บทความ

เคียวอิจิ ทานาดะ


“โตโยตา” ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์โลก เตรียมก้าวสู่การฉลองความสำเร็จการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยครบรอบ 50 ปี แต่สำหรับการรับหน้าที่เป็นผู้นำในการก้าวไปข้างหน้าไม่ได้เป็นเรื่องที่ง่ายนัก “ฟอร์มูลา” สัมภาษณ์พิเศษ เคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

 

ฟอร์มูลา : คุณมีประสบการณ์ในการทำงานที่ใดมาบ้าง ?

ทานาดะ : ผมเริ่มทำงานกับ โตโยตา ตั้งแต่ปี 2522 โดยเริ่มทำงานเกี่ยวกับตลาดทั่วโลก 4 ปี แล้วย้ายมาดูแลการขาย ในเอเชีย ดูแลประเทศไทย ลาว เวียดนาม 2 ปี หลังจากนั้น มีโอกาสได้อยู่เมืองไทย ตั้งแต่ปี 2528 จนถึง 2534 เป็นผู้ประสานงาน หลังจากนั้นไปอยู่ฝ่ายขายอีก 4 ปี ก่อนไปทำการตลาด และมาอยู่ที่ญี่ปุ่น ทำงานให้เอเจนซี ในเครือ โตโยตา จนถึงปี 2552 จึงย้ายกลับมาดูแลที่ประเทศไทย

 

ฟอร์มูลา : โตโยตา ในอดีต กับ ปัจจุบัน มีความแตกต่างกันอย่างไร ?

ทานาดะ : ตลาดในประเทศไทยเติบโตอย่างมาก เทียบกับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ทั้งในด้านการผลิตและยอดขาย ปีแรกที่อยู่มียอดขายประมาณ 22,000 คัน จนถึง 78,000 คัน ตลาดรวมมีประมาณ 300,000 คัน ถือว่าเล็กมาก แต่จนถึงปัจจุบันคาดว่าปีนี้น่าจะเกิน 600,000-650,000 คัน โตโตยา ตั้งเป้ามียอดขายรวม 250,000 คัน และตลาดส่งออกอีกประมาณ 500,000 คัน ถือว่าโตมากกว่า 20 เท่า ผมรู้สึกดีใจกับ โตโยตา ประเทศไทย ที่ทุกสิ่งทุกอย่างขยายเติบโตเพิ่มขึ้น รวมถึงขีดความสามารถของคนไทยที่พัฒนาเพิ่มขึ้นไปด้วย

อีกอย่างที่ผมรู้สึกภูมิใจอย่างมาก คือ โตโยตา ไม่ใช่บริษัท ฯ ที่ผลิตสินค้าจำหน่ายเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยอีก 2 ปี โตโยตา จะฉลองครบรอบ 50 ปี โตโยตา จะจัดกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการถนนสีขาว ซึ่งเป็นโครงการที่ผมเริ่มทำตั้งแต่อยู่เมืองไทยครั้งก่อน รวมถึงยังมีโครงการอื่นๆ อีกหลากหลายโครงการเพื่อตอบแทนลูกค้า โตโยตา

 

ฟอร์มูลา : คุณมองว่าสถานการณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ ในปี 2553 นี้จะเป็นอย่างไร ?

ทานาดะ : ตลาดรวมของปีนี้น่าจะอยู่ที่ 650,000 คัน เนื่องจากปีที่แล้วตลาดรวมอยู่ที่ 550,000 คัน ถือว่าตลาดตกลงมาก ทำให้มองว่าตลาดปีนี้จะมีโอกาสเติบโตไปในทางที่ดี ส่วน โตโยตา ตั้งเป้ามีส่วนแบ่งการตลาด 42 %

 

ฟอร์มูลา : คุณวางนโยบายและทิศทางไว้อย่างไรบ้าง ?

ทานาดะ : บริษัท ฯ วางแผนเน้นภาพลักษณ์ขององค์กรและผลิตภัณฑ์ ซึ่งด้านผลิตภัณฑ์นั้น จะเน้นที่คุณภาพ มาตรฐาน ให้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก และถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก จนปัจจุบันกำลังการผลิตของประเทศไทยไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด

 

ฟอร์มูลา : คุณวางแผนในส่วนของโรงงาน บริษัท ฯ จะมีการลงทุนเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ ?

ทานาดะ : ปัจจุบัน โตโยตา มีอยู่ 4 โรงงาน มีกำลังการผลิตปีละ 550,000 คัน แต่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ โดยบริษัท ฯ วางแผนที่จะขยายกำลังการผลิตเพิ่มในอนาคตอย่างแน่นอน โดยได้ศึกษาถึงการขยายการผลิตที่โรงงานบ้านโพธิ์ ซึ่งปัจจุบันมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 100,000 คัน ยังมีพื้นที่เหลือที่จะขยายได้ถึง 400,000 คัน

โรงงานบ้านโพธิ์ เป็นโครงการของการผลิตเพื่อการส่งออกไปทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดรถขนาด 1 ตัน และหากตลาดส่งออกดีขึ้น บริษัท ฯ ก็ต้องตัดสินใจขยาย ซึ่งจะว่าไปแล้วปัจจุบันเศรษฐกิจเริ่มมีการฟื้นตัวขึ้นแล้ว แต่บริษัท ฯ ได้ใช้วิธีการเพิ่มกำลังการผลิต ด้วยการเพิ่มการทำงานจาก 1 กะ เป็น 2 กะ

ทั้งนี้การผลิตของโรงงาน ปัจจุบันจะเป็นตลาดส่งออก 55 % และในประเทศ 45 % นอกจากนี้ในตลาดบางประเทศมีความต้องการมากยิ่งขึ้น เช่น มิลเดิลอีสต์ ตะวันออกกลาง ซาอุดิอาระเบีย โอมาน รวมถึงออสเตรเลีย ทำให้บริษัท ฯ วางแผนถึงแนวทางแก้ไขเรื่องการผลิตไม่ทันไว้ 3 ประการ คือ เร่งการผลิตให้ทันกับความต้องการ โดยทำโอทีเพิ่มขึ้น การให้ครอบครัว โตโยตา ที่สามารถผลิตรถพิคอัพ ช่วยผลิตบางรุ่น เช่น ประเทศ อินโดนีเซีย และบราซิล

ส่วนแผนสุดท้าย เป็นการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตที่โรงงานบ้านโพธิ์ ที่ยังมีพื้นที่เหลือ จาก 100,000 เป็น 200,000 คัน ซึ่งเป็นแผนที่ต้องเตรียมความพร้อม เนื่องจากคาดว่าจะรองรับได้เต็มที่ปีนี้เท่านั้น เนื่องจากการลงทุนเรื่องของโรงงาน หากตัดสินใจจะต้องใช้เวลาประมาณ 8-9 เดือน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของบริษัทแม่ สำหรับเงินลงทุนคาดว่ารวมกันน่าจะไม่เกิน 10,000 ล้านบาท คาดว่าปีหน้าจะสรุปผล เพราะอีก 2-3 ปี ตลาดทั่วโลกก็จะเติบโตเพิ่มขึ้นอีกอย่างแน่นอน

 

ฟอร์มูลา : ในปีนี้จะเปิดตัวรถรุ่นใหม่กี่รุ่น ?

ทานาดะ : บริษัท ฯ วางแผนไว้ว่าประมาณครึ่งปีหลัง น่าจะมีการแนะนำรถรุ่นใหม่ออกสู่ตลาดอีกประมาณ 1 รุ่น

 

ฟอร์มูลา : คุณมองว่าในปีนี้ตลาดรถพิคอัพ จะกลับมาฟื้นตัวเหมือนเดิมหรือไม่ ?

ทานาดะ : ผมมองว่าตลาดรถพิคอัพปีนี้จะเริ่มฟื้นตัวขึ้น ซึ่งถือว่าส่งผลดีต่อ โตโยตา โดยเฉพาะตลาดต่างจังหวัด รถพิคอัพ 1 ตัน มียอดขายเพิ่มขึ้น โดยเห็นได้จากราคาพืชผลเกษตรกรดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ยางพารา ข้าว ดอกเบี้ยราคาไม่สูง ราคาน้ำมันดี ทุกอย่างดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่รถเก๋งก็ยังเติบโตต่อเนื่อง เพราะมีรถรุ่นใหม่ออกสู่ตลาด

 

ฟอร์มูลา : คุณมีความเห็นเรื่องพลังงานทางเลือกอย่างไร ?

ทานาดะ : โตโยตา ได้คิดค้นและพัฒนาในหลายอย่าง เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่าอะไรดีที่สุด แต่ โตโยตา ก็ได้แนะนำผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงาน ซีเอนจี ไฮบริด อีโคคาร์ ก่อนหน้านี้ก็มี เอธานอล อี 10 และ 20 ส่วน อี 85 ได้มีการเตรียมไว้แล้ว แต่การแนะนำออกสู่ตลาดต้องมีการศึกษาตลาดก่อนว่าตลาดตอบรับมากน้อยเพียงใด ผมมองอีกว่าระยะ 10 ปี นี้ ไฮบริดดีที่สุด หลังจากนั้นรถไฟฟ้าอาจจะมีโอกาส

 

ฟอร์มูลา : คุณวางแผนงานเกี่ยวกับโครงการอีโคคาร์ไว้อย่างไร ?

ทานาดะ : ปัจจุบันรถในโครงการอีโคคาร์ นิสสัน เป็นเจ้าแรกที่แนะนำรถออกสู่ตลาดแล้ว และต่อจากนี้จะเป็น ฮอนดา และซูซูกิ ส่วน โตโยตา มองว่าลูกค้าคนไทยไม่ได้ต้องการเพียงรถที่ประหยัดพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการรถที่ขับสนุก มีอัตราเร่งที่ดี จึงได้แนะนำ รถไฮบริดออกสู่ตลาด อีกทั้งรัฐบาลให้การสนับสนุนเรื่องของการลดอัตราภาษีนำเข้าชิ้นส่วน ทำให้รถมีราคาไม่แพง อีกทั้งยังทำให้ลูกค้ามีทางเลือกที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ส่วนโครงการอีโคคาร์นั้น โตโยตา ก็ไม่ได้นิ่งเฉยมีการพัฒนาและเตรียมความพร้อมไว้แล้ว เพียงแต่ว่า รถอีโคคาร์ เป็นรถเครื่องยนต์ 1,200 ซีซี เหมาะกับการใช้ในเมืองมากกว่า จึงตัดสินใจเลือกไฮบริดก่อน นอกจากนี้ยังได้ทำการวิจัยกับรถรุ่นอื่นๆ อีกด้วย

 

ฟอร์มูลา : คุณคิดว่าการทำงานของคนไทยในปัจจุบันมีความสามารถเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด ?

ทานาดะ : เทียบกับสมัยก่อน ดีขึ้นมาก ขีดความสามารถของคนไทยมีการพัฒนาศักยภาพมากขึ้น สามารถเทียบเท่ากับญี่ปุ่นได้ ดังจะเห็นได้จากการผลิตรถพิคอัพในปัจจุบัน ญี่ปุ่นไม่ได้ผลิตแล้ว แต่เป็นการผลิตที่ประเทศไทยและส่งออกไปทั่วโลก นั่นหมายถึง คุณภาพมาตรฐานการผลิตรถในไทยเทียบเท่าสากล

ต่อไปในอนาคต อยากให้คนไทยพัฒนาสินค้าที่เมืองไทย ทั้งในด้านวิจัยและพัฒนา จนถึงกระบวนการผลิต ที่ทุกอย่างทำโดยคนไทย ซึ่งผมมองว่าน่าจะมีความเป็นไปได้

 

ฟอร์มูลา : คุณวางเป้าหมายการทำงานในเมืองไทยไว้อย่างไร ?

ทานาดะ : อยากให้คนไทยเป็นตัวแทนการทำงานต่อจากผม โตโยตา อยู่ในเมืองไทยมายาวนานกว่า 40 ปี จึงอยากให้คนไทยบริหารงาน เพราะ โตโยตา เป็นของคนไทย ไม่ใช่ญี่ปุ่น ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก แต่ผู้บริหารคนไทยจะต้องมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และพยายามให้ดีที่สุด



------------------------------
เรื่องโดย : นุสรา เงินเจริญ
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2553
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/k7D5M

Follow autoinfo.co.th