บทความ

เมืองคนชั่วได้เปรียบ


กว่า “ฟอร์มูลา” ฉบับนี้จะออกจำหน่าย “จ่าเฉย” คงถูกย้ายออกจากที่ที่ถูก “ติดตั้ง” ไปหมดแล้วซึ่งก็คือตามทางแยกต่างๆ ประชาชนอย่างพวกเรา ทั้งที่เป็นผู้ใช้รถ ไม่ว่ามากหรือน้อย รวมทั้งผู้ที่ไม่ได้ใช้ แต่ล้วนเสียภาษีให้รัฐ ฯ และเป็นเจ้าของ “จ่าเฉย” ร่วมกัน เพราะซื้อมาด้วยงบประมาณของรัฐ ฯ ย่อมอยากจะถามผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าพวกคุณ (คำนี้น่าจะสุภาพเกินไป) ล้างผลาญเงินของประชาชนเช่นนี้ได้อย่างไร มีเหตุผลอะไรในการจ้างพ่อค้าหรือแม่ค้าหล่อรูปตำรวจจราจร ด้วยงบประมาณจำนวนมาก
มาตั้งทั้งเมือง ประชาชนเจ้าของเงินเขาเห็นด้วยหรือไม่ และมีเหตุผลอะไรในการยกไปทิ้งทั้งๆ ที่ “ใช้งาน” มาได้ไม่นาน

เท่าที่ผมทราบจากการติดตามจากข่าวในหนังสือพิมพ์รายวัน เป็นเพราะตำรวจระดับนายพลรายหนึ่ง สั่งให้เลิกใช้งาน และย้ายให้พ้นไปจากที่ติดตั้งให้หมด โดยอ้างว่าไม่มีประโยชน์อะไรเลย ประชาชนชาวไทยอย่างพวกเรา ย่อมเดากันได้ทันทีว่า คนที่สั่งซื้อ กับคนที่สั่งให้เลิกใช้ น่าจะเป็นคนละคนกัน และฝ่ายหลังอาจจะไม่ได้ผลประโยชน์จากงานนี้ ก็เลยต้องทำลายให้หมดสิ้น กรณีเช่นนี้ย่อมต้องมีผู้รับผิดชอบเสมอ

โดยเหตุผลส่วนตัวของผมแล้ว ประโยชน์ที่ได้ไม่คุ้มกับราคาของจ่าเฉยครับ แต่ถ้าตำรวจที่สั่งซื้ออ้างว่ามันเป็นประโยชน์พอ ก็ต้องไม่มีใครมาสั่งทำลาย ทั้งๆ ที่ยังใช้งานได้ไม่นาน หรือถ้าฝ่ายหลังมีเหตุผลเพียงพอ ว่ามันไม่มีประโยชน์สมควรยกไปทิ้งก็ต้องมีการสอบสวน ว่าฝ่ายแรกทำเรื่องไร้สาระผลาญเงินงบประมาณของประเทศเช่นนี้ได้อย่างไร

อย่างน้อยที่สุด ถ้าจะเลิกใช้ “จ่าเฉย” ก็ไม่ควรนำไปทิ้ง น่าจะใช้เป็นมาตรวัดความรู้สึกของผู้ใช้รถใช้ถนน ที่มีต่อตำรวจจราจร โดยการนำมาพอกส่วนท้องให้ลงพุงเหมือนตำรวจจราจรส่วนใหญ่ ใส่หน้ากากกันฝุ่นปิดรอยยิ้ม ใช้สีดำวาดให้เหมือนสวมแว่นกันแดดแล้วเปิดโอกาสให้ผู้ใช้รถ โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ และรถพิคอัพ ที่ตกเป็นเบี้ยล่าง ถูกเจ้าหน้าที่พวกนี้รีดไถอยู่ทุกโอกาส ได้ลงมาระบายอารมณ์กับหุ่น “ไอ้หัวปิงปอง” กันอย่างเต็มที่ในช่วงติดไฟแดง ให้บรรดาตัวจริงได้สำนึก ว่าประชาชนส่วนใหญ่เกลียดชังและเคียดแค้นเพียงใด จากพฤติกรรมรีดไถและหาเรื่องจับปรับอยู่ทุกโอกาส (เพราะตอนนี้มีสินบนนำจับสูงถึง 60 % ของค่าปรับแล้ว)

ที่จริงแล้ว ผมเชื่อว่าคนพวกนี้ก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าประชาชนผู้ใช้รถรู้สึกเช่นไร เพราะทุกครั้งที่เกิดกลียุคระดับที่ประชาชนไม่ต้องคำนึงถึงกฎหมาย ตำรวจจราจรเป็นพวกแรกเสมอ ที่ถอดเครื่องแบบแทบไม่ทัน ผมว่าถ้าไม่มีชุดเปลี่ยน เหลือแต่กางเกงในกับเสื้อยืดก็คงยอม ดีกว่าโดนประชาชนใช้วิธีประชาทัณฑ์ หรือ “รุมกระทืบ” ในภาษาชาวบ้าน

วันรุ่งขึ้นต่อจากข่าวเลิกใช้งาน “จ่าเฉย” ก็มีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน ว่ามีอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนแห่งหนึ่งขอรับบริจาคไปตั้งในโรงเรียน เพื่อปลูกฝังให้เด็กเกิดความรู้สึกเป็นมิตรกับตำรวจ ไม่แน่ใจว่าอาจารย์ผู้นี้ต้องการทำตัวให้ตกเป็นข่าวหรือว่ามีเจตนาเช่นที่ว่าจริง ๆ แต่ผมว่าเป็นความหลงผิดมากกว่า

ในสถานการณ์ที่เป็นจริงของเมืองไทย สิ่งที่ควรปลูกฝังแก่เยาวชนเกี่ยวกับเรื่องตำรวจไม่ใช่ความรู้สึกเป็นมิตรหรือไม่ครับ ก่อนอื่นใด เด็กไทยต้องถูกสอนให้เลิกกลัวตำรวจในเครื่องแบบ และต้องมั่นใจว่าถ้าไม่ได้ทำผิด ตำรวจไม่มีสิทธิ์มาหาเรื่องใส่ร้ายใดๆทั้งสิ้น ควรสอนเด็กไทยให้รู้สิทธิของการเป็นพลเมืองดี รู้วิธีป้องกันตนเองจากการถูกข่มขู่เบี่ยงเบนประเด็นหรือรีดไถโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจมากกว่าครับ

ไม่มีใครที่ใช้รถใน กทม. จะไม่รู้จักรถโดยสารขนาดกลางสีเขียว ที่ถือกำเนิดมานานแล้วตั้งแต่สมัยที่ มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี และอนุญาตให้รถรถประเภทนี้มาร่วมให้บริการประชาชน ผมจำได้ว่าช่วงแรกเริ่มเลยนั้น ฝีมือคนขับรถเหล่านี้แย่มากไม่มีทางสอบผ่านมาได้ในการขอใบอนุญาตขับขี่ มีทางเดียว คือ “ซื้อ” มา เพราะเมื่อใดที่คนพวกนี้ต้องการเลี้ยว ก็จะหมุนพวงมาลัยทันทีโดยไม่ต้องมองว่า มีรถอยู่ด้านข้างหรือไม่ พวกเราที่ขับรถในสมัยนั้น ต้องเตรียมหลบหลีก หรือกดแตร “อย่างยาว” มิฉะนั้นก็ต้องถูกชน

เวลาผ่านไปไม่กี่เดือน คนขับพวกนี้จึงค่อยมีความคุ้นเคยกับเทคนิคการขับในแบบขับได้ ไม่ใช่ขับเป็น แต่ในขณะเดียวกัน ก็เพิ่มความเลวร้ายในด้านมารยาทในการขับขี่ขึ้นด้วย ถ้าหาคำที่เหมาะสมที่สุดน่าจะเป็นคำว่ากักขฬะ เพราะคนขับรถที่รู้จักการ
ใช้ชื่อ “มีนีบัส” พวกนี้จะทำผิดกฎจราจร พร้อมกับการเอาเปรียบ เบียดเบียนผู้ร่วมใช้ถนนทุกวิธี พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าให้ใครก็ตามมานึกว่า มีวิธีใดบ้างที่จะขับรถแบบผิดกฎจราจร แถมด้วยวิธีเอาเปรียบรังแกผู้ร่วมใช้ถนน ไม่ว่าจะนึกได้กี่ข้อก็ตามไม่มีข้อไหนที่คนพวกนี้ไม่ทำ

ที่แย่ไปกว่านี้ก็คือ คนพวกนี้ไม่เคยถูกตำรวจจราจรจับครับ ผู้ใช้ถนนอย่างพวกเรามีทางเลือกอยู่เพียง 2 ทางเท่านั้น คือ ยอมให้มันเอาเปรียบ รังแก หรือไม่ยอมถ้าคุณอยู่ในพวกหลัง ต้องพกอาวุธสมรรถนะสูงเพียงพอไว้ในรถ และใช้เป็นนะครับเพราะพวกมันจะย่ามใจว่าพวกขับ “รถบ้าน” ล้วนเป็น “หมู” ถ้ามีเรื่องกับมันมันก็จะลงมาพร้อมกับท่อนเหล็ก หรือ หลาว หรือดาบเสมอ

ใครที่ชอบสังเกต จะทราบดีว่าประมาณสักปีเศษ หรือ 2 ปีที่ผ่านมา บรรดาคนขับรถโดยสารประจำทาง ได้เริ่มเลียนแบบพฤติกรรมของคนขับมีนีบัสกันอย่างพร้อมเพรียงในเรื่องมารยาทในการขับรถ มีการเปลี่ยนลู่วิ่งหรือเลนกันอยู่ตลอดเวลา ทุกประเภทของรถ
ทั้งรถของ ขสมก. ทุกแบบและรถร่วมบริการ จากซ้ายสุดไปขวาสุด แค่ห่างจากป้ายหยุดไม่กี่ 10 เมตร ก็ยังออกไปเลนขวาสุด แล้วใช้ความหน้าด้านให้พนักงานเก็บเงิน คอยยื่นมือออกมา กับอาศัยความกลัวขนาดของรถ ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ บวกกับความหน้าด้าน ให้รถอื่นต้องยินยอม

ผมไม่ทราบเหตุผล ที่ตำรวจจราจรยกเลิกการห้ามรถบรรทุกและรถประจำทางขับในลู่ขวาบัดนี้สมควรนำกลับมาใช้ตามเดิมอย่างยิ่งครับ ในชั่วโมงเร่งด่วนบนถนนบางสายเราจะเห็นรถพวกนี้เรียงกันอยู่ในลู่ขวาสุด กับบางคันที่กำลังเบนหัวมาเข้าป้ายหยุดท่ามกลางความเดือดร้อนของผู้ร่วมใช้ถนน พวกนี้สิครับที่ตำรวจจราจรสมควรจับและปรับโดยไม่ต้องไปคอยหาเรื่องจับผิดหยุมหยิมกับบรรดารถบรรทุกสินค้าและจักรยานยนต์

………………………………..

ใครที่ใช้รถเชื้อเพลิง 2 ชนิด แบบใช้เบนซินหรือดีเซล กับแกสหุงต้มหรือ เอลพีจี คงเคยมีประสบการณ์จากการเติมแกสที่ถูกปลอมปนมาแล้ว ผมได้ยินมานานแล้ว แต่ไม่ค่อยแน่ใจ และไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอ จนกระทั่งเมื่อ 3 วัน ที่ผ่านมา ผมได้นำรถใช้แกสหุงต้มเข้าไปเติมแกส ในสถานีบริการที่โกโรโกโสอย่างมาก บนถนนเสรีไทย เพราะไม่แน่ใจว่าจะหาสถานีอื่นข้างหน้าที่ไม่ไกลได้หรือไม่

แค่ขับออกมาสู่ถนนด้านหน้าเครื่องยนต์ก็สั่นและดับเป็นบางครั้งแล้วครับเพราะรถเกียร์อัตโนมัติที่ใส่เกียร์เดินหน้าไว้ แม้จะหยุดอยู่ เครื่องยนต์ก็ต้องรับโหลดหรือภาระ จากนั้นอาการดังกล่าวก็มีเป็นบางครั้งคราว แต่ที่แน่ๆ ก็คือกำลังของเครื่องยนต์หายไปเกิน 10 % ตลอดเวลาที่ใช้แกสใน “ถังที่เติมมา” นี้

ผมไม่ทราบว่า ผู้ขายแกส ไม่ว่าจะเป็น ต้นทาง กลางทาง หรือ ปลายทาง โกงด้วยวิธีใด ใช้สารอะไรมาผสม ใครที่อยู่ในวงการและทราบดีในเรื่องนี้ กรุณาให้ความรู้ด้วยครับ ส่งเป็นจดหมายอีเลคทรอนิค มายังบรรณาธิการบริหารก็ได้ครับจะขอบคุณอย่างยิ่ง ผมไม่แน่ใจว่าหน่วยงานใดของกระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงพลังงาน เป็นผู้ควบคุมคุณภาพเชื้อเพลิงแกสชนิดนี้ ช่วยควบคุมและตรวจสอบให้ได้ผลด้วยครับ เพราะมันคืออาชญากรรมระดับเดียวกับการลักทรัพย์ประชาชนผู้ใช้รถ



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2553
คอลัมน์ : รอบรู้เรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/yQ0Qx

บทความที่เกี่ยวข้อง

คันเร่งค้าง ฝันร้ายของผู้ใช้รถ
เรื่องไร้สาระของการใช้
วิธีใช้
ใครเกลียด
ขับเคลื่อนล้อหน้า
อัพเดทล่าสุด
24 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
21,900,000
2.
11,530,000
3.
14,900,000
4.
3,699,000
5.
2,930,000
6.
679,000
7.
1,290,000
8.
21,890,000
9.
3,090,000
10.
75,000,000
12.
1,545,000
13.
1,465,000
14.
2,390,000
15.
489,000
16.
1,199,000
18.
2,490,000
19.
479,000
20.
939,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

What's New