บทความ

เปลี่ยนน้ำหม้อน้ำ


ระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์ เป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ที่เราควรใส่ใจดูแลให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ตลอดเวลา และหนึ่งในกระบวนการระบายความร้อนของระบบนี้ ก็คือ น้ำหล่อเย็น หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า “น้ำหม้อน้ำ” นั่นเอง

 

ความร้อนที่เกิดจากเครื่องยนต์นั้นมีสูงมาก เป็นผลจากการสันดาปภายในของเครื่องยนต์ โดยพลังงานเคมีในเชื้อเพลิงที่ป้อนเข้าสู่เครื่องยนต์นั้น จะถูกแปลงเป็นพลังงานความร้อนจากเพลาข้อเหวี่ยง ประมาณ 35 % อีก 30 % จะปล่อยออกจากเครื่องยนต์ทางท่อไอเสียในรูปของ เอนธัลพี ENTHALPY (ค่าความร้อนที่สะสมอยู่ในระบบ ภายใต้ความดันคงที่) และพลังงานเคมี จึงเหลือพลังงานอีกประมาณ 35 % จะสูญเสียไปกับการถ่ายเทความร้อนให้แก่สารตัวกลางที่ห่อหุ้มเครื่องยนต์ ซึ่งส่วนใหญ่ คือ อากาศหรือน้ำนั่นเอง

 

ถ้าไม่มีระบบระบายความร้อน อุณหภูมิภายในห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์นั้นจะสูงตั้งแต่ 2,427 องศาเซลเซียส ขึ้นไป ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่วัสดุภายในเครื่องยนต์ไม่สามารถทนได้ จึงจำเป็นต้องมีการถ่ายเทความร้อนที่ไม่พึงประสงค์นี้ แม้เราจะต้องการให้เครื่องยนต์ทำงานที่อุณหภูมิสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ก็ตาม เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพความร้อนสูงสุดนั่นเอง

 

วิธีระบายร้อน

วิธีการระบายความร้อนห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์มีอยู่ 2 วิธีด้วยกัน คือ การใช้น้ำหล่อเย็นเสื้อสูบหรือเรือนเครื่องยนต์ โดยอาศัยปั๊มน้ำช่วยให้เกิดการไหลเวียน และการระบายความร้อนด้วยอากาศ โดยอากาศจะไหลผ่านเสื้อสูบที่มีครีบช่วยระบายความร้อน ด้วยการเพิ่มพื้นที่ผิว แต่การระบายความร้อนด้วยอากาศนั้น ไม่สามารถลดอุณหภูมิของกระบอกสูบได้อย่างทั่วถึงและสม่ำเสมอทุกส่วนเหมือนกับการใช้น้ำหล่อเย็น ที่สามารถจัดการไหลให้เหมาะสมกับตำแหน่งต่างๆ ที่ต้องการลดอุณหภูมิได้ดีกว่า แถมของเหลวยังมีคุณสมบัติด้านการระบายร้อนได้ดีกว่าอีกด้วย จึงเป็นที่นิยมกันมากในปัจจุบัน

 

ทำไมต้องใช้น้ำยาหล่อเย็น ?

เครื่องยนต์สมัยก่อนนั้น มักใช้น้ำเปล่าเป็นสารหล่อเย็น แม้น้ำจะมีคุณสมบัติที่ดีมากในการพาความร้อน แต่ก็มีข้อเสียบางอย่าง เช่น การเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็งตั้งแต่ 0 องศาเซลเซียส จึงไม่สามารถใช้งานในประเทศเขตหนาวได้ จุดเดือดก็ค่อนข้างต่ำแม้จะอยู่ภายใต้ความดันสูงกว่าบรรยากาศ และยังทำให้เกิดสนิมและการกัดกร่อนของโลหะอีกด้วย

รถยนต์รุ่นเก่ามักใช้น้ำเปล่าเป็นสารหล่อเย็น และทำงานที่ความดันเท่ากับบรรยากาศอุณหภูมิของสารหล่อเย็น จึงถูกจำกัดไว้เพียงประมาณ 82 องศาเซลเซียส เท่านั้น (น้ำยาหล่อเย็นสามารถทำงานที่อุณหภูมิเกิน 120 องศาเซลเซียส โดยไม่เดือดเป็นไอ) เพื่อป้องกันปัญหาจากน้ำเดือด จึงไม่ได้ประสิทธิภาพความร้อนสูงสุด

 

คุณสมบัติที่ดีของน้ำยาหล่อเย็น

เครื่องยนต์สมัยนี้จึงต้องพึ่งพาสารหล่อเย็น ที่เป็นส่วนผสมระหว่างน้ำและเอธีลีน ไกลคอล (ETHYLENE GLYCOL) ซึ่งมีความสามารถในการพาความร้อนเกือบเท่าตัวของน้ำธรรมดา และมีคุณสมบัติด้านอื่น เช่น เป็นสารช่วยลดจุดเยือกแข็ง ป้องกันสนิม ป้องกันชิ้นส่วนที่เสียดสีกันของปั๊มน้ำ และยังเพิ่มจุดเดือดของน้ำให้สูงขึ้นอีกด้วย

นอกจากจะมีคุณสมบัติที่ดีข้างต้นแล้ว ยังต้องมีคุณสมบัติอื่นๆ อีก ได้แก่ ต้องมีความเสถียรทางเคมีในสภาวะการใช้งานต่างๆ เช่น ไม่เกิดฟอง ไม่กัดกร่อน มีความเป็นพิษน้อย ไม่ติดไฟ และราคาถูก

สารกันแข็งและกันสนิมที่มีจำหน่ายโดยทั่วไป มีคุณสมบัติเหล่านี้ครบถ้วน ส่วนใหญ่ใช้ เอธีลีน ไกลคอล (C2H6O2) ผสมกับสารเพิ่มคุณภาพ (ADDITIVES) เพื่อเพิ่มคุณสมบัติดังกล่าว

 

สารหล่อเย็นยุคก่อน

เครื่องยนต์ของรถยนต์ในสมัยก่อน มีทั้งแบบระบายความร้อนด้วยอากาศและด้วยน้ำ ผู้ใช้รถที่ระบายความร้อนด้วยน้ำ จะต้องปล่อยน้ำหล่อเย็นทิ้งให้หมด แล้วหยุดใช้งานในฤดูหนาว ต่อมาจึงมีการใช้แอลกอฮอล และเคโรซินเป็นสารหล่อเย็น ซึ่งติดไฟได้ง่ายมาก จึงต้องมีการระวังการรั่วซึม มีรถจำนวนไม่น้อยลุกไหม้ เพราะสารนี้รั่วไปสัมผัสกับเครื่องยนต์ และท่อไอเสียที่ร้อนจัด

 

อุปกรณ์

1. น้ำยาหล่อเย็นหม้อน้ำ
2. กระป๋องน้ำ
3. กรวยใส่น้ำ
4. ผ้าขี้ริ้ว

 

ขั้นตอนเปลี่ยนน้ำหม้อน้ำ

1. ดับเครื่อง เปิดฝากระโปรงหน้า ให้เครื่องยนต์เย็นเสียก่อน
2. ดูคู่มือของรถ ว่าจำนวนน้ำในหม้อน้ำในรถเรานั้น มีกี่ลิตร
3. เปิดฝาหม้อน้ำ โดยใช้ผ้าขี้ริ้วรอง แล้วบิดออก
4. มองหารูถ่ายหม้อน้ำ (จุกหางปลา) ส่วนใหญ่จะอยู่ส่วนล่างสุดของหม้อน้ำ
5. ค่อยๆ บิดจุกหางปลาในทิศทวนเข็มนาฬิกา
6. ระหว่างถ่ายนั้นควรหากระป๋องมารองน้ำเก่า เพื่อป้องกันพื้นเลอะ และถ่ายน้ำออกให้หมด
7. นำกรวยมารองน้ำ เพื่อเติมน้ำลงไปในช่องฝาหม้อน้ำ
8. ใส่น้ำเข้าไปจนกว่าน้ำในกระป๋องที่รองไว้จะสะอาด
9. ปิดจุกหางปลา โดยตอนปิดให้หมุนตามเข็มนาฬิกา
10. ใส่น้ำสะอาดจนเต็ม แล้วจึงสตาร์ทเครื่องจนถึงอุณหภูมิทำงาน แล้วจึงดับเครื่อง รอให้เครื่องเย็น
11. ถ่ายน้ำออกจนหมด แล้วใช้น้ำใหม่ไล่น้ำเก่าอีกครั้ง
12. ใส่จุกหางปลาอีกครั้ง แล้วพิจารณาดูที่ข้างกระป๋องน้ำยาหล่อเย็นว่า ต้องผสมส่วนผสมเท่าใด
13. เทน้ำยาหม้อน้ำกับน้ำสะอาดตามสัดส่วนที่กำหนดไว้ข้างกระป๋อง จนเต็ม
14. ปิดฝาหม้อน้ำ แล้วทำตามข้อ 10 เสร็จแล้วเชคน้ำอีกครั้ง เป็นอันเสร็จ

 

ควรเปลี่ยนน้ำยาหม้อน้ำทุกๆ 2 ปี เพื่อประสิทธิภาพที่ดีของน้ำยา รถที่ใช้น้ำเปล่าเป็นตัวหล่อเย็นควรเปลี่ยนเป็นน้ำยาหล่อเย็นได้แล้ว หลายคนกลัว เพราะช่างบางคนบอกว่าถ้าเป็นรถเก่าที่มีสนิมเกิดขึ้นในหม้อน้ำ ไม่ควรผสมน้ำยาหล่อเย็นเพราะจะไปกัดสนิมเพิ่มขึ้นอีก “อย่าเชื่อ” กลับกัน น้ำยาหล่อเย็นมีคุณสมบัติช่วยป้องกันสนิม ไม่ให้ลุกลามบานปลายยิ่งขึ้นไปอีกครับ



------------------------------
เรื่องโดย : วิธวินท์ ไตรพิศ
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2553
คอลัมน์ : DIY…คุณทำเองได้
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/tuofY

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตรวจเชครถ
ขจัดกลิ่นอับด้วยวิธีธรรมชาติ
อัพเดทล่าสุด
24 Oct 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
489,000
2.
1,199,000
4.
2,490,000
5.
479,000
6.
939,000
7.
24,500,000
8.
34,000,000
9.
23,795,000
12.
18,900,000
13.
18,999,000
14.
3,199,000
15.
3,399,000
16.
2,549,000
17.
4,499,000
18.
2,299,000
19.
3,199,000
20.
3,299,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th