บทความ

CRAZY HEART “คันทรีรุ่นใหญ่ หัวใจบ้าบิ่น”


เมื่อถึงวันที่คุณอายุ 57 ปี คุณจะยอมรับได้ไหมว่า คุณบ้า

 

แบด บเลค (BAD BLAKE) นักดนตรีสไตล์คันทรีแก่ๆ ไม่เคยสงสัยอะไรกับคำถามพรรค์นั้น เขาเพียงมองหาเหล้าเพียวๆ ซักขวด บุหรี่ซักซอง และผู้หญิงซักคน ก่อนและหลังขึ้นเวทีโชว์การร้องเพลงในคลับบาร์ขนาดเล็ก หรือบางทีมันก็เป็นแค่ลานโบว์ลิงที่มีคนดูไม่มากไปกว่าทีมฟุตบอลตัวจริง

 

“ฉันเคยถูกรัก และเคยโดดเดี่ยว ตัวคนเดียวรอนแรมไม่มีปลายทางทำทุกสิ่ง ลองทุกอย่าง ทุกหนทางที่ลูกผู้ชายทำกัน ทุกทุกอย่าง แต่ยึดมั่นในตัวเธอ…”

 

นี่คือบางท่อนของเพลงที่เขาใช้หากินมากว่าหลาย 10 ปี บนถนนดนตรีที่โดดเดี่ยว ชายแก่หนังเหี่ยวต้องเกี่ยวเข็มขัดดึงกางเกงขึ้นทุกครั้งที่ก้าวเท้าลงจากรถ เพราะต้องโหมห้อตะบึงเป็นเวลานาน จากเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง ไปยังเมืองเล็กๆ ที่ห่างไกลอีกเมืองหนึ่ง…เขาจึงต้องปัสสาวะใส่ขวดน้ำบนรถ

 

แต่เขาก็ยังคงร้องมันอย่างต่อเนื่อง ร้องแล้วร้องเล่า ร้องไปก็อ้วกไป เพราะพิษสุราที่ยังคงค้างแล้วค้างอีกยังไม่ทันลงก็เติมเข้าไปให้มันค้างต่อ จนผู้จัดการส่วนตัวได้แต่โทรศัพท์มาเทศนาให้ชีวิตเขาดีขึ้นไปวันๆ

 

“เขียนซักเพลงสิ แบด แล้วก็อย่าลืมที่นัดด้วย” คือ เสียงที่สั่งให้เขาต้องย้ายหัวออกจากหมอน

 

ในชีวิตนักดนตรีที่หากินกับกีตาร์และกล่องเสียง สิ่งที่สำคัญกว่าจึงหนีไม่พ้น การแต่งเพลง…ในอดีตแบด อาจจะเคยยิ่งใหญ่มากจนนักดนตรีรุ่นหลังยกย่องให้เขาเป็นครูเพลง แต่ปัจจุบันเขาเป็นแค่ลุงแก่ๆที่ยังพอขายได้ตามบาร์ชนบท หนำซ้ำยังต้องคอยให้เด็กรุ่นหลังมาตามไปซ้อมก่อนแสดงอยู่เสมอ

 

“ไอ้หนู ฉันทั้งเล่น เมา หย่า ผ่านมาหมดแล้วทุกอย่าง แต่ไม่เคยพลาดการแสดงในชีวิตเส็งเคร็งนี่เลย”

 

คือ เสียงสรุปจากปากของ แบด ซึ่งรับบทโดย เจฟฟ์ บริดเจส นักแสดงรุ่นเก๋ามากความสามารถ ซึ่งคว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากบทบาทนี้ไป ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะ “น้ำเสียง”ที่เขาส่งผ่านปากตัวละคร ไม่ว่าจะตอนร้องเพลง หรือตอนกำลังพูด เขาทำให้เราไม่แคลงใจเลยในการเป็นนักดนตรีอาชีพ

 

กล่าวโดยจริงหนังสนุกก็คงเพราะได้เขามาเล่นนี่ล่ะ ดูๆ ไปทำให้นึกถึงหนังดีปีที่แล้ว ชื่อ “THE WRESTLER” เรื่องราวของนักมวยปล้ำแก่ๆ ที่ชีวิตตกอับจนถึงขั้นไปขายหมู ผิดตรงหนังเรื่องนี้ใสสะอาดกว่า เพราะอย่างมากสุดตัวเอกก็แค่เมาค้างจนขับหลับใน หรือไม่ก็หิวเหล้าจนเผลอทำเด็ก 4 ขวบหายกลางห้าง ถือเป็นความทุเรศเล็กๆ พอให้คนดูได้ชัง แต่หากเป็นตอนที่เขากอดกีตาร์แต่งเพลงบนที่นอนนั้น ขอบอกว่าซึ้งจนขนลุกกับคำรำพึงที่ว่า

 

“แบด…คุณเขียนเพลงบนเตียงของฉัน แล้วทุกๆ ครั้งที่ฉันนอน ฉันก็จะได้ยินเพลงนั้นไปตลอด แต่สุดท้ายคุณก็จะจากไป”

 

THE BLIND SIDE
“อีกด้านของโลกนี้ ที่เราภาวนาให้มีจริง”

ไมเคิล ออร์ หรือที่ใครๆ แถวบ้านเรียกขานกันว่า บิกไมค์ เด็กชายร่างสูงใหญ่ราวหมีขั้วโลก ผิดตรงที่เขาเป็นหมีดำมหึมา แต่มีหน้าตาซื่อบื้อจนครูหลายคนไม่เชื่อว่าเขาจะอ่านออกเขียนถูก หรือกระทั่งฟังสิ่งที่สอนรู้เรื่อง

 

วัยเด็กของเขาชินชาต่อการถูกพลัดพราก และจากลา เริ่มด้วยสถานรับเลี้ยงเด็กแห่งหนึ่งไปสู่สถานรับเลี้ยงเด็กอีกแห่งหนึ่ง ชีวิตเป็นเช่นนี้จนเขาไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าอาหารและที่นอนอุ่นๆ เพราะความที่มีมารดาติดยาอย่างงอมแงม เขาจึงกลายเป็นเด็กเชื่องช้า มีปัญหา แต่ก็ไม่ก้าวร้าวเหมือนเด็กอื่นๆ ทั่วไป

 

“เวลาจะเสพยา หรือเวลาจะเกิดเรื่องไม่ดี ฉันจะบอกให้เขาหลับตา…เมื่อมันผ่านพ้นไป ฉันก็แค่บอก เขาว่า โอเค เรียบร้อยแล้ว โลกสงบสุขแล้ว”

 

นี่เองจึงทำให้ บิกไมค์ กลายเป็นเด็กที่ปราศจากความรุนแรง แม้เขาจะเกิดแต่ตม ถึงกระนั้น บิกไมค์ก็ยังเป็นอะไรที่ใครก็ไม่ต้องการ จนเขาก้าวเท้าเข้ามาสู่สายตาของโคชอเมริกันฟุตบอล ทีมโรงเรียนคริสเตียน พร้อมกับคะแนนวัดผลที่เกือบศูนย์ทุกวิชา ยกเว้นคะแนนจากการทดสอบความสามารถทางด้าน “สัญชาตญาณการป้องกันตัว”

 

เมื่อโค้ชเกลี้ยกล่อมคณะกรรมการโรงเรียนให้ใจอ่อนยอมรับเด็กโง่ๆ ที่ทุกคนคิดว่าคงเรียนไม่ไหวจนได้เข้าเรียนสำเร็จ บิกไมค์จึงกลายเป็น ไมเคิล (ชื่อที่เขาชอบ) เมื่อเขาพบกับนางฟ้าในคราบคุณแม่ยังสาว ซึ่งบทนี้เล่นโดย ซานดรา บูลลอค

 

เป็นบทที่เธอทำให้เราเห็นคล้อยตามอย่างหมดใจ และได้แต่หวังว่าในชีวิตจะพบกับภรรยาที่ดีและมีความสามารถเช่นนี้บ้าง เพราะเธอทั้งสวยทั้งมีจิตใจดี แถมยังจัดการชีวิตครอบครัวและคนรอบข้างได้อย่างน่าทึ่ง และคงเพราะเหตุนี้เอง เธอจึงได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ทั้งออสการ์ และลูกโลกทองคำ รวมถึงรางวัลอื่นๆ ทั้งหมด 5 รางวัล

 

ซึ่งก็มีไม่บ่อยนักที่จะมอบให้กับตัวละครจากภาพยนตร์แนวครอบครัวสนุกซึ้ง ไม่ใช่ดรามาตราตรึง

 

เพราะหนังเรื่องนี้ออกจะเป็นหนังครอบครัวที่ดูง่าย ไม่ต้องหวาดเสียวกับจุดเปลี่ยนของชีวิตตัวละครใครที่เกร็งกับการหักมุม หรือขยาดกับพวกชอบเล่นความรุนแรง เอาความรู้สึกคนดูมาขยี้จนหัวคะมำแล้วค่อยลูบหลังโอ๋ๆ นั้น…เรื่องนี้ไม่มี

 

เล่าให้ฟังกันเลยว่า เรื่องนี้ไม่มีใครตาย ไม่มีใครต้องเสียขา หรือว่านอนหลับไปตลอดกาล ก่อนที่ใครอีกคนจะเปลี่ยนใจกลายเป็นคนดี

 

ตอนท้ายเรื่องที่ซ่อนอยู่หลังตอนจบ มีภาพของพวกเขาที่เป็นตัวตนจริงๆ คุณแม่ซึ่งยังสาวและสวยคุณพ่อท่าทางใจดี ลูกสาวหน้าตาคมคาย และลูกชายหน้าตาเจ้าเล่ห์ พร้อมกับคุณครูที่คอยเคี่ยวเข็ญ

 

ทั้งหมดนี้ล้วนมีชีวิตจริงในโลกบูดๆ เบี้ยวๆ ที่หาน้ำใจจากคนแปลกหน้าได้ยากเหลือเกิน แต่ทุกคนในเรื่องก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง ประดุจว่าพวกเขาเกิดมาเป็นครอบครัวเดียวกัน แต่คนละสายเลือด เป็นครอบครัวที่ ไมเคิล ออร์ ได้แต่พูดตอบง่ายๆ เมื่อถูกถามว่าอยากอยู่ด้วยกันหรือเปล่า

 

“ผมไม่อยากจะไปที่ไหนแล้วครับ”

 

ศิลปิน : ANGUS AND JULIA STONE
อัลบัม : DOWN THE WAY
แนวดนตรี : FOLK/ACOUSTIC
“แวะพักซะบ้าง ข้างทางยังรื่นรมย์”

สองศรีพี่น้องจากนิวพอร์ท เมืองชายหาดทางตอนเหนือของซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย หัดเล่นดนตรี ตั้งแต่อายุยังน้อย คิดว่าคงเพราะสืบเชื้อสายนักดนตรีมาจากทั้งพ่อและแม่ และด้วยความสามารถนี้เองจึงได้ร่วมเล่นในวงของโรงเรียน โดยมีพี่สาวอีกคน (ซึ่งไม่ได้อยู่ในวงนี้) เป่าแซกโซโฟน

 

ส่วนตัว ANGUS นั้นเล่นทรอมโบน และ JULIA ผู้เป็นน้องสาว เป่าทรัมเพท

 

พอปี 2006 สะสมไมล์ดนตรีได้ไม่นานก็ปล่อยซิงเกิลแรกในชื่อ CHOCOLATES AND CIGARETTES ตามด้วย HEART FULL OF WINE และจึงเข็นอัลบัมเต็ม A BOOK LIKE THIS ออกมาในปี 2007 จนรั้งตำแหน่งชาร์ทออสเตรเลียในอันดับ 5 ผ่านมา 3 ปีมีอัลบัมเต็มออกมาอีกหนในชื่อ DOWN THE WAY คราวนี้คว้าอันดับ 1 ไปแบบนิ่มๆ

 

เปิดม่านด้วยเพลง HOLD ON ที่ดูจะแปลกกว่าเพลงอื่น เพราะรวมเอาเครื่องดนตรีหลายแนวมาประชันกันแบบไม่มีใครหลบ บรรยากาศกว่า 4 นาทีจึงดูอื้ออึงอบอวล ถ้ามองตามหลักนิยมก็คงเพราะต้องการหยุดอารมณ์ก่อนหน้าของผู้ฟัง แล้วจึงจุดอารมณ์ใหม่ให้อยู่หมัดตั้งแต่เสียงแรก

 

เพลงต่อมาจึงฟังดูดีมากกว่าหลายๆ เท่า BLACK CROW ร้องโดย ANGUS ท่ามกลางเครื่องดนตรีประเภทสาย ที่ทั้งเสียดและสีสลับกับเครื่องสายประเภทดีด ตั้งแต่การย้ำเชลโลให้กลายเป็นเสียงเบสส์หนึบๆ ตอนต้น ต่อด้วยซาวน์ดกีตาร์ไล่เสียงไล่สายสร้างความกังวานจางๆ เป็นฉากหลังบางเบา พร้อมกับเสียงกลองตึงๆ

 

ชวนให้นึกถึงวง RADIOHEAD บริทรอคตัวพ่อในอัลบัมเก่าๆ

 

AND THE BOYS ก็คืออีกเพลงหนึ่ง ซึ่งจะดังเปรี้ยงปร้างได้ไม่ยาก เพราะทั้งดนตรีและการร้องนำของ JULIA ล้วนผสมกลมกลืนกันอย่างกลมกล่อม ทั้งๆ ที่เพลงนี้น่าจะมีเสียงเครื่องดนตรีเพียงไม่เกิน3 ชิ้นด้วยซ้ำ แต่เขาก็วางเสียงทุ้ม กลาง แหลม ได้อย่างลงตัว นั่นก็คือ เสียงกลอง เสียงร้อง และเสียงคียบอร์ด

 

ฟังไม่ถึงครึ่งนาทีก็ถูกสะกดให้ฟังต่อจนจบ แต่ฟังจนจบก็บอกยากยิ่งว่าเพลงนี้มีอะไรที่แตกต่างจากเพลงโดยศิลปินของเกาะอังกฤษ…ฟังเหมือนคล้ายแต่ก็ไม่คล้าย แม้จะมอบความไพเราะแบบไม่หวือหวาฉาบฉวย ให้เหมือนๆ กัน

 

คงต้องติดตามกันต่อไปกับวงพี่น้อง 2 คนจากแดนจิงโจ้ ว่าจะมีพัฒนาการต่อไปอย่างไร และจะสร้างเอกลักษณ์ของดนตรีจากบ้านเกิดได้มากน้อยแค่ไหน

 

เพราะอย่างเพลง THE DAVIL’S TEARS ก็ถือเป็นอะไรที่ฟังดูสากล คือ ไปได้กับทุกความนิยมหลักบนโลกดนตรี เพลงนี้ครวญแบบฟังสบายๆ ก่อนเพลงสุดท้ายในอัลบัม (เพราะยังมีอีก 1 ทแรคซ่อนอยู่ในชื่อ OLD FRIENDS) แต่แม้จะฟังสบายจนถึงขั้นชวนหาว ก็ยังต้องถือเป็นเพลงอารมณ์โหยไห้แม้จะไม่ถึงขั้นฟูมฟายบีบน้ำตาก็ตาม

 

เริ่มด้วยเสียงเกากีตาร์ก่อนเกริ่นเรื่องราวแสนโศก ตามด้วยเสียงร้องของพี่ชาย และเสียงร้องคลอไปเบาๆ ของน้องสาว เท่านี้ก็พอแล้วสำหรับคำว่า “ไพเราะ” กับอัลบัมเบาะๆ ของนักดนตรีหน้าใหม่

 

แม้จะไม่มีอะไรชวนจดจำมากมาย แต่ก็ถือเป็นงานที่ควรค่า หากว่าเรากำลังเหนื่อย หรือเมื่อยสมองเต็มที

 

ศิลปิน : TERRY POISON
อัลบัม : TERRY POISON
แนวดนตรี : ELECTRO ROCK
“พิษเมาค้างหลังงานพาร์ที”

สงสัยคงเพราะบรรยากาศฟ้าฝนที่กำลังพรำๆ ชวนหดหู่บอกไม่ถูก ก็เลยต้องไปขุดเอาวงของสาวๆ พวกนี้มาฝากคุณผู้อ่านที่อาจกำลังรู้สึกห่อเหี่ยวหัวใจ แต่ที่บอกว่าขุดมานั้น ก็หาใช่ว่าเธอเป็นนักร้องของวงเก่าแก่รุ่นคุณแม่ คุณยาย จากยุคสมัยไหน

 

แต่เพราะเธอเหล่านี้เป็นศิลปินที่มาจากดินแดนเร้นลับ เมืองเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล

 

ชื่อเสียงในบ้านเรานั้น ไม่ต้องไปพูดถึงให้เสียเวลา เพราะแทบจะไม่มีเลย กระทั่งในยุโรปเธอก็เป็นวงที่ฮิทแบบเงียบมากๆ ดูจากข้อมูลที่ค้นได้นั้น ก็แค่ประมาณเสียงลือบอกต่อกันในสังคมไซเบอร์ว่าด้วยเรื่องราวของ 4 สาว กับ 1 หนุ่ม และเครื่องสร้างเสียงสังเคราะห์ 3 ตัว กลอง 1 ตัว และกีตาร์

 

ยกเว้นก็แต่บนแคทวอล์คแฟชันของ 2 สไตลิชชื่อดังในเมืองเทลอาวีฟ ที่เป็นผู้สนับสนุนกลายๆให้กับวงนี้ จน “ฮอท” มากในเรื่องของการเป็นวงอีเลคโทรรอค และในแง่ของการเป็น THE TARANTINO OF POP !

 

อย่างเพลง SMACK SNACK ก็เป็นการมิกซ์เสียงดนตรี และเสียงจากเพลงอื่นๆ จนได้อารมณ์แบบพาร์ทีหลังแฟชันโชว์ ที่มีแต่นางแบบบอบบางใส่เสื้อสายเดี่ยวเกี่ยวคล้องหัวไหล่ ในมืออุ้มแก้วดรายมาร์ทินีทรงสามเหลี่ยมจุ๋มจิ๋ม ไว้ให้ลูกมะกอกว่ายน้ำเล่น และพอเพลงนี้เริ่มบรรเลงเท่านั้นล่ะคุณก็เตรียมไม้ยาวๆ ไว้สอยพวกหล่อนได้เลย

 

อีกเพลงที่น่าสนใจ ก็คือ COMME CI COMME CA ชื่อเพลงที่ได้มาจากภาษาฝรั่งเศส แต่ความหมายในภาษาอังกฤษ ก็คือ “LIKE THIS, LIKE THAT” แปลเป็นไทยง่ายแสนง่าย “ก็งั้นๆ นะ”

 

ความเจ๋งของเพลง ก็คือ การโพล่งขึ้นมาด้วยเสียงซินเธไซเซอร์ในเมโลดีที่พร้อมจะติดหู บวกกับลีลาการวางลำดับเสียงที่ไม่รบกวนโสตประสาทของสมอง แม้บางเสียงจะถูกดันให้ลีบเล็ก ก่อนจะกระจายตัวเป็นวงกว้าง และบางเสียงในนาทีเดียวกันนั้นก็ถูกเร่งบีทขึ้น เหมือนจะชวนให้ถึงจุดแตกหักของร่างกายที่กำลังโยกไม่ยั้ง

 

ว่าง่ายๆ คือ มีหมด ไอ้ลีลาทั้งหลายที่เคยได้ยินในคลับ แต่วงนี้สามารถทำให้เราฟังแล้วไม่รำคาญได้ฟังจนหมดทุกเพลงก็ยังรู้สึกอยากฟังต่อ มากกว่าอยากเขวี้ยงทิ้ง

 

15 GIRLS จึงเป็นอีกเพลงที่พวกเธอดึงความเซกซีของดนตรีพื้นเมืองมาใส่ ฟังแล้วให้นึกถึงระบำหน้าท้อง แต่คงเป็นระบำหมู่ เพราะเสียงร้องผสานของนักร้องสาวหุ่นผอมเพรียว ทำให้นึกถึงอย่างนั้น

 

ส่วน GIRL ON THE RUN เพลงที่เด็ดสุด ก็ทำให้สาวๆ (และหนุ่ม) หน้าตาดีพวกนี้ หลุดพ้นจากการเป็นเกิร์ลแบนด์ขายร่าง เพราะความสามารถทางดนตรีที่ปลดปล่อยออกมาทุกอณูเสียง แม้เสียงร้องของสาวๆ จะถูกตั้งใจทำให้น่ารัก แต่มันก็เป็นเสียงที่ถูกห่มด้วยซาวน์ดล้ำสมัย ในจังหวะพื้นฐานที่ปูไว้อย่างชาญฉลาด

 

พวกเธอรู้ว่าจังหวะไหนควรหยุด และจังหวะไหนควรร้อง ตอนไหนควรชายตามองคีย์ต่ำ และตอนไหนควรผละมือออก ให้ความเงียบได้ทำหน้าที่ของมัน…เพลงที่ควรจะอึกทึกเพราะเน้นการเข้าถึงความสนุกแบบไม่ต้องพูดจากัน จึงทำให้เราไม่เหนื่อยที่จะฟัง



------------------------------
เรื่องโดย : ปัญญ์
นิตยสาร CAR STEREO ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2553
คอลัมน์ : แนะนำเพลง
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/02MPm
อัพเดทล่าสุด
24 Oct 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
489,000
2.
1,199,000
4.
2,490,000
5.
479,000
6.
939,000
7.
24,500,000
8.
34,000,000
9.
23,795,000
12.
18,900,000
13.
18,999,000
14.
3,199,000
15.
3,399,000
16.
2,549,000
17.
4,499,000
18.
2,299,000
19.
3,199,000
20.
3,299,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th