บทความ

พระบรมสารีริกธาตุ


ผมได้รับหนังสือประมวลภาพพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งดำเนินการจัดพิมพ์โดยคุณทองดีและคุณพูนทรัพย์ หรรษคุณารมณ์ 1 ชุด ปกแข็ง จำนวน 2 เล่ม รู้สึกเป็นของที่มีคุณค่าอย่างสูง และน่าจะเป็นหนังสือที่ประมวลภาพพระบรมสารีริกธาตุได้สมบูรณ์ทุกด้าน ตั้งแต่ความชัดเจนของภาพถ่าย จนถึงความประณีตในการพิมพ์

 

การจัดทำหนังสือนี้ได้รับประทานพระเมตตาจาก เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (สมเด็จพระญาณสังวร) เป็นองค์ประธานในการจัดทำและแสดงพระสัมโมทนียกถาไว้ด้วย ดังความตอนหนึ่งว่าดังนี้

 

“หนังสือเล่มนี้ย่อมมีคุณค่าสูงนัก แก่จิตใจบรรดาผู้นับถือพระพุทธศาสนาผู้เป็นพุทธมามกะ มีพระพุทธศาสนาเป็นที่รักทั้งหลาย

 

“เพราะเป็นหนังสือเล่มแรก และเล่มเดียวที่พรั่งพร้อมด้วยภาพถ่ายจากองค์จริงของพระบรมสารีริกธาตุแห่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าและของพระสารีริกธาตุแห่งพระอรหันต์พุทธสาวกทั้งปวง แทบทั้งหมด เป็นสมบัติมีค่าหาที่เปรียบมิได้”

 

หนังสือนี้ นอกจากจะประมวลภาพอันมีค่าแล้ว ยังมีข้อมูลประกอบไว้เป็นอย่างดี ซึ่งผมต้องขออนุญาตนำบางตอนที่พุทธมามกะควรเรียนรู้มาแสดงไว้

 

ข้อมูลดังกล่าวเริ่มจากพุทธประวัติ

 

“…เมื่อประสูติจากพระครรภ์แล้ว องค์พระบรมโพธิสัตว์ได้ประทับยืนบนพื้นปฐพีด้วย พระบาททั้งสอง แล้วทอดพระเนตรไปทั่วทั้งสิบทิศ จากนั้น จึงหันพระพักตร์สู่ทิศอุดร เสด็จดำเนินด้วยพระบาทไป 7 ก้าว แล้วทรงเปล่งอาสภิวาจา (วาจาอันองอาจ) ด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะดุจเสียงท้าวมหาพรหมมีว่า

 

“เราเป็นผู้เลิศ เป็นผู้ประเสริฐที่สุด เป็นผู้เจริญที่สุดในโลก การเกิดของเราครั้งนี้เป็น ครั้งสุดท้าย ภพใหม่ไม่มีอีกแล้ว”

 

“อนึ่ง ในวันที่พระบรมโพธิสัตว์ประสูตินั้น มีมนุษย์และสัตว์กับทั้งสิ่งของที่เป็นสหชาติมงคลบังเกิดขึ้นในวันเดียวกัน รวม 7 ประการได้แก่

 

“พระนางพิมพาเทวี/พระอานนทเถระ พุทธอุปัฏฐาก/กาฬุทายี อำมาตย์/นายฉันนะ ผู้ติดตามวันออกบวช/ม้ากัณฐกะ พระราชพาหนะประจำพระองค์/ต้นพระศรีมหาโพธิ์ สถานที่ตรัสรู้ และขุมทรัพย์ทั้ง 4 มุมเมือง คือ สังขนิธิ เอลนิธิ อุบลนิธิ และ บุณฑริกนิธิ”

 

และในการถวายพระเพลิง พระเพลิงได้เผาพระพุทธสรีระพร้อมทั้งคู่ผ้า 500 ชั้นกับหีบทองและจิตกาธานจนหมดสิ้น เหลือสิ่งที่พระเพลิงมิได้เผาไหม้ด้วยพุทธานุภาพที่ทรงอธิษฐานไว้ คือ

 

“ผ้าที่ห่อหุ้มพระบรมศพชั้นใน 1 ผืน ชั้นนอก 1 ผืน/พระเขี้ยวแก้วทั้ง 4/พระรากขวัญทั้ง 2 (กระดูกไหปลาร้า) และพระอุณหิส คือ พระอัฐิส่วนของหน้าผาก”

 

“พระธาตุทั้ง 7 พระองค์นี้ คือ พระเขี้ยวแก้ว 4 พระรากขวัญ 2 พระอุณหิส 1 ยังคงอยู่ เป็นปกติไม่แตก ไม่กระจัดกระจาย ส่วนพระธาตุที่เหลือจากนั้นแตกออก มีขนาดต่างๆ กันเป็น
4 ขนาด คือ”

 

ขนาดเท่าเมล็ดถั่ว/ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร/ขนาดเท่าเมล็ดงา และขนาดเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด

 

ข้อมูลจากหนังสือเล่มนี้ ยังแจกแจงถึงส่วนของพระบริขารต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ประจำพระองค์ไปประดิษฐานยังที่ต่างๆ กัน เช่น

 

“ไม้สีพระทนต์ (ไม้สีฟัน) ไปสถิต ณ เมืองมิถิลา/ผ้าไตรจีวร ไปสถิต ณ แคว้นคันธาระ และบาตร ไปสถิต ณ เมืองปาตลีบุตร (ซึ่ง) บัดนี้ไปอยู่ลังกาทวีป”

 

คราวนี้ก็มาถึงข้อมูลเกี่ยวกับพระบรมสารีริกธาตุ หนังสือได้บรรยายไว้อย่างละเอียดและผม ขออนุญาตเรียบเรียงตามสัดส่วนของพื้นที่การเขียนเรื่องของผม ดังนี้

 

พุทธบริษัททั้งปวง ต่างมีดำริที่จะขอส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุจากกษัตริย์เมืองกุสินารา ทั้งพระเจ้าอชาตศัตรู เมืองราชคฤห์เป็นต้นซึ่งต่างได้จัดเตรียมกองทัพไว้ด้วย ในกรณี
ที่ไม่ได้ส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุแต่โดยดี

 

นอกจากพระเจ้าอชาตศัตรูแล้ว ยังมีกษัตริย์ต่างเมืองอีก 5 พระองค์ คือ กษัตริย์ศากยราชเมืองกบิลพัสดุ์/กษัตริย์ลิจฉวี เมืองเวสาลี/กษัตริย์ถูลิยะ เมืองอัลลกัปปะ/กษัตริย์โกลิยะ เมืองรามคาม และกษัตริย์มัลละ เมืองปาวา

 

พร้อมกับพราหมณ์อีก 1 เมือง คือ มหาพราหมณ์ แห่งเมืองเวฏฐทีปกะ

 

กองทัพทั้ง 7 เมืองล้อมเมืองกุสินาราไว้โดยรอบ ทำท่าว่าจะเกิดสงครามแย่งชิง พระบรมสารีริกธาตุ แต่กษัตริย์เมืองกุสินาราไม่ตกพระทัย ประกาศไม่ทรงยินยอมตามคำขู่ และก็นำไปสู่การเจรจาระหว่าง แกนนำ 7 กองทัพและกษัตริย์ผู้ครองเมืองกุสินารา

 

การเจรจาซึ่งจะมีกี่ยกก็ไม่ทราบ แต่ทราบว่าเกิดการโต้เถียงกันเผ็ดร้อน เคราะห์ดีมีพราหมณ์ ผู้หนึ่งนามว่า “โทณะ” เป็นอาจารย์ของกษัตริย์ทั้งหลายเหล่านั้น รับอาสาเป็นคนกลางเสนอขึ้นว่า ให้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุออกเป็น 8 ส่วนเท่าๆ กัน

 

ข้อเสนอของพระอาจารย์เป็นที่ตกลงกันได้ และขณะที่กษัตริย์ทั้งหลายทอดพระเนตรเห็นพระบรมสารีริกธาตุก็ถึงกับร่ำไห้รำพึงรำพันถึงพระบรมศาสดา

 

พระอาจารย์โทณะ สบโอกาสหยิบเอาพระเขี้ยวแก้วเบื้องชวาด้านบนซ่อนไว้ในผ้าโพกศีรษะแล้วจึงดำเนินการแบ่งด้วยการใช้ทะนานตวง ซึ่งตวงได้ทั้งหมด 16 ทะนาน แบ่งให้
พระนครทั้งแปด นครละ 2 ทะนาน

 

อีเวนท์ของพระอาจารย์โทณะ มิได้รอดพ้นพระเนตรของสมเด็จพระอมรินทราธิราช ซึ่งเมื่อได้ทอดพระเนตรการอันไม่บังควร เพราะพราหมณ์โทณะนั้นไม่สามารถจะทำสถานที่
บรรจุพระบรมสารีริกธาตุเพื่อเป็นที่สักการบูชาอันเหมาะสมได้ จึงเสด็จลงมานำพระเขี้ยวแก้วนั้นไปบรรจุในพระโกศทอง แล้วอัญเชิญไปประดิษฐานในพระจุฬามณีเจดีย์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

 

พระอาจารย์โทณะ เมื่อรู้ว่าพระเขี้ยวแก้วหายไปจากผ้าโพกศีรษะ ก็สำนึกได้ถึงการควรไม่ควร จึงได้ขอเพียงทะนานสำหรับตวงพระบรมสารีริกธาตุ ไปก่อสถูปบรรจุไว้เพื่อสักการะ

 

ต่อมา กษัตริย์เมืองโมริยะได้สดับข่าวพระพุทธองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว จึงส่งราชทูตมาขอส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุบ้าง และเมื่อทราบว่าพระบรมสารีริกธาตุได้แบ่งไปยังนครต่างๆ หมดแล้ว จึงได้นำพระอังคาร (เถ้า) กลับสู่พระนคร

 

พระสถูปที่สร้างขึ้นสมัยต้นแห่งปรินิพพานนั้นมี 10 แห่งด้วยกัน คือ

 

ที่เมืองราชคฤห์ ของพระเจ้าอชาตศัตรู/ที่เมืองกบิลพัสดุ์ ของกษัตริย์ศากยราช/ที่เมืองเวสาลี ของกษัตริย์ลิจฉวี/ที่เมืองอัลลกัปปะ ของกษัตริย์ถูลิยะ/ที่เมืองรามคามของกษัตริย์โกลิยะ/ที่เมืองปาวา ของกษัตริย์มัลละแห่งปาวา/ที่เมืองเวฏฐทีปกะของมหาพราหมณ์/ที่เมืองกุสินารา ของกษัตริย์มัลละแห่งกุสินารา

 

ที่เมืองปิปผลิวัน ของกษัตริย์โมริยะ ซึ่งทรงสร้างพระสถูปบรรจุพระอังคาร เรียกว่าอังคารสถูป หรือ อังคารเจดีย์

 

และแห่งที่ 10 คือ ที่เมืองกุสินารา พราหมณ์โทณะ พระอาจารย์ของกษัตริย์ทั้งหลาย สร้างพระสถูปบรรจุทะนานตวงพระบรมสารีริกธาตุ เรียกว่า ตุมพสถูป หรือ ตุมพเจดีย์

 

ส่วนพระธาตุ 7 พระองค์ ที่ไม่แตกทำลาย ได้มีผู้นำไปประดิษฐานไว้ตามที่ต่างกัน คือ

 

พระเขี้ยวแก้วเบื้องบนด้านขวาและพระรากขวัญเบื้องขวา นำขึ้นไปประดิษฐานในพระจุฬามณีเจดีย์ ณ ดาวดึงส์เทวโลก

พระเขี้ยวแก้วเบื้องล่างด้านขวา ณ แคว้นกาลิงคะ บัดนี้ไปสถิต ณ ลังกาทวีป

พระเขี้ยวแก้วเบื้องล่างด้านซ้าย ประดิษฐานอยู่ในภพของพญานาค

พระเขี้ยวแก้วเบื้องบนด้านซ้าย ประดิษฐาน ณ แคว้นคันธาระ

พระรากขวัญเบื้องซ้ายและพระอุณหิส ประดิษฐานในทุสสเจดีย์ ณ พรหมโลก

พระทนต์อีก 36 องค์ พระโลมาทั่วพระวรกาย และพระนขาทั้ง 20 นั้น เทพยดาในหมื่นจักรวาลนำไปบูชาจักรวาลละองค์

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความโดยย่อ เป็นบทสรุปของข้อมูลซึ่งมีรายละเอียดอันควรค่าแก่ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง จากหนังสือเล่มดังกล่าวแล้ว

 

ด้วยความขอบพระคุณครับ



------------------------------
เรื่องโดย : บรรเจิด ทวี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2553
คอลัมน์ : เล่นท้ายเล่ม
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/WPZhk

Follow autoinfo.co.th