บทความ

SHUTTER ISLAND


SHUTTER ISLAND
“หากทะเลเปรียบได้กับสิ่งลวง ความจริงก็น้อยนิดเหมือนแผ่นดินที่งอกเงย”

 

ภาพยนตร์แนวสืบสวนสอบสวนจากนิยายขายดีของ DENNIS LEHANE ที่ปั่นหัวคนอ่านให้ตามหาความจริงทีละบรรทัด ด้วยความลวงอีกหลายต่อหลายหน้า จนกลายมาเป็นหนังที่ว่าด้วยเรื่องราวของตำรวจปราบปราม 2 นาย ซึ่งเข้ามาสางปมคดีลึกลับบนเกาะชื่อเดียวกับเรื่อง จนต้องมาพบกับสิ่งที่ซุกซ่อนไว้บนเกาะทมิฬแห่งนี้

 

แน่นอนว่าตัวเอกต้องไม่ถูกกับน้ำ และบนเกาะนั้นก็ต้องเกิดสถานการณ์ตึงเครียดบางอย่าง และวิธีออกจากเกาะซึ่งเป็นหนทางเดียว ก็จากไปพร้อมกับเรือลำน้อยและพายุร้ายที่กำลังถาโถมเข้ามาแต่ก่อนที่บรรยากาศการเปิดเรื่องจะดูอึมครึมชวนกดดันมากไปกว่านี้ ระหว่างทางเราจึงเห็นป้ายเก่าๆบอกเอาไว้ว่า

 

“จงจำไว้ว่าเรามีชีวิต ความรัก และเสียงหัวเราะ”

 

บนเกาะชัทเตอร์ที่เป็นเหมือนสถานดัดสันดานคนไข้แห่งนี้ จึงเต็มไปด้วยนักโทษผู้มีสติไม่สมประกอบ ซึ่งเมื่อก่อนจะได้รับการลงโทษ ทั้งไขนอทเข้าสมอง ปล่อยให้อยู่กับอึและฉี่ของตนเอง หรือจับแช่น้ำเย็นจนสิ้นสติ และจมน้ำตาย แต่ปัจจุบันบนเกาะพยายามทั้งรักษาและดูแล แต่ถ้าล้มเหลว อย่างน้อยผู้ดูแลก็จะทำให้เขาค้นพบความสงบของชีวิต..นี่คือเสียงบอกเล่าตอนต้นที่หมอผู้ดูแลเกาะบอกไว้ให้เราได้สยอง..

 

ความสงบของชีวิตเป็นอย่างไร ?

 

ใครบางคนอาจตอบไปได้หลายรูปแบบ ซึ่งล้วนเป็นหนทางสงบที่เขาคิดว่าใช่จริงๆ แต่ถ้าจู่ๆ มีใครคนหนึ่งเดินมาบอกว่า จะพาเราไปพบความสงบของชีวิต อันนี้มันก็ยังไงๆ อยู่

 

30 นาทีแรกของหนัง นอกจากเราจะไม่รู้สึกสงบเหมือนฟ้าฝนบนเกาะแล้ว เรายังอึดอัดกับการคลี่คลายคดีที่คนไข้สาวหลบหนีออกจากห้องขัง ทั้งยังต้องผจญกับเรื่องราววิปริตของนักโทษแต่ละคนที่เคยทำกันมา แต่นั่นก็ยังไม่เร่งเร้าอารมณ์เท่าความเป็นมาในอดีตของตัวเอกในเรื่อง ซึ่งรับบทโดย เลโอนาร์โด ดิคาปริโอ

 

เขาทั้งเต็มไปด้วยปมเก็บงำและความเจ็บช้ำมากมายในชีวิต แต่ภาพที่ผู้กำกับ มาร์ทิน สกอร์เซซีสื่อออกมานั้นก็ยังมากกว่าความจริงที่หนังธรรมดาจะเป็น มาร์ทิน ทั้งใส่สีและเพิ่มเสียงให้หนังดูเป็นนิยายลึกลับชวนติดตามทุกนาที เขาตัดภาพไว และทิ้งเบาะแสไว้ทุกฉาก การเกิดอารมณ์ร่วมจนลุ้นไปกับภาพยนตร์สืบสวนเรื่องนี้จึงเป็นไปได้ไม่ยากเลย

 

แต่ระหว่างที่เรากำลังเพลิดเพลินจนลืมตัวอยู่นั้น จู่ๆ บางตัวละครก็ตั้งคำถามชวนให้เราคิดได้ว่า แล้วนี่ความจริงมันเป็นอย่างไร นักโทษที่บอกว่าหลบหนีมันมีตัวตนจริงๆ หรือเป็นแค่เรื่องราวจัดฉากขึ้นคนบ้ากับคนไม่บ้าบางครั้งก็แยกกันได้ยาก เหมือนคนดีกับคนไม่ดี บางทีก็มีอยู่ในคนเดียวกัน

 

ร่างกายภายนอกอาจดูบริสุทธิ์ผุดผ่อง ยามจ้องมองก็ดูเหมือนผู้สมบูรณ์หมดจด รอจนกว่าเวลาจะนำพาความจริงอีกด้านมาเปิดเผย คนที่เคยเชื่อว่าดีก็เหมือนคนอีกคนที่เราไม่เคยรู้จัก ราวกับสมองถูกดึงเส้นความทรงจำทิ้งหายไป แล้วปลูกถ่ายความทรงจำใหม่ไว้ให้เราจดจำ

 

สุดท้ายก็ต้องดูกันจนจบถึงจะรู้ความจริง

 

UP IN THE AIR
“ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต”

 

ถ้าตกงานก็เหมือนมีคนตายในครอบครัว คือ การเปรียบเทียบระดับความเครียดที่กล่าวไว้ในหนังช่วงเริ่มต้น แต่กับบางคน…คนที่ทำงานด้วยก็คือ ครอบครัว และเมื่อถูกเชิญให้ออกจากงาน เขาตาย

 

นั่นคือเสียงที่เราจะได้ยินหลังจากหนังเปิดเรื่องด้วยภาพมุมสูง มองเห็นปุยเมฆ ท้องฟ้า อากาศ และพื้นดินห่างไกลโพ้น จนน่าเป็นห่วงว่า เราจะตกลงไปเมื่อไร

 

นี่คือหนังของ JASON REITMAN หลังจากเขาปั่นหัวคนดูด้วยหนังคมคายสไตล์ชักแม่น้ำด้วยวลีเด็ด กล่อมโลกจนอยู่มือใน “THANK YOU FOR YOUR SMOKING” ตามด้วยหนังที่ว่าถึงปัญหาหนักๆ อย่างการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร แต่กลับมองด้วยมุมไหนก็ไม่รู้ ดูแล้วเท่เป็นบ้าใน “JUNO” (หมายถึง มุมมอง ไม่ใช่การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรที่เท่)

 

แล้วก็ถึงคราว UP IN THE AIR…ในเรื่องหากเมื่อคุณเป็นนายจ้าง แล้วจำเป็นต้องไล่ลูกน้องที่ทำงานกันมานานออก…แต่คุณก็ไม่กล้า ไรอัน บิงแฮม เจ้าหน้าที่ปรับโครงสร้างองค์กรของบริษัทรับจ้างไล่คนออก ก็จะมาทำหน้าที่นี้ให้

 

บทนี้แสดงโดย จอร์จ คลูนีย์ ผู้ที่ทำให้เราเชื่อสนิทใจว่า งานพรรค์นี้มันมีอยู่จริงและต้องใช้คนแบบเขาด้วยเท่านั้น ถึงจะทำให้การไล่คนออกผ่านไปได้ด้วยดี กระทั่งบางครั้งมาดลุ่มลึก และการตอบโต้ด้วยบทสนทนาชวนคิดตามของเขา ก็ทำให้เราเคลิบเคลิ้มจนรู้สึกดีกับการถูกให้ออกจากงานบ้างเหมือนกัน

 

บิงแฮมจึงเป็นโพรมือหนึ่งของวงการนี้ เขามีชื่อเสียงจนได้รับเชิญให้ไปพูดถึงมุมมองการทำงานอยู่บ่อยๆ และสิ่งที่เขาพูดอยู่เสมอก็คือ เมื่อต้องออกไปทำงาน คุณต้องจินตนาการถึงทุกอย่างในชีวิตที่คุณมี ใส่มันลงกระเป๋าเดินทางให้หมด ไม่ว่าจะเป็น รูปถ่าย ของสะสม ชุดเครื่องครัว เตียง รถ กระทั่งบ้านแล้วก็ลองออกเดินทาง

 

…คุณจะพบว่าชีวิตนี้มันหนัก แต่ละวันคุณต้องเดินด้วยความยากลำบาก และห้ามทำอะไรผิด ถ้าอยากมีชีวิตอยู่ก็ต้องสู้ต่อไป

 

ฉะนั้นสิ่งที่เขาแนะก็คือ จงเผาทุกสิ่งทิ้งไปซะ และเมื่อไม่มีอะไรเหลือคุณก็จงตื่นขึ้นมาอย่างเปลือยเปล่าแล้วพกไปแค่ เสื้อผ้า เนคไท และบัตรเครดิท ให้ชีวิตการทำงานเป็นชีวิตที่คล่องตัวสุดๆ

 

เมื่อไม่มีสัมภาระ หรือภาระพันธะติดตัว ชีวิตของ บิงแฮม จึงยิ่งเบาหวิวกว่าชีวิตของคนอื่นๆ ในหนังอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับบุคคลต่างๆ ที่เขาต้องเดินทางไปไล่ออก คนเหล่านั้นมีทั้งบ้าน รถ เมีย ลูก และศักดิ์ศรีความเป็นคนที่ผูกติดไว้กับงาน

 

แต่ บิงแฮม มีเพียงแค่กระเป๋า 1 ใบใส่ของซ้ำซากบนเที่ยวบินจำเจ จากเมืองโน้นไปเมืองนี้ จากเหนือไปใต้จากออกไปตก ในที่สุดสิ่งเดียวที่เขาหวังไว้ในชีวิตจึงเป็นอะไรที่เราไม่เข้าใจ เพราะเขาฝันจะได้การ์ดสะสมไมล์การบินที่ 10 ล้าน ซึ่งกัปตันจะออกมามอบให้ โดยมีแอร์โฮสเตสสาวประกาศให้คนอื่นบนเครื่องได้ชี้ชวนกันดู

 

หนังไม่ได้สื่อสารแบบชี้ชัดว่าอะไรที่มันเบา หรืออะไรที่มันหนัก ระหว่างความโดดเดี่ยวและความอบอุ่น แต่กลับซ่อนสิ่งที่น่าสนใจไว้มากกว่า นั้นก็คือ ชีวิตนี้มันไม่ได้มีอะไรแน่นอนเลย คุณจะเอาอะไรติดตัวไว้บ้าง เมื่อต้องเดินทางไปมาก่อนจะลาโลก..

 

ศิลปิน : A FINE FRENZY
อัลบัม : BOMB IN A BIRDCAGE
แนวดนตรี : FOLK ROCK
“ถึงจะบ้าแต่ก็ยังฟังสบาย”

เกือบจะควานหาเพลงที่ฟังแล้วเย็นใจมาฝากผู้อ่านไม่ได้ซะแล้วครับ หลังจากหลายต่อหลายวงในช่วงซัมเมอร์นี้ พากันเกาะกระแสอากาศร้อนนำเสนอแต่เพลงแนวเหนื่อย ฟังบ้านเค้าก็คงจะเข้ากับแสงแดดอุ่นๆ แต่พอเปิดฟังบ้านเราก็มีแต่เมื่อยหูล่ะครับ ลำพังต่อสู้กับรังสียูวีในแต่ละวันก็เพลียหัวใจเหลือทนแล้ว

 

โดยเฉพาะวงสาวๆ ยิ่งหาได้ยากยิ่ง ที่จะมานั่งหน่อมแน้มร้องเพลงให้ไพเราะเสนาะโสตนั้น เข้าใจว่าคงจะมีบ้างแต่ก็ไม่ได้ดังเปรี้ยงปร้างอะไร เหมือนกับน้องนักร้องที่กำลังจะแนะนำอยู่นี้ ซึ่งเขามีชื่อเรียกในวงการว่า A FINE FRENZY..

 

ชื่อนี้มีที่มาจากกลอนบทหนึ่งของ วิลเลียม เชคสเปียร์ ในเรื่อง “ฝันกลางฤดูร้อน” (A MIDSUMMER NIGHT’S DREAM) เพราะเธอคนนี้หลงใหลในตัวอักษร และหมกมุ่นอยู่กับบทประพันธ์ของกวีชื่อดังหลายต่อหลายคน

 

ในวัยเด็กหลังจากพ่อแม่แยกทางกัน เธอก็เติบโตขึ้นมาพร้อมกับดนตรีหลากแนว อาทิ เพลงจากราชินีดนตรีโซล ARETHA FRANKLIN หรือกระทั่งเพลงจากสตรีหมายเลขหนึ่งแห่งวงการเพลง ELLA FITZGERALD รวมไปถึงเพลงในสไตล์ SWING ด้วย

 

พออายุ 18 ปี เธอจึงรู้ว่า ตนเองกำลังจมดิ่งกับดนตรี และไม่อยากที่จะหยุดอยู่เพียงแค่นั้น หลังจากฝึกเล่นเพียโนจนอยู่มือ เธอก็เริ่มแต่งเพลงแล้วส่งไปที่ EMI จากนั้นไม่นานพวกเขาก็เยี่ยมเยียนเธอถึงบ้าน ฟังเพลงที่เธอเล่น และก่อนจากก็ตัดสินใจเซ็นสัญญารับเธอเข้าเป็นนักดนตรีในสังกัดวันนั้นนั่นเอง

 

ผ่านไปไม่ถึง 7 ปี เธอกลายเป็นทั้งนักร้องแนวอัลเทอร์เนทีฟ เป็นนักแต่งเพลง และยังเป็นนักเพียโนอีกด้วย อัลบัมเปิดตัวที่ชื่อ ONE SELL IN THE SEA เมื่อปี 2007 นั้นได้รับการยอมรับให้เข้าสู่ชาร์ทเพลงฮิทของสหรัฐอเมริกา เยอรมนี ออสเตรีย สวิทเซอร์แลนด์ โปแลนด์ ฝรั่งเศส และอีกหลายประเทศ ด้วยความที่เป็นเพลงฟังสบายๆ

 

และแม้เธอจะถูกเรียกว่าเป็นนักร้องอัลเทอร์เนทีฟ แต่ทุกเพลงในอัลบัม BOMB IN A BIRDCAGE นี้ก็ไม่ได้มีเสียงอันใดที่จะทำให้เข้าใจไปถึงภาพลักษณ์ของดนตรีอัลเทอร์เนทีฟ ที่เคยเฟื่องฟูในบ้านเรา

 

เพลงของเธอสนุกแต่ก็ไม่ต้องกระโดด บางเพลงให้อารมณ์สวยซึ้ง แต่เธอก็ไม่ได้บีบเสียงร้อง มีบ้างที่ใช้กีตาร์แต่ก็ไม่ยักจะเหยียบเอฟเฟคท์จนเสียงแตกจมเท้า อัลเทอร์เนทีฟในแบบของเธอนั้นได้ผันรูปเสียงจนพ้นยุคที่ต้องตะคอกใส่ไมค์ไปแล้ว

 

..อย่างเพลง STOOD UP ที่ว่าเร็วและหนักที่สุดก็แค่กึ่มๆ ตึงๆ เท่านั้น ไม่ถึงขนาดมันจนตกตะลึงอึงมี่

 

เพลงเปิดอัลบัม WOULDN’T DO ต่างหาก ที่จะบอกอารมณ์รวมของเพลงทั้งหมดได้เป็นอย่างดีด้วยเครื่องดนตรีน้อยชิ้น และเป็นแค่เพียงฉากหลังซึ่งละลายไปกับเสียงร้อง เสียงผิวปาก เสียงดีดนิ้วและเสียงปรบมือ เท่านี้ก็พอให้คนฟังไม่ถอดเธอออกจากหัวอ่าน หรือกดข้ามไปฟังใครอื่นแล้ว

 

ถ้าไม่เชื่อก็ลองเข้าไปที่ www.afinefrenzy.com เธอเปิดเวบไซท์ อัพโหลดเพลงไว้ให้ฟังกันฟรีๆเลยครับ…

 

ศิลปิน : PAOLO NUTINI
อัลบัม : SUNNY SIDE UP
แนวดนตรี : SOUL/POP/REGGAE
“ยิ้มให้กับเงา”

ในตอนที่อากาศบ้านเรากำลังร้อนระอุ ใครคนหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากเราหลายพันไมล์ เขาคงไม่ได้สนใจว่าใครจะรบกับใคร และใครจะเกลียดกับใครในเมืองที่ร้อนแสนร้อน เขาเพียงหยิบกีตาร์แล้วอ้าปากร้องอะไรบางอย่างที่ระบุได้ยากเหลือเกินว่า มันคือดนตรีแนวไหนกันแน่ ระหว่าง SOUL/POPหรือ REGGAE

 

บางคนบอกว่าไอ้เสียงที่บอกยากนี้มันเรียกว่า BLUE-EYED SOUL แต่บางคนก็เรียกเเบบเหยียดๆว่ามันคือ SOUL ของคนขาว หรือ WHITE SOUL ที่มีสำเนียงคล้าย RHYTHM & BLUES และSOUL MUSIC

 

กระนั้นก็เถอะ เสียงดนตรีที่เปล่งออกมาจากปากของหมอนี่ก็เป็นอะไรที่ฟังง่าย โดยไม่ต้องไปสนใจอธิบายมันให้มากความ เอาแค่ HIGH HOPES เพลงหนึ่งในอัลบัมก็ดึงอารมณ์เหี่ยวๆ แห้งๆ ให้ชุ่มฉ่ำได้แล้ว เปรียบเทียบก็คงเหมือนน้ำอะไรสักอย่างที่คนไทยชงกินกันตอนเย็นๆ ใส่น้ำแข็งก้อนอวบๆ รินไอ้ซ่าๆ ตามซักหน่อย นั่นล่ะครับ คือ รสจังหวะคละเคล้าของเพลงนี้

 

จิบแรกอาจแปลกแปร่งในเสียงโหย คลุ้งกลิ่นเมาท์ออร์แกนจางๆ แต่เมื่อเพื่อนฝูงเริ่มนั่งลงบรรเลงกีตาร์สลับกับเสียงเขย่าแช่กๆ จากนั้นถึงมันจะเป็น SOUL บ่นๆ แล้วจู่ๆ ก็ตามด้วย REGGAEเออ…มันก็รื่นหูถูกคอดีเหมือนกัน

 

..แนะนำครับ อย่าได้พลาดฟังเป็นอันขาด มีอินเตอร์เนทเปิดยูทูบ ไม่มีบอกครับจะชี้เป้าร้านที่วางขายให้

 

แต่เดี๋ยวก่อนครับอย่าเพิ่งวู่วาม ไปซื้อตอนนี้ก็ไม่มีส่วนลดอะไร อ่าน คาร์ สเตริโอ ให้ใจเย็นๆ ไปก่อน ระหว่างนี้จะเล่าประวัติของศิลปินไปพลางๆ…PAOLO GIOVANNI NUTINI มีอายุเพียง 23 ปีเองเกิดที่สกอทแลนด์ แต่ก็มีเชื้อสายอิตาเลียนทางพ่อ ฝึกร้องเพลงอยู่ราวๆ 3 ปีครึ่ง ทำท่าว่าจะดีแต่ก็มีแรงกดดันจากครอบครัวที่อยากให้ดูกิจการร้านอาหารต่อ พอเข้าโรงเรียนก็เริ่มฉายแววนักดนตรีแต่ก็ดันลาออกมาเป็นผู้ช่วยวงสปีดเวย์ รับหน้าที่ขายเสื้อช่วยวงซะอย่างงั้น

 

อาศัยว่าระหว่างนั้นก็เรียนรู้ธุรกิจดนตรี และการแสดงสดอยู่นาน 3 ปี สุดท้ายก็เข้าทำงานที่สตูดิโอเพลงในเมืองกลาสโกว์ แล้วโอกาสก็มาถึงเมื่อได้ขึ้นแสดงบนเวทีบ้านเกิด ระหว่างรอศิลปินที่ยังไม่มา เขาได้เล่นแค่ 2 เพลง แต่ปรากฏว่าถูกใจบรรดาผู้ฟังเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นก็ได้มีผู้จัดการของตนเองที่พาเขาเข้าลอนดอน เล่นดนตรีตามผับ และในรายการวิทยุบ้าง จนถึงปี 2006 จึงกลายเป็นศิลปินเต็มตัวออกอัลบัมแรกชื่อ THESE STREET

 

มาถึงอัลบัมนี้ PAOLO ก็ยังคงไว้ซึ่งสไตล์ดนตรี ที่ทั่วเกาะอังกฤษตอนนี้คงจะหาใครมาเหมือนได้ลำบาก อย่างเพลง SMOKEY JOE’S CAFE เพลงที่ฟังแล้วชวนเคี้ยวถั่วคั่วแกล้มดนตรีซะเหลือเกิน ทั้งวิธีการร้อง เสียงประสาน และโซโลกีตาร์ย้อยๆ ห้อยท้ายท่อนส่งนั้น มันช่างยียวนจนนึกไปว่า หมอนี่สงสัยจะเป็นร่างทรงของลุง OTIS REDDING สลับกับ BOB MARLEYอวตาร REGGAE ผู้ยังสถิตในใจราสตาทุกคน

 

แต่อย่าไปด่วนสรุปว่า PAOLO คนนี้จะมีดีแค่ทำเพลงได้เก่า เอาอารมณ์คนรุ่นหลังมาขายคนรุ่นใหม่แบบง่ายๆ เท่านั้น เพราะแทบทุกจังหวะและตัวโนท เขาคลุกเคล้ายำเข้าอย่างกลมกลืน ฟังหมดแล้วก็ไม่ได้ชวนนึกถึงวันวานยังหวานแหววแต่อย่างใด ซ้ำยังอยากเก็บไว้เปิดฟังเวลาใครบางคนกำลังมีอารมณ์แปรปรวน ชวนหงุดหงิดใจซะด้วยซ้ำ…



------------------------------
เรื่องโดย : ปัญญ์
นิตยสาร CAR STEREO ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2553
คอลัมน์ : แนะนำเพลง
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/Gb5jS

Follow autoinfo.co.th