บทความ

เราเจริญกว่าฝรั่ง


เมื่อผมเป็นเด็กและจนกระทั่งบัดนี้ ได้รับการปลูกฝังให้เกิดความเชื่อมาโดยตลอดว่า ไทยเป็นชนชาติที่เจริญกว่าฝรั่งมังค่า ด้วยการเปรียบเทียบง่ายๆ ในบางกรณี เช่น ฝรั่งไม่รู้ที่ต่ำที่สูงทะลึ่งเล่นหัวเล่นหูคนอื่น ไทยเราไม่ใช้เท้าชี้อย่างฝรั่ง ไทยไหว้ได้อ่อนช้อย งดงามมาก แต่ฝรั่งยกมือเฮๆ ไฮๆ ไม่สุภาพ นี่คือ ข้อมูลหลักๆ ที่เราฟันธงว่า ฝรั่งแย่กว่าไทย เจริญแต่ทางวัตถุไม่เจริญทางด้านจิตใจ

 

ความเชื่อกับความเป็นจริง ใช่จะตรงกันเสมอไป หากพิจารณาโดยถ่องแท้รอบด้านชักไม่แน่ใจว่าเราเป็นชนชาติที่เจริญ หรือศิวิไลกว่าฝรั่ง

 

โดยเฉพาะช่วง 3-4 ปี ที่ประเทศเราวุ่นวายขายปลาช่อน จากการปั่นหัวของฝ่ายการเมือง จนประชาชนคนไทยเกิดการแบ่งฝ่ายแบ่งพวก ทำท่าจะเป็นสงครามกลางเมือง ปรากฏว่าสิ่งที่พวกเราแสดงออก กลับส่อไปในทางตรงกันข้าม เรากำลังทำตัวย้อนยุค เลียนแบบชนชาติฝรั่งเมื่อหลายร้อยหรือหลายพันปีมาแล้ว

 

คือ ชอบการใช้กำลัง ใช้ความป่าเถื่อน ไม่ยึดเหตุผล ไม่ยึดความถูกต้อง ปั้นน้ำเป็นตัว โกหกหลอกลวง ใส่ร้ายป้ายสี งมงายในทุกเรื่อง ยึดกระแสความนิยมชมชอบส่วนตัวเป็นที่ตั้งชาติบ้านเมืองจะเป็นอย่างไรไม่สนใจ กูจะเอาของกูอย่างนี้

 

พฤติกรรมที่กำลังเกิดขึ้นกับคนไทย มันเกิดขึ้นกับพวกฝรั่งมานมนานแล้ว เช่น เชื่อเรื่องแม่มดฆ่ากันเพราะอยู่คนละนิกายของศาสนา เถียงกันรบกัน เพราะโลกกลมหรือแบน การแบ่งกลุ่มแย่งอำนาจ สงครามกลางเมืองจึงเกิดขึ้นตามพื้นที่ต่างๆ ผู้คนล้มตายมากมาย ในที่สุดเขาจึงพัฒนามาเป็นฝรั่งยุคปัจจุบัน ที่มีความเจริญกว่าเราแทบทุกด้าน

 

ยกตัวอย่างใกล้ตัวให้เห็นง่ายๆ ก็ได้

 

คนบ้านเราทุ่มเถียงเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ในที่สุดเราตัดสินไม่ได้เลยว่า ใครผิดใครถูก เพราะเรายึดเอาอารมณ์ เอาตัวกูพวกกูเป็นที่ตั้ง ต่างชี้หน้าอีกฝ่ายว่า เอ็งนั่นแหละผิด จบไม่ลงแทบทุกเรื่อง มีกฎกติกาเขียนไว้ชัดเจน ก็เถียงไม่ตกฟาก อ้างว่ากฎระเบียบใช้ไม่ได้ไปโน่นเลย โรงศาลของเราซึ่งฝรั่งยังให้ความเชื่อถือ แม้เป็นประเทศด้อยพัฒนา เมื่อพิจารณาคดีต่างๆ อย่างยากเย็นแล้วตัดสินอะไรออกมา พวกที่ไม่ได้ดังใจ กล้าด่าศาลของเราเฉยเลย ศาลก็หน่อมแน้ม (พูดตรงๆ ยังงี้แหละ) ไม่กล้าเอาผิด ทั้งๆ ที่ทำได้แล้วเราจะพึ่งใคร เมี่อไม่ยึดเหตุผลความถูกต้องกันขนาดนี้ แล้วทะลึ่งบอกว่า เราเจริญกว่าฝรั่ง ที่เขาอยู่กันอย่างมีเหตุมีผล รู้แพ้รู้ชนะได้อย่างไร

 

เรื่องการด่าทอหยาบคาย ใส่ร้ายป้ายสี ขาวเป็นดำ ดำเป็นขาว ระยะหลังก็สุดกู่ ไม่มีชนชาติไหนเสมอเหมือน แถมยังพึ่งพากฎหมายก็ไม่ได้ จับปุ๊บได้ประกันปั๊บ เผลอๆ หนีประกันเฉยเลย กว่าจะดำเนินคดีฟ้องร้อง กว่าจะมีการตัดสินคดี รอจนเหนียงยานแล้วยานอีกไม่รู้กี่รอบ โทษทัณฑ์ก็ไม่เป็นไปตามหลักสากลที่เขาเอาจริงเอาจัง ปรับสินไหมก็เอาถึงล่มจม เพื่อให้เข็ด ป้องปรามให้สังคมสงบสุข เป็นอย่างนี้แล้ว เราจะคุยว่าเจริญกว่าฝรั่งได้หรือพี่น้อง

 

เจาะลงไปในด้านคุณภาพความเป็นคน ชัดเจนว่า ฝรั่งเขาใช้สติปัญญา ค้นคว้าสร้างสารพัดสิ่งที่ก้าวหน้า ให้เราได้เห็นได้บริโภค บ้านเมืองเราแท้ๆ เขามาตั้งห้าง เอาของเราวางขายลูกจ้าง คือ พวกเราตาดำๆ แทบทั้งหมด ฟันกำไรกลับไป นั่นคือ ความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการของเขา ขณะที่พวกเราอยู่ในข่ายที่เรียกว่า “การศึกษาล้มแหลว”เล่าเรียนแบบซังกะตาย หรือไม่ได้เรียน เป็นอย่างนี้มาช้านาน เราจึงอุดมแต่ผู้คนที่ด้อยสติปัญญา ตามไม่ทันคนที่เขาฉลาดแต่คดโกง แถมยังตกเป็นเหยื่อให้จูงจมูก
ไปทางไหนก็ได้ การทำมาหากินก็ขายแรงงานเป็นที่ตั้ง ฐานะรายได้ไม่สมดุลรายจ่ายตะเกียกตะกายอยู่ไปวันๆ ใครเจริญกว่า คงตอบได้ไม่ยาก

 

ย้อนมาถึงเรื่อง ”งมงาย” อีกอย่างหนึ่ง โลกเจริญนักหนา โดยเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ฝรั่งไปถึงไหนๆ กันแล้ว แต่เรายังเชื่อเรื่องเหลวไหลสารพัด ไม่ว่าหมอดู (จำพวกมีวาระซ่อนเร้น)โชคลาง คำเล่าลือ ขูดก้อนหิน ขูดต้นไม้ กราบไหว้ซากสัตว์พิการ ขอหวย แม้กระทั่งยารักษาโรคก็งมงายสุดๆ มิจฉาชีพชักนำไปทางไหนก็ไป ซื้อมากินมาถูมาทามาหยอด เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายก็ยอม ไม่รู้ว่าเขาเจริญกว่าเราหรือเปล่า

 

ที่ว่ามาทั้งหมด ไม่ได้หมายความว่า ยกย่องฝรั่งเป็นบิดาหรือเทวดา แต่สะท้อนความจริงออกมาเพื่อให้เราปรับเนื้อปรับตัวเสียที ขืนช้าไป เราจะเป็นชนชาติที่ชาวโลกเขามองดูอย่างสมเพชขณะที่เรายังหลงเข้าใจว่า เราวิเศษเสียเหลือเกิน แถมยังอ้างประชาธิปไตยแบบป่าๆ เถื่อนๆพากันเข้ารกเข้าพงจนกู่ไม่กลับ รู้ตัวอีกทีก็แย่จนแก้ไม่ไหว ก็เท่านี้เอง ครับผม

 

เรื่องคดีความขอยกยอดเพราะเนื้อที่หมดซะก่อน คงไม่ว่ากัน อ้อ ที่เขียนรำพึงรำพันมาข้างต้นคล้ายๆ กับที่ผมนำลงสิ่งพิมพ์แห่งหนึ่งก่อนหน้านี่แล้ว แต่เชื่อโดยสุจริตใจว่า น่าจะเป็นประโยชน์น่าจะเตือนสติพวกเราได้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาคนพัฒนาชาติบ้านเมืองให้ดีขึ้น ไม่ย่ำอยู่กับที่หรือถอยหลังลงคลองน้ำเน่า จึงขออนุญาตโต้โผใหญ่ของหนังสือฉบับนี้มาอย่างแรงขอฉายซ้ำอีกครั้ง

 

อ้อ มีของแปลกมาแถมนิดหนึ่งเกี่ยวกับรถรา เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของหนังสือบ้าง

 

ท่านเชื่อไหมว่า ประเทศที่เขาผลิตมอเตอร์ไซค์ขายไม่รู้กี่ยี่ห้อ โกยเงินพวกเราไปบานเบิกตลอดมา และคงจะตลอดไป ปรากฏว่าคนของเขาแทบไม่ได้ขับขี่ หรือใช้มอเตอร์ไซค์กันเลยหมายความว่า เขาไม่ยอมเสี่ยงตายกับเนื้อหุ้มเหล็ก ประกอบกับเขามีระบบขนส่งมวลชนที่เลิศ พึ่งพาได้อย่างทั่งถึง จึงปล่อยให้เราซื้อ และ “ซิ่ง” มอเตอร์ไซค์กันทั้งประเทศสังเวยชีวิตไปแล้วนับจำนวนไม่ถ้วน คงไม่ต้องบอกหรอกเนอะ ว่าประเทศไหนพวกเราตาดำๆ คงตอบได้ชัวร์



------------------------------
เรื่องโดย : จอมยุทธ
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2553
คอลัมน์ : ร่มไม้ชายศาล
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/nDpRH

Follow autoinfo.co.th