บทความ

ภัยในห้องโดยสารรถใหม่


ขณะนี้พวกเรากำลังซื้อรถใหม่กันอย่างเมามัน สำหรับผู้ที่อยู่ในฐานะสมควรแก่การซื้อรถใหม่ ผมไม่พูดถึงอยู่แล้วครับ มันเป็นเรื่องธรรมดา แต่เท่าที่พบเห็นผู้คนจำนวนไม่น้อย ไม่อยู่ใน ฐานะดังที่ว่า บางคนทำงานตัวเป็นเกลียว เพื่อผ่อนพาหนะคันใหม่ ทั้งๆ ที่คันเดิมก็ยังใช้การได้ดี บางคนซื้อมาแล้วยังไม่รู้เลยว่าซื้อมาทำไม จำเป็นหรือไม่ เพราะเห็นเขาซื้อกันเขาว่าน่าซื้อ หรือไม่ก็เพราะสวยดี อดใจไม่ไหว เลยขอลงชื่อสมัครเป็นทาสขาประจำของทรัสต์ต่อไปอีกสัก 4-5 ปี อย่างชื่นมื่น

 

แน่นอนครับ รถใหม่นั้นโอกาสเสียมีน้อยกว่ารถคันเดิม หรือรถใช้แล้ว แต่ไม่ใช่ข้ออ้างที่มีน้ำหนักพอจะมาหักล้างกับการเป็นหนี้สิน ขึ้นชื่อว่ารถนี่จอดไว้เฉยๆ มูลค่าของมันก็ลดลงไปทุกวันแล้วครับ โดยเฉพาะรถใหม่ซึ่งราคาตกรวดเร็วมากในระยะแรกคงไม่ต้องยกตัวอย่างนะครับ ลองประมาณหยาบๆ ก็ได้ว่ารถใหม่ของเรา(หรือลองสมมติคันที่หมายตาไว้ก็ได้) จะมีค่าลดลงสักเท่าไรในอีก 2 ปีข้างหน้าเอา 24 หารออกมา จะเห็นว่าคุณ “เผาเงินทิ้ง” เดือนละเท่าไร แล้วค่าอะไหล่ค่าซ่อมของรถคันใหม่ที่เสียไม่บ่อยนี่ อาจจะสูงกว่าคันเดิมที่ต้องซ่อมบ่อยกว่าก็ได้ครับ

 

ถ้าคุณขยับซื้อรถระดับสูงขึ้น ใครที่เช่าบ้านอยู่ ผมว่าเอาไปผ่อนบ้าน ผ่อนที่ดินเป็นของตัวเองจะคุ้มกว่า ถึงมีอยู่แล้ว ซื้อเพิ่มอีกก็ได้ เพราะมูลค่ามันเพิ่มขึ้นอยู่ทุกวัน ซึ่งตรงกันข้ามกับรถ หรือไม่ก็ฝากธนาคารทุกเดือนไว้เป็นทุนให้ลูกศึกษา หรือเก็บไว้เป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินยามเจ็บป่วยก็ยังคุ้มกว่ามาก (สมัยนี้บางโรคทำให้เรากลายเป็นคนจน หรือหมดเนื้อหมดตัวเพราะค่ารักษาได้จริงๆ ครับ)

 

ผมยังไม่เคยพบใครที่ซื้อรถใหม่แล้วไม่ยินดียินร้ายกับมัน ทุกคนที่ผมเห็นล้วนปลาบปลื้มกับมันทั้งนั้น บางคนเปลี่ยนบุคลิกกลายเป็นเด็กไปได้ภายในพริบตาด้วยรูปทรงถูกใจสีใหม่มันปลาบ พอก้าวเข้าไปนั่งสูด “กลิ่นรถใหม่” ให้เต้มปอด อ้า !… ชื่นใจอะไรปานนี้

 

กลิ่นเหล่านี้มาจากไหน และกลิ่นอะไร ? ถ้าแบ่งอย่างหยาบๆ เพื่อไม่ให้ยุ่งยากก็ต้องบอกว่ามันคือกลิ่นของพลาสติค และกาวภายในห้องโดยสาร ซึ่งนับวันจะมีบทบาทมากขึ้น ทุกทีในรถยุคนี้ ประมาณกันว่าเป็นน้ำหนักถึง 150 กก. หรือถึง 13 % ของน้ำหนักรถ

 

สถาบันวิจัยแห่งหนึ่งในเยอรมนี พบว่า มีสารเคมีที่เป็นไอพิษอยู่ภายในห้องโดยสารของรถยนต์นั่งเป็นจำนวนถึง 250 อย่าง ชื่อเสียงของมันทั้งอ่านและจำยาก แค่เรียกชื่อให้ถูกต้องก็เมื่อยลิ้นแล้วครับ เรามารู้จักพิษภัยของมันก็คงพอ มีตั้งแต่ทำให้หายใจขัดปวดศีรษะอย่างรุนแรง คลื่นไส้ ตาอักเสบ เวียนศีรษะ ผิวหนังเป็นผื่นคัน และบางครั้งอาจถึงขั้นทำให้ทารกในครรภ์พิการได้ ส่วนเด็กเล็กที่สูดไอพิษเหล่านี้เข้าไปก็มีโอกาสเป็นโรคหอบหืดได้

 

ไอพิษเหล่านี้ออกมาจากชิ้นส่วนที่ทำจากพลาสติค และกาวภายในห้องโดยสารอยู่ตลอดเวลา และจะรุนแรงขึ้นอีกเมื่อถูกความร้อน เช่น ขณะจอดรถตากแดดและปิดกระจกไว้ไอพิษจะจับตัวเกาะอยู่ที่ผิวทุกส่วนของห้องโดยสาร เช่น กระจกทุกบาน โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ ผมขอแนะนำให้สังเกตดูว่ามีอาการกำเริบตั้งแต่ใช้รถนั้นหรือไม่ทางที่ดีลองหยุดใช้รถนั้นสัก 2-3 วัน เพื่อหาสาเหตุครับ ในต่างประเทศเขาพิสูจน์ได้ว่าบางคนแพ้สารที่วงพวงมาลัยพลาสติคคายออกมา ก็แก้ไขได้โดยการเปลี่ยนมาใช้พวงมาลัยทำด้วยไม้ หรือหุ้มหนังแท้ บางครั้งก็มีสาเหตุมาจากยางหุ้มด้ามเกียร์เท่านั้นเอง

 

ที่ร้ายกาจเช่นกัน คือ บรรดาอุปกรณ์ที่เราซื้อมาใส่เพิ่มนั่นแหละครับ โดยเฉพาะยางปูพื้นทำในประเทศไทยแดนเสรีที่ใครจะผลิตจากวัสดุมีพิษเพียงใดก็ได้ ผู้ที่มีอาการกำเริบอย่าลืมลองเอาแผ่นยางอุบาทว์นี้ออกไปไว้นอกรถดูนะครับ ว่าใช่สาเหตุหรือไม่ ผมขอแนะนำให้ใช้ของจากต่างประเทศที่เขามีมาตรฐานควบคุม หรืออย่างน้อยใช้ชนิดที่เป็นพรมก็ยังดีครับ

 

นอกจากนี้ วัสดุที่ทำหน้าที่ตรงกันข้ามกับกาวก็คายไอพิษร้ายแรงได้ไม่น้อยครับ ผมหมายถึงสารที่ผู้ผลิตใช้ทาแม่พิมพ์เพื่อให้ชิ้นส่วนพลาสติคหลุดล่อนจากแม่พิมพ์ได้ง่าย สารเหล่านี้ย่อมติดค้างอยู่ที่ผิวของชิ้นส่วนต่างๆ ภายในรถอย่างแน่นอน

 

วิธีปฏิบัติที่ถูกต้องสำหรับผู้ที่ซื้อรถใหม่ คือ การทำให้ไอพิษเหล่านี้ลดลน้อยลงโดยเร็วที่สุดโดยการ

 

1. ทำความสะอาดชิ้นส่วนเหล่านี้ภายในห้องโดยสาร เช่น แผงหน้าปัด พวงมาลัย เบาะที่ทำจากหนังเทียม แผงประตู แผงบังแดด โดยใช้ผ้าชุบน้ำละลายสารทำความสะอาก
ประเภทสบู่ เช่น น้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างคราบไขมัน ผงซักฟอก หรือสบู่ธรรมดาก็ได้ เช็ดหลายๆครั้ง แล้วเช็ดด้วยผ้าชุบน้ำเปล่าอีกครั้ง

2. หาทางระบายอากาศในห้องโดยสารให้บ่อยและนานที่สุด เช่น เปิดกระจกทั้ง 2 ข้างระบายอากาศขณะใช้งานทุกครึ่งชั่วโมง

 

ขณะจอดตอนกลางวันถ้ามีที่เพียงพอ และปลอดภัยควรเปิดประตูทุกบานทิ้งไว้ ซึ่งคงทำได้ ขณะจอดในบ้านและเป็นตอนกลางวันเท่านั้น ถ้าเปิดทิ้งไว้ทั้งคืน รุ่งเช้ายุงจะแห่มาอาศัยเต็มไปหมด ไล่ไม่ไปด้วยครับ เพราะมันจะบินเข้าหาแต่ที่มืดภายในรถ

 

ถ้าเป็นเวลากลางคืนควรปิดประตู แต่แง้มกระจกหน้าต่างไว้สัก 1 นิ้วทุกบาน เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้ ทำแบบนี้สักระยะหนึ่ง “กลิ่นใหม่” เหล่านั้นก็จะหายไปเอง



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2553
คอลัมน์ : รู้ลึกเรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/s2ioo

บทความที่เกี่ยวข้อง

ฮอนดา เอนเอสเอกซ์ 2017 ซูเพอร์คาร์แห่งอนาคต
ขุมพลังใหม่จากแดนมังกร
เคล็ดลับความประหยัดของ เชฟโรเลต์ ครูซ 2018
อัพเดทล่าสุด
25 Sep 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,549,000
3.
1,749,000
4.
2,249,000
5.
4,590,000
6.
1,999,000
7.
3,990,000
8.
3,065,000
9.
2,790,000
10.
5,490,000
11.
1,354,000
12.
3,399,000
13.
750,000
14.
1,129,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th