บทความ

ขนบสักวา: เกริ่นชวน-ตอบรับ (1)


ประเพณีการละเล่นสักวาของไทย มักจะเริ่มด้วยการไหว้ครู ถัดจากนั้นถ้าเป็นเทศกาลหรือวาระพิเศษ อาจจะมีการบอกเล่าด้วยกลอนว่า สักวาในโอกาสนี้แสดงเนื่องในวาระอะไร ถ้าเป็นวาระเฉลิมฉลองครบรอบสำคัญ เช่น วันเฉลิมพระชนมพรรษาก็คงจะต้องมีบทอาเศียรวาท หรือถวายพระพร

 

ถัดจากนั้นจึงเป็นบทเกริ่นของฝ่ายชาย ซึ่งเป็นทำนองท้าทาย หรือเชิญชวนมาร่วมวงสักวาแล้วฝ่ายหญิงจะตอบด้วยสำนวนให้ทันกัน เป็นการแสดงปฏิภาณให้คนฟังได้เห็น-ได้ยินตั้งแต่ต้นว่าสักวาจะสนุก หลายครั้งบทเกริ่นนี้ก็แสดงให้ทราบว่าช่วงนั้นมีเหตุการณ์ในบ้านเมืองมีเรื่องอะไรเป็นเรื่องยอดฮิทอยู่บ้าง

 

ในโอกาสนี้จึงขอเลือกบทสักวาที่เป็นบทเกริ่น-และบทตอบที่มีลีลาต่างๆ กันมาเสนอพอเป็นเครื่องล่อน้ำลาย หรือที่ฝรั่งเรียกว่าออร์เดิร์ฟ

 

อย่างเมื่อกรมศิลปากรจัดสักวากลอนสด เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2502 ณ สังคีตศาลาซึ่งเป็นการเริ่มฟื้นฟูประเพณีการเล่นสักวามาใหม่หลังจากห่างเหินไปนาน มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งเป็นนักสักวาฝีปากคม เกริ่นด้วยคารมคมคายเหลือหลายว่า

 

“สักวามาพบประสบพักตร์/ให้นึกรักสองนรีศรีสมร/เฝ้าแลตามงามปลื้มจนลืมกลอน/หัวใจจรจากกายหมายสุดา/จะออกปากฝากรักก็หนักจิต/พี่สิ้นฤทธิ์แล้วด้วยแรงเสน่หา/ได้แต่วอนงอนง้อขอพงา/โปรดเมตตากล่าวสุนทรเป็นกลอนเอย”

 

ไม่ต้องบอกว่าคนฟังปรบมือเสียงดังยาวนานเพียงใด ซึ่งทำให้ท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา (ตอนนั้นยังเป็น “คุณหญิง”) ต้องตอบกลับไปว่า

 

“สักวาคำหวานที่ขานแข่ง/ชวนให้แต่งสักวาพาอึดอัด/ไม่รู้ว่ากลอนรักหรือกลอนวัด/ไม่ถนัดเหมือนมือเก่าเหล่าท่านชาย/ครั้นไม่รับคำไว้ก็ใช่ที่/ท่านจะเห็นเป็นสตรีนี้แพ้ง่าย/ถึงถูกผิดก็นั่งซังกะตาย/แต่ใจหมายขออภัยไว้ก่อนเอย”

 

หรือครั้งโดยเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีไปบอกสักวาที่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา (ซึ่งเป็นการทรงสักวาครั้งแรกของพระองค์)

 

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2530 อาจารย์เปลื้อง ณ นคร เกริ่นชวนแทนฝ่ายชาย ซึ่งมีอาจารย์มนตรี ตราโมท ร่วมด้วยดังนี้ “สักวานวลหน้าได้มาเห็น/นึกเมื่อเล่นสักวากันคราก่อน/ยังดูพริ้งเพรา หล่ออรชร/ถึงจะผ่อนไปบ้างยังแลงาม (ถ้าเป็นนักสักวารุ่นใหม่คงใช้ “หย่อน” แต่ท่านผู้อาวุโสท่านให้เกียรติกัน ยิ่งอยู่เฉพาะพระพักตร์เจ้านาย จะต้องระมัดระวังคำพูด
ยิ่งเจ้านายเป็นสตรีเพศด้วย)/ก็ใคร่ฟังน้ำเสียงสำเนียงถ้อย/ยังหยดย้อยอยู่หรือไรใคร่ขอถาม/เชิญเอื้อนโอษฐ์โฉมฉายขยายความ/พอชื่นใจในยามชราเอย”

 

ฟังดูก็รู้ว่าท่านผู้บอกสักวาอายุมากแล้วด้วยกันทุกคน แล้วท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ฯก็ตอบไปว่า “สักวาเศียรซบนบพระบาท/บรมราชกุมารีศรีใส/เกล้าหม่อมฉันกล่าวคำก้ำเกินใด/ขอพระราชทานอภัยไว้อาญา/เสียงใครเกริ่นสักวาอยู่หน้าบ้าน/คำกลอนหวานฟังไปเสียงใครหนา/ช่างแหบสั่นฟั่นเฟือนเหมือนจรกา/หนุ่มบางแคหลงมาหรือไรเอย”

 

ซึ่งฟังดูก็เข้าเค้าคนอายุมากด้วยกันโต้ตอบด้วยคารม ลีลา ทำนองเดียวกัน

 

ในงานวันเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ณ อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ อ. อัมพวา จ. สมุทรสงคราม เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2532 ศ. นพ. พูนพิศ อมาตยกุล เกริ่นชวน ด้วยบทที่นับว่าไม่มีใครกล้าจะเกริ่นเช่นนี้เป็นแน่ เพราะมีการ (ใช้ภาษาตอนนั้นต้องว่า) “แซว”สมเด็จพระเทพรัตนสุดา ฯ องค์ประธานในงานและทรงบอกสักวาในวันนั้นด้วยว่า“สักวาศิโรราบกราบพระบาท/เชิญองค์ราชกุมารีศรีสยาม/ทรงกลอนสดลดน้ำหนักประจักษ์พระนาม/ชาวสมุทรสงครามได้ยลยิน/เชิญคุณหญิงกุลทรัพย์ลับฝีปาก/คงไม่ยากเหมือนสั่งการงานกรมศิลป์ (คุณหญิงเป็นอธิบดีกรมศิลปากร)/อีกสองสาวเพื่อนเก่าเราเคยชิน/เชิญยุพินเล่นสักวาอย่าช้าเอย”

 

บทนี้ได้รับเสียงปรบมือและเสียงหัวเราะอย่างมาก ทำให้คุณหมอเองก็ถูก “เพื่อนเก่า” คือ มรว.อรฉัตร ซองทอง (และอาจารย์สมประสงค์ ปิ่นจินดาอีกคน) แซวกลับว่า “สักวาน้อมเกล้าเฝ้าเบื้องบาท/สยามราชกุมารีศรีสยาม/แก้วกวีพระปรีชาสง่างาม/ขวัญเขตคามราษฎร์จงรักมั่นภักดี/ขอประทานขานคำลำนำพจน์/ไว้เกียรติยศเชื้อศิลปินยินศักดิ์ศรี/เสียงเกริ่นคล้าย ‘หมอหู’ดูอีกที/อ้อ ! เป็นกวีเป็นนักร้องต้องเล่นเอย” ศ.นพ. พูนพิศ นั้นเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหู-คอ-จมูก เป็นนักร้องเพลงไทย และเป็นคนชอบบทกวีอีกด้วยจึงถูกล้อกลับเช่นนั้น

 

การเล่นสักวาในปัจจุบันบทเกริ่นสนุกๆ ทันๆ กัน จะมาจากนักกลอนร่วมสมัยหลายๆ คนอย่างในการบอกสักวาเรื่อง สังข์ทอง ตอนเลือกคู่ที่โรงเรียนสตรีวิทยาเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2521 เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ต่อมาเป็นกวีซีไรท์คนแรก (ปี 2523) เป็นศิลปินแห่งชาติ (ปี 2536)เป็นกวีรางวัลศรีบูรพา (ปี 2538) เกริ่นไว้คมคายว่า

 

“สักวาดีใจได้พบน้อง (ฮา)/ร่วมครรลองสักวาภาษาสยาม/ปีพาทย์แก้วแจ้วเจื้อยระเรื่อยตาม/ทั้งนักกลอนคนงามล้ำคารม/ขอเชิญโฉมประโลมใจมาใกล้ชิด/ให้น้องน้องสตรีวิทย์สนิทสนม(ฮา-ปรบมือ)/เรื่องสังข์ทองเลือกคู่ได้ชู้ชม/เรื่องสังคมเป็นอย่างไรไม่สนเอย” พี่ชายหยิกเล่นๆให้คิด

 

ตอนนั้นทำให้ นิภา บางยี่ขัน มือทองคู่กันมาตั้งแต่อยู่วรรณศิลป์ธรรมศาสตร์ด้วยกันตอบคารมกลับไปว่า “สักวาหวานถ้อยร้อยกรองเกริ่น/คำชายเชิญชวนรับสรรพภาษา/ยินดี นักวันนี้ที่ได้มา/เข้าร่วมวงสักวาน่าชื่นใจ/นับวันวงสักวาจะราร้าง/เรามาสร้างบรรยากาศกันขึ้นใหม่/เมื่อเรา “หมดน้ำยา”เวลาใด/ให้น้องน้องแต่งเล่นได้สืบไปเอย” ซึ่งได้รับเสียงปรบมือตอบรับจากน้องๆ เกรียวกราวมากเลย

 

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2522 “ชมรมนักกลอน 22” ซึ่งต่อมาเป็นกลุ่มที่เรียกว่า “ชุมนุมน้ำชา วันอาทิตย์” แล้วแปรมาเป็น “สโมสรสยามวรรณศิลป์” ในปัจจุบันได้รับเชิญจากกรมศิลปากรให้แสดงสักวาเรื่องมโนห์รา ณ สังคีตศาลา วินัย ภู่ระหงษ์ จากสำนักเทวาลัยจุฬา ฯ ผู้เกริ่นแทนฝ่ายชายไปแหย่ฝ่ายหญิงออกจะแรงไปนิด

 

“สักวาวันนี้ยินดีนัก/หน้าแก่แก่พร้อมพรักหน้ายักษี/นับแต่ร้างห่างหายก็หลายปี/พบวันนี้โทรมทั้งร่างไม่สร่างซา/เป็นนักกลอนนอนเปล่าคงเหงาแย่/ขอคนแก่อย่าหนาวสั่นหวั่นผวา/มาร้อยกรองลองเล่นเป็นสักวา/เชิญคุณย่าโปรดตอบให้ชอบเอย”

 

ได้รับการปรบมือพร้อมเสียงหัวเราะ ดังยาว ซึ่งสมแล้วที่ได้รับการตอบกลับจาก คุณพิมลพรรณ ภักดีศรี อดีตนักวรรณศิลป์เจ้าพระยาท่าพระจันทร์เจ็บๆ คันๆ เช่นกัน “สักวาคนหน้าแก่นักเลงเก่า/ฟังหนุ่มเหน้ายั่วกมลเกือบทนไหว/จะจัดศึกสั่งสอนมังกรไฟ/สร้างชื่อไว้เอกลักษณ์ปีนักกลอน/ขาดน้ำมันมิเป็นไรไทยซะอย่าง/ยืนอยู่ข้างหม้อแกงเนื้อเชื่อไว้ก่อน/จะเริ่มเล่นสักวาไม่อาทร/ไม่มีใครออดอ้อนก็เล่นเอย”

 

ดูบทสักวาแล้วก็รู้ว่าตอนนั้นภาพยนตร์จีนกำลังภายใน “ศึกมังกรไฟ” กำลังดัง นอกจากนั้นก็เป็นยุคนายกรัฐมนตรี พล อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ซึ่งมีชื่อในการแกงเนื้อใส่วอดกา
และเป็นช่วงขาดแคลนน้ำมันด้วย

 

คงจะจบไม่ลงในตอนเดียว เพราะมีบทน่ารักน่าหยิกอีกหลายบทมาให้อ่านสนุกๆ ให้คิดถึงสิ่งที่เป็นสมบัติดีๆ ฝากให้อนาคตของชาติสืบสานต่อไป



------------------------------
เรื่องโดย : ประยอม ซองทอง
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2553
คอลัมน์ : ชีวิตคือความรื่นรมย์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/9HN7T

Follow autoinfo.co.th