บทความ

ฟ้ากระจ่าง


อึมครึมกันมานาน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง ความวุ่นวายในเมืองใหญ่ ที่วิตกกังวลกันว่าจะไปกระทบกับตลาดรถยนต์เข้า แต่พอจบไตรมาสแรกของปี กลับกลายเป็นว่า สภาพทางเศรษฐกิจ ที่มองไม่ค่อยกระจ่างใสเท่าไรนัก กลับเป็นตัวนำ ทำให้ยอดการขายรถยนต์พุ่งกระฉูด ไตรมาสเดียว ขายมากกว่าปีที่แล้วเกินครึ่ง 54.8 %

 

และหลังจากงานแสดงรถยนต์ที่ไบเทค เสร็จสิ้น เพียงวันรุ่งขึ้น ข่าวยอดการจองซื้อรถยนต์ในงานก็กระจายไปในหลายสื่อ เริ่มกันที่ตัวเลขตั้งแต่ 22,000/25,000 แต่ไปจบเอาที่ตัวเลขจอง 27,000 คัน โดยมีดาวรุ่งน้องใหม่คนเล็ก จาก 2 ค่ายเป็นพระเอกชูโรง

 

มันก็น่าแปลกที่ข่าวแต่ละค่ายไม่ตรงกันเลย เอ หรือว่านักข่าวเขาจะใช้วิธีดั้งเดิมในอดีต

 

นั่งเทียน ยังไงละขอรับ

 

ประกอบกับปัจจัยบวกอื่นๆ เช่น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ การปรับขึ้นของราคาสินค้าเกษตร การเปิดเสรีการค้า ที่ผู้ประกอบการเริ่มเข้าใจระบบ และพัฒนาสินค้าให้สามารถสู้กับตลาดอื่นได้ รวมถึงการแข่งขันระหว่างบริษัทสินเชื่อ ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น และต้นทุนการซื้อรถยนต์ของผู้บริโภคลดต่ำลงปัจจัยต่างๆ เหล่านี้คาดว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนตลาดรถยนต์ในประเทศตลอดทั้งปีนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกลุ่มของรถยนต์นั่งขนาดเล็ก

 

อีกทั้งค่ายที่เตรียมจะทำ อีโคคาร์ ไล่กันตั้งแต่ค่ายศรีอยุธยา ก็รีบคว้ารถต้นแบบขนาดเล็กมาจอดโชว์ให้เห็นกันจะๆ ว่านี่แหละหนา รถอีโคคาร์ของฉัน เพราะท่าทางว่าคงจะ
สืบเชื้อสายมาจากเมืองอินเดียเป็นแน่ ค่ายรังสิต ก็เข้าพบ บีโอไอ ยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่าจะเข็นรุ่นใหม่นี่ออกสู่ตลาดได้ภายในปี 2555 แน่นอน ส่วนค่ายสำโรง ก็ยังกั๊กไม่ยอมบอกว่าจะใช้รถรุ่นไหน แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่า อาจจะหยิบยืมมาจากค่ายในสังกัดไดฮัทสุ มาติดโลโกสามห่วง ก็เป็นได้

 

ค่ายเกาหลี ก็รีบคุยทันที ว่าของเฮียก็มีน่ะ เจ้ารถขนาดเล็กเนี่ย แต่คงเอาเข้ามาขายพอเป็นกระสายเท่านั้นแหละ ไม่กล้าสู้กับยักษ์ใหญ่เขาหรอก

 

ใครที่ท่องในโลกไซเบอร์ ลองเข้าไปดูเวบรถยนต์เมืองอินเดียเขาดูก็ได้ ว่าบ้านนั้นเขามีแต่รถขนาดเล็ก วิ่งกันเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด ส่วนว่ารุ่นไหนอย่างไร ที่จะมีโอกาสแจ้ง
เกิดได้ในเมืองไทย ก็คงต้องคอยติดตามตอนต่อไปนะขอรับ

 

แต่ก็อย่างที่เคยเล่าสู่กันฟังมาแล้ว การจะใช้รถยนต์นั่งขนาดเล็ก ต้องเข้าใจด้วยว่าเป็นรถสำหรับใช้ในเมือง ไม่เหมาะสำหรับการเดินทางไกล และยิ่งโดยเฉพาะมือใหม่ด้วยแล้วยิ่งจะต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะรถขนาดเล็ก แคล่วคล่อง ว่องไว ไม่มีแรงเฉื่อยเหมือนรถที่หนักกว่า หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ความสูญเสียก็จะมากกว่าด้วยเช่นกัน

 

อีกสักพักเราก็จะได้เห็นฟอร์เวิร์ดเมล์ เรื่องของการเกิดอุบัติเหตุของรถขนาดเล็ก ก็น่าจะนำมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อเป็นความรู้ ต่อไป

 

บรรดาศูนย์วิจัยต่างๆ ก็ออกมาคาดการณ์ว่า จะทำให้ยอดขายในประเทศตลอดทั้งปีนี้ขยายตัวได้ที่ระดับ 16-20 % โดยรถยนต์นั่งจะเติบโตมากกว่ารถเพื่อการพาณิชย์ แถมอาจจะกินแชร์ขึ้นมาได้ถึง 45-50 % เป็นครั้งแรกทีเดียว

 

แว่บไปดูในโลกไซเบอร์ ข่าวคราวของรถยนต์ไฮบริด ของค่ายยักษ์ใหญ่ แว่วว่ามีจอดในโชว์รูมกันมากมายทั่วเมือง เรียกว่าขึ้นไปชี้เลือกเอาคันไหน จ่ายสตางค์แล้วก็ออกรถได้เลย ก็คงน่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะราคารถสูงขนาดนั้น คนระดับมีสตางค์มีสิทธิ์เลือกซื้อรถได้หลากหลายยี่ห้อ จะเอาแบบไหน รุ่นไหน แค่ยกหูโทรศัพท์ เซลส์แทบจะขับเอาไปให้ชมกันถึงบ้านทีเดียว

 

มิน่าเล่า รถขนาดเล็กที่เพิ่งเข้าตลาด ราคาไม่เกิน 5 แสนบาท แถมจัดไฟแนนศ์กันได้ยาวเหยียด ซื้อรถป้ายแดงทั้งที ผ่อนเดือนละไม่ถึง 5,000 บาทนี่ มันก็น่าซื้อเอาไว้ไปจ่ายตลาดเล่นสักคัน ก็ไม่เลวนะครับ

 

แว่บไปดูการซื้อขาย หรือถือครองหุ้นส่วนของรถยนต์แต่ละค่ายในโลกนี้ ถ้าไม่ได้ติดตามข่าวสารโดยตลอด ก็ค่อนข้างจะงงกันเหมือนกัน อย่าง ฮัมเมอร์ ตัวยักษ์ที่เห็นจอดอยู่แถววิภาวดีรังสิตหลายคันน่ะ บริษัทแม่ในสหรัฐอเมริกาก็ตัดสินใจลอยแพแล้วปล่อยให้เจ๊งไปเอง เพราะมีคนจะซื้อแล้วคุยรายละเอียดไม่รู้เรื่อง

 

หรืออย่างเมืองจีน เข้าไปซื้อ เอมจี ในอังกฤษ ก็เรียบร้อยจนประกอบออกมาขายกันใหม่เรียบร้อยแล้ว แถมยังจะบุกไปซื้อในอีกหลายประเทศ

 

ส่วนข่าวในบ้านเรา ที่ ฟอร์ด ลงทุนกับ มาซดา สร้างโรงประกอบทำรถกระบะและเพิ่มประกอบรถนั่งน้องใหม่ตัวเล็ก แต่พอญี่ปุ่น ไปซื้อหุ้นคืนจาก ฟอร์ด ก็ต้องแยกกันทำงานชัดเจนขึ้น ไม่ใช่ตอนที่จับมือจูบปากกัน ค่ายหนึ่งพัฒนาประตูตู้กับข้าวอีกค่ายหนึ่งบอกไม่สนใจ ไม่ลงทุนด้วย แต่พอค่ายนั้นพัฒนาเสร็จ กลับบอกว่า ขอใช้ด้วยก็แล้วกัน

 

อย่ามาถามเชียวนาว่า 2 ค่ายนี้ ใครเป็นคนพัฒนาตู้กับข้าวมาก่อน

 

ค่าย ฟอร์ด ก็อาศัยเงื่อนไขของ บีโอไอ ที่จะสร้างสายการผลิตรถประเภทใหม่ ไม่เคยผลิตในเมืองไทยมาก่อน ต้องมีปริมาณการผลิต 1 แสนคัน/ปี ภายใน 5 ปีแรกของการผลิตและมีมูลค่าการลงทุนไม่น้อยกว่า 1 หมื่นล้านบาท เพื่อแลกกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่างๆ

 

ทำให้ ฟอร์ด ตัดสินใจลงทุนในไทย ขอรับส่งเสริมการลงทุนกับ บีโอไอ เมื่อปีที่แล้วเพื่อผลิตรถยนต์ ฟอร์ด โฟคัส โฉมใหม่ ที่เป็นโมเดลระดับโลก รองรับการทำตลาดในไทยและส่งออกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค โดยลงทุนเองทั้งหมด

 

แต่ดูท่าทางแล้ว คงจะไม่ได้ดูฤกษ์ดูยามอะไรกันมาก่อน ตามประสาคนไม่เชื่อถือ ก็เจอเข้ากับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มาบตาพุด จนกระทั่งแก้ปัญหาได้ ก็เตรียมจะแถลงข่าวกันเป็นการใหญ่การโต เพราะเป็นงานของ ฟอร์ด มอเตอร์ คัมพานี บริษัทแม่โน่นฟอร์ด ประเทศไทย ไม่เกี่ยว

 

พอประกาศจะแถลงข่าว ก็เจอโรคเสื้อแดง ต้องเลื่อนวันมาเป็นช่วงหลังสงกรานต์ก็กลายเป็นว่าโรคเสื้อแดง ย้ายจากราชดำเนิน มาอยู่ราชประสงค์ ก็เลยต้องประกาศเลื่อนกันอีกแบบสายฟ้าแลบ

 

ที่จริง ฟอร์ด ประเทศไทย ก็น่าจะพา ฟอร์ด มอเตอร์ คัมพานี ไปหาซินแส หมอดูดูฮวงจุ้ย หรือฤกษ์ยามอะไรสักหน่อย เพราะเดี๋ยวพอมาสร้างโรงงาน ก็ต้องตั้งศาลพระภูมิ เจ้าที่ ศาลพระพรหม อะไรกันอีก ก็ต้องไหว้พระกันอยู่ดี

 

หัดฝรั่งไหว้ให้คล่องเสียก่อน จะไม่ดีหรือขอรับ พี่โฉ



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2553
คอลัมน์ : โค้งอันตราย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/Z7lWu

Follow autoinfo.co.th