที่สามารถใช้ได้กับรถ อี 85 ที่ยังไม่มีการผลิตในประเทศ

 

ก็ถือเป็นพลังงานทางเลือกอีกอย่างหนึ่ง สำหรับผู้บริโภค แต่อย่าลืมว่า ปริมาณผู้บริโภคที่ยอมเลือกพลังงานชนิดนี้ใช้งาน มีปริมาณเล็กน้อยเท่านั้น

แถมปั๊มน้ำมันมีกี่ปั๊มแล้วหว่า ผมก็ไม่รู้ครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ แต่ไม่สำคัญสำหรับค่ายรถยนต์เท่าใด ก็คือ พิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ พรบ. สุรา พศ. 2493 เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตเอธานอลต่อไป

 

อันนี้มันเกี่ยวข้องกับเรื่องสุราเท่านั้นจ้า

กลับมาเรื่องเกี่ยวข้องกับตัวเลขของเราดีกว่า พูดถึงเรื่องสุรา เดี๋ยวมันจะพาไปเรื่อยเปื่อย

ยอดการขายเดือนเมษายน ที่ผ่านมา เป็นที่ชุ่มฉ่ำในอารมณ์ของนักการตลาดอย่างยิ่ง เพราะตัวเลขพุ่งฉิวปลิวลม ขายแค่เดือนเดียว ได้มากกว่าปีก่อนถึง 43.9 % ยอดรวม 57,128 คัน ยอดรวม 4 เดือนตัวเลขยิ่งแฮพพี เพิ่ม 51.8 % ขาย 223,930 คัน

 

อันดับหนึ่งยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง โตโยตา ขาย 22,572 คัน เพิ่มเยอะ 42.9 % ส่วนแบ่ง 39.5 %, อันดับสอง อีซูซุ ขาย 10,722 คัน เพิ่ม 26.5 % ส่วนแบ่ง 18.8 % อันดับสาม ฮอนดา ขาย 7,846 คัน เพิ่ม 17.7 % ส่วนแบ่ง 13.7 % อันดับสี่ นิสสัน ขาย 3,786 คัน เพิ่ม 64.6 % ส่วนแบ่ง 6.6 % และอันดับห้า มาซดา ขาย 3,466 เพิ่ม 208.9 % ส่วนแบ่ง 6.1 %

 

แยกเป็นประเภทรถยนต์นั่ง ยอดรวมได้น้องเล็กรุ่นใหม่ๆ มาช่วย ขายเพิ่ม 65.6 % ยอด 25,281 คัน ยอดรวมเพิ่ม 52.4 % รวม 88,248 คัน

แยกแต่ละค่าย แชมพ์ ได้แก่ โตโยตา ขาย 10,414 คัน เพิ่ม 88.0 % ส่วนแบ่ง 41.2 % ที่สอง ฮอนดา ขาย 7,043 คัน เพิ่ม 8.8 % ส่วนแบ่ง 27.9 % ที่สาม มาซดา ขาย 3,114 คัน เพิ่มมากมาย 437.8 % ส่วนแบ่ง 12.3 % ที่สี่ นิสสัน ขาย 1,980 คัน เพิ่ม 164.0 % ส่วนแบ่ง 7.8 % และที่ห้า เชฟโรเลต์ ขาย 777 คัน เพิ่ม 47.2 % ส่วนแบ่ง 3.1 %

 

ผู้เสียภาษียอดเยี่ยม โพร์เช ขาย 5 คัน โลทัส ขาย 3 คัน เบนท์ลีย์ และ มิตซูโอกะ ขาย 1 คัน

รถอเนกประสงค์ เพิ่มด้วย 38.8 % ขาย 990 คัน รวม 4 เดือนเพิ่ม 106.6 % ขาย 4,277 คัน มี โตโยตา เป็นยี่ห้อนำ ด้วยยอด 312 คัน

พอการชุมนุมเลิกลง เริ่มการฟื้นฟูด้วยวิธีการต่างๆ ก็ย่อมแน่นอนว่า ยอดการขายเดือนหน้าจะไปโลดโชติช่วงชัชวาลแน่นอน เชื่อผมเถอะ



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2553
คอลัมน์ : วิถีตลาดรถยนต์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/IoFzC

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
18 Oct 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
489,000
2.
1,199,000
4.
2,490,000
5.
479,000
6.
939,000
7.
24,500,000
8.
34,000,000
9.
23,795,000
12.
18,900,000
13.
18,999,000
14.
3,199,000
15.
3,399,000
16.
2,549,000
17.
4,499,000
18.
2,299,000
19.
3,199,000
20.
3,299,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th