บทความ

รัฐนิยม


บ้านเมืองของเราขณะผมบันทึกเรื่องนี้ ปัญหาความแตกแยกของคนในชาติยังดำรงคงอยู่ รอการแก้ไขจากรัฐบาล โดยไม่รู้อนาคต

ปัญหาดังกล่าว ทำให้ผมคิดถึงเมืองไทยเมื่อปี 2482 สมัยที่พลตรีหลวงพิบูลสงคราม (ยศในขณะนั้น) เป็นนายกรัฐมนตรี หนึ่งในนโยบายของรัฐบาลก็คือ การออกประกาศรัฐนิยมเพื่อความรักชาติ รักแผ่นดิน สร้างความปรองดองสมานฉันท์ และปรับปรุงวัฒนธรรมบางประการของคนไทย ให้ทัดเทียมอารยประเทศ

ปี 2482 เป็นพุทธศกเริ่มต้นการประกาศรัฐนิยม ซึ่งประกาศออกมารวมทั้งสิ้น 12 ฉบับสิ้นสุดลงในปี 2485

รัฐนิยมแต่ละฉบับล้วนมีความสำคัญ และเป็นประโยชน์แก่ประเทศอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นประกาศที่ให้คนไทยรักชาติ รู้จักหน้าที่ของตนในการพลีแก่บ้านเมือง รู้จักขนบธรรมเนียมประเพณีที่ได้รับการปรับปรุงให้เข้าสู่ระดับสากล ตลอดจนกระทั่งการแต่งกาย การ
ใช้เครื่องอุปโภคบริโภค

รัฐนิยมฉบับที่ 1 ประกาศเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2482 ผ่านการพิจารณาเป็นพระราชบัญญัติบังคับใช้เมื่อ 28 กันยายน 2482 เรื่อง ชื่อประเทศ ประชาชน และสัญชาติให้เรียกว่า “ไทย”

ในคำแถลงของนายก ฯ หลวงพิบูลสงคราม ที่แถลงต่อสภาถึงความเป็นมาของการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” ตอนหนึ่งมีความว่า

“การที่เราได้เปลี่ยนให้ขนานนามว่า ประเทศไทยนั้น ก็เพราะเหตุว่าได้พิจารณาดูเป็นส่วนมากแล้ว นามประเทศนั้นเขามักเรียกกันตามเชื้อชาติของชาติที่อยู่ในประเทศนั้นเพราะฉะนั้นของเราก็เห็นว่าเป็นการขัดกันอยู่

เรามีเชื้อชาติเป็นชาติไทย แต่ชื่อประเทศของเราเป็นประเทศสยาม จึงมีนามเป็นสองอย่างดังนี้ ส่วนมากในนานาประเทศเขาไม่ใช้กัน

การตั้งชื่อของประเทศ ถึงแม้ว่าจะเป็นคำคำเดียวก็ตาม แต่ย่อมเป็นคำสิริมงคล และเป็นเชื้อชาติของเราต่อไปภายภาคหน้า และของลูกหลาน”

นี่ก็เป็นเรื่องของคนไทยที่อยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นคนสัญชาติใด ก็ให้เรียกว่าเป็น “คนไทย”อย่างเดียวเหมือนกันทั้งหมด ดังความในรัฐนิยมฉบับที่ 3 เรื่องการเรียกชื่อชาวไทย ซึ่งมีการเรียกแยกคนไทยว่า ไทยเหนือ ไทยใต้ ไทยอีสาน ไทยอิสลาม นั้น ควรใช้คำว่า ไทย โดยไม่แบ่งแยก

ความมุ่งหมายของรัฐบาลก็คือ ต้องการส่งเสริมความเป็นปึกแผ่นมั่นคงของประเทศ และสำคัญอย่างที่สุดก็คือ เพื่อความกลมเกลียวสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติไทยทั่วทุกภาคของประเทศ

เป้าหมายนี้ “แหล่ม” อย่าบอกใครเชียวครับ และถือเป็นครั้งแรกสุดของประเทศไทยที่มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่า ชาวไทยมุสลิมก็คือ “คนไทย”

รัฐนิยม ฉบับที่ 4, 6, และ 8 เป็นเรื่องของเพลงสำคัญๆ ของประเทศ ครอบคลุมถึงการเคารพธงชาติ เพลงชาติไทย เพลงสรรเสริญพระบารมี

รัฐบาลวางหลักปฏิบัติไว้ในรัฐนิยม ฉบับที่ 4 ดังนี้

กล่าวคือ เมื่อได้เห็นธงชาติไทยขึ้น/ลง จากเสาธงประจำสถานที่ราชการ หรือได้ยินเสียงแตรเดี่ยว หรือนกหวีดเป่าคำนับ หรือได้ยินอาณัติสัญญาณการชักธงชาติขึ้นหรือลดธงลง

และเมื่อได้เห็นธงไชยเฉลิมพล ธงเรือรบ ธงประจำกองยุวชนทหาร หรือธงประจำกองลูกเสือซึ่งทางราชการเชิญมา

หรือเมื่อได้ยินเพลงชาติไทย หรือเพลงสรรเสริญพระบารมี ซึ่งทางราชการบรรเลงในราชการซึ่งบุคคลบรรเลงในงานพิธี งานสโมสรอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือในโรงมหรสพให้แสดงความเคารพโดยปฏิบัติตามระเบียบเครื่องแบบ หรือตามประเพณีนิยม

สมัยเมื่อผมเข้ามาอยู่กรุงเทพ ฯ ตั้งแต่ปี 2491 กรุงเทพ ฯ ยังว่างรถยนต์ มีแต่สามล้อถีบโดยบุคคลผู้ถีบสามล้อจะต้องสวมหมวก และเมื่อได้ยินเพลงของชาติดังกล่าวแล้วนั้นผู้ถีบสามล้อจะต้องหยุดรถ ลงมายืนระวังตรง พร้อมกับถอดหมวกถือไว้เป็นหลักปฏิบัติ

นี่ก็เป็นเรื่องที่ผมต้องขอบใจ พลตรีหลวงพิบูลสงคราม ในวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของท่านซึ่งคนไทยก็ถือปฏิบัติมาจนถึงทุกวันนี้

หรืออย่างประกาศในรัฐนิยม ฉบับที่ 5 ว่าด้วยการรณรงค์ให้คนไทยใช้เครื่องอุปโภคบริโภคที่มีกำเนิด หรือทำขึ้นในประเทศไทย

เห็นหรือยังครับ ? นายก ฯ หลวงพิบูลสงคราม ท่านขมังเวทย์แม่นเปรี๊ยะ เริ่มให้คนไทยรู้จักใช้ของที่ “เมดอินไทยแลนด์” มาตั้งแต่เมื่อ 70 ปีที่แล้ว อะไรที่เป็น ออริจิน ไทย ก็ขอให้คนไทยพยายามซื้อใช้ซื้อกิน “ไทยทำ-ไทยใช้-ไทยเจริญ”

ความเป็นคนไทยที่นายก ฯ หลวงพิบูลสงครามประกาศในรัฐนิยม ฉบับที่ 9 ว่าด้วยภาษาไทย หนังสือไทย และหน้าที่พลเมืองดี

ผมก็เห็นว่า เป็นมรดกล้ำค่าของเราอย่างแท้จริง ในรัฐนิยมฉบับนี้ได้เน้นให้คนไทยยกย่องเคารพและนับถือภาษาไทย โดยจะต้องรู้สึกเป็นเกียรติยศในการพูด หรือใช้ภาษาไทย

อย่างน้อยคนไทยต้องอ่านออกเขียนได้ มีการศึกษาหนังสือไทยอันเป็นภาษาของชาติและเน้นให้คนไทยถือเป็นหน้าที่อันสำคัญ ต่อการช่วยเหลือสนับสนุน แนะนำชักจูงให้พลเมืองที่ยังไม่รู้ภาษาไทย หรือหนังสือไทย ให้ได้รู้

นอกจากนั้นยังย้ำด้วยว่า คนไทยจะต้องไม่ถือเอาสถานที่กำเนิด ภูมิลำเนาที่อยู่หรือสำเนียงแห่งภาษาพูดที่แปร่งออกไปตามท้องถิ่น อันเป็นเครื่องแสดงถึงความแตกแยก



------------------------------
เรื่องโดย : บรรเจิด ทวี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กุมภาพันธ์ ปี 2553
คอลัมน์ : เล่นท้ายเล่ม
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/Bazy5
อัพเดทล่าสุด
24 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
21,900,000
2.
11,530,000
3.
14,900,000
4.
3,699,000
5.
2,930,000
6.
679,000
7.
1,290,000
8.
21,890,000
9.
3,090,000
10.
75,000,000
12.
1,545,000
13.
1,465,000
14.
2,390,000
15.
489,000
16.
1,199,000
18.
2,490,000
19.
479,000
20.
939,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th