บทความ

ชื่นมื่น


เปรียบเทียบยอดจำหน่ายรถยนต์ เดือน มกราคม-พฤศจิกายน ปี 52 กับ 51
ตลาดโดยรวม ลดลง 14.3 %
รถยนต์นั่ง ลดลง 1.2 %
กระบะขับเคลื่อน 2 ล้อ ลดลง 23.6 %
กระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ ลดลง 24.2 %
รถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) ลดลง 2.6 %
รถอเนกประสงค์ (MPV) ลดลง 18.7 %
อื่นๆ ลดลง 21.5 %

เปรียบเทียบยอดจำหน่ายรถยนต์ เดือน พฤศจิกายน ปี 52 กับ 51
ตลาดโดยรวม เพิ่ม 23.8 %
รถยนต์นั่ง เพิ่ม 32.2 %
กระบะขับเคลื่อน 2 ล้อ เพิ่ม 16.5 %
กระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ เพิ่ม 17.6 %
รถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) เพิ่ม 32.9 %
รถอเนกประสงค์ (MPV) เพิ่ม 35.2 %
อื่นๆ เพิ่ม 17.6 %

นับเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการต้อนรับปีใหม่ 2553 แม้ว่าข้อเขียนนี้กว่าจะถึงท่านผู้อ่าน ก็ผ่านเลยมาแล้ว แถมช่วงที่อ่านอยู่นี่ ก็คงได้เห็นตัวเลขการขายประจำปี 2552 กันไปแล้ว

แต่ข้อมูลที่กำลังเขียนอยู่นี้ เป็นยอดการขายรถยนต์ประจำเดือนพฤศจิกายน ที่ทำเอาชื่นมื่นไปตามๆ กัน เพราะเติบโตกันขึ้นมาถึง 23.8 % ทำตัวเลขการขายกันสนุกสนาน 57,031 คัน แต่ยอดขายสะสมมีตัวเลขติดลบ 14.3 % แม้ว่าจะขายถึง 476,786 คัน

จะว่าไปแล้ว ก็เป็นเพราะการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ รวมทั้งมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ ฯ อย่าง ไทยเข้มแข้ง ที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้บริโภคไม่ค่อยกังวลกับการใช้เงินมากเท่าใดนัก สามารถถอยรถป้ายแดงกันโดยสบายใจ รวมทั้งพืชผลการเกษตรที่ราคาดีขึ้น

ในประเด็นนี้ก็พูดตรงกันทั้ง 2 ค่ายยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ข้าว อ้อย ข้าวโพด ยางพารา ที่ราคาดี เป็นผลย้อนกลับไปถึงชาวไร่ อีกทั้งการผ่อนคลายการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ที่เริ่มต้นช่วงชิงตลาดในไตรมาสสุดท้าย ทำเอาตัวเลขการขายไปได้ฉลุย

ส่วนเรื่องการส่งออก ค่ายวิภาวดีก็พูดชัดเจนว่า ในไตรมาส 4 นี้ คำสั่งซื้อจากต่างประเทศ เริ่มกลับคืนมาแล้ว และปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกๆ เดือน เพราะเป็นที่ยอมรับของคนในหลายประเทศ และลูกค้าให้ความเชื่อมั่น โดยใช้ยุทธวิธีการขายแบบที่ประสบความสำเร็จจากเมืองไทย เป็นตัวต้นแบบ

ส่วนยอดจองรถยนต์ภายในงาน มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 26 ก็ไปได้ฉลุยอีกเหมือนกัน เพราะเป็นครั้งแรกที่มียอดจองถึง 25,220 คัน และเดือนธันวาคม ก็เป็นเดือนที่มียอดขายสูงสุดของปี เป็นประจำอยู่แล้ว ก็เลยเชื่อกันว่าเป้าหมายการขายของปี 2552 ที่ประมาณกันเอาไว้ คงได้ตัวเลข 520,000 คัน สบายๆ

ก่อนจะถึงตัวเลข มาดูว่าแผนประชาสัมพันธ์ ทั้งบนดินและใต้ดินของอีโคคาร์ คันแรกของเรา ค่อนข้างทำกันอย่างเป็นระบบ เริ่มจาก ท่านกรรมการผู้จัดการใหญ่ ออกมาแถลงข่าวเปิดภาพร่างของ อีโคคาร์ เปิดโรงแรมหรูกลางกรุง มาคุยให้ฟัง แล้วก็เป็นข่าวเผยแพร่ไปทั่วโลกทางอินเตอร์เนท

ถัดมาอีกสักพัก ทีมงานก็ยกทีมมาจากหลายประเทศ มาแถลงเรื่อง วี พแลทฟอร์ม พร้อมเปิดไต๋มาหน่อยว่า เครื่องยนต์จะพัฒนาใหม่ 3 สูบ เพื่อใช้ใน 3 ประเทศ ไทย จีน และ ยุโรป เรียกว่าเปิดทีเดียวทั่วโลกกันเลย อันนี้อินเตอร์เนท ไม่ค่อยสนใจ เพราะเป็นเรื่องเชิงเทคนิคมากเกินไป

ต่อมาด้วยเรื่องใต้ดิน เพราะมีผู้มาระบุสเปคในเวบไซท์ยอดนิยม แบบชนิดที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์บอกได้เลยว่า นี่เอาข่าวประชาสัมพันธ์มาเปิดกันล่วงหน้าจะๆ เล่าสเปคอีโคคาร์กันละเอียด โดยระบุชัดเจนว่า อีโคคาร์ของค่ายนี้ คือ มาร์ช หรือ ไมครา โมเดลปี 2010 ใช้เครื่อง 3 สูบ 1.2 ลิตร 74 แรงม้า แรงบิด 106 นิวตัน-เมตร ใช้เบนซิน อี 20 รุ่นทอพใช้เกียร์ CVT เทคโนโลยีเดียวกับรถหรู เหนือชั้นด้วยระบบกดปุ่มสตาร์ท ดับเครื่องเองเมื่อรถติดเหมือนรถไฮบริด ช่วยประหยัดน้ำมัน แต่ยังไม่ยอมบอกราคาขาย

ก็เลยมีคนช่วยเอามากระจายข่าวกันโกลาหล ทั้งราย 3 วัน รายสัปดาห์ รายปักษ์ แถมด้วยภาพชัดๆ ของเจ้า ไมครา ในเมืองนอก เล่นกันเต็มจอไปเลย ส่วนรายเดือนน่ะ ยังคุมเชิง ไม่ยอมเผยแพร่กันอยู่

ก็ต้องนับว่าแผนงานประชาสัมพันธ์ทั้งบนดินและใต้ดินหนนี้ ประสบความสำเร็จล่วงหน้าไปแล้ว
ระดับหนึ่ง แต่ถ้าจะให้ดี ลองหาคนมาเล่าเรื่องระบบการทำงานของเครื่องยนต์ ที่มีทั้ง ซูเพอร์ชาร์จ และ เทอร์โบชาร์จ ทำงานคู่กัน ท่าทางจะไม่เลวนะครับ เพราะช่างบ้านเรา ยังไม่เคยรู้จักเทคนิคใหม่นี่ ว่าช่วยให้เจ้า 3 สูบเนี่ย ขับม้าออกมาได้ตั้ง 74 ตัว ไม่ใช่ธรรมดาแน่นอน

แถมให้อีกเรื่อง เป็นของขวัญปีใหม่จาก กรมการขนส่งทางบก เพื่อยกระดับคุณภาพมาตรฐานการให้บริการของรถโดยสารสาธารณะ กำหนดให้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นมา รถแทกซีมิเตอร์ที่จดทะเบียนใหม่ทุกคัน จะต้องใช้มิเตอร์แสดงอัตราค่าโดยสาร ที่มีเครื่องพิมพ์ใบเสร็จรับเงิน เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถตรวจสอบค่าโดยสาร และรายละเอียดการใช้บริการได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ กรณีผู้โดยสารลืมสัมภาระ หรือสิ่งของไว้บนรถ ยังสามารถใช้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบติดตามคืนได้อย่างสะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย

อันนี้ กระผมขอยกมือเชียร์ให้จริงๆ เพราะประสบปัญหาอยู่กับตัวเอง เวลาเบิกค่าเดินทางด้วยรถแทกซีว่าจะไม่มีเอกสารแสดงให้กับฝ่ายบัญชี ไม่เหมือนเวลาไปเมืองนอก จ่ายเงินปุ๊บ ขอใบเสร็จได้ทันที กลับเมืองไทยก็เบิกสบายใจไป แต่อยู่เมืองไทยนี่ ทำเอกสารเบิกค่าแทกซีทีไร ต้องเสวนากับฝ่ายการเงินมาโดยตลอดอันนี้ดีจริงๆ

กลับมาเรื่องตัวเลขของเรา ให้ชื่นมื่นหัวใจกันดีกว่า

อย่างที่บอกตอนต้น ว่าเดือนเดียวขายกันได้ 57,031 คัน เพิ่ม 23.8 % ทำให้ยอดรวมติดลบน้อยลงเหลือ 14.3 % ขาย 476,786 คัน

ตำแหน่งแชมพ์ก็ต้อง โตโยตา ขาย 24,562 คัน เพิ่มตามตลาด 24.4 % ส่วนแบ่ง 43.1 % อันดับที่สอง อีซูซุ ขาย 11,084 คัน เพิ่มเล็กน้อย 8.6 % ส่วนแบ่ง 19.4 % อันดับที่สาม ฮอนดา ขาย 9,550 คัน เพิ่ม 21.6 % ส่วนแบ่ง 16.7 % อันดับที่สี่ นิสสัน ขาย 3,172 คัน เพิ่มเยอะ 55.0 % ส่วนแบ่ง 5.6 % และอันดับที่ห้า มิตซูบิชิ ขาย 2,300 คัน นี่ก็เพิ่มเยอะเหมือนกัน 38.1 % ส่วนแบ่ง 4.0 %

มาถึงรถยนต์นั่ง เพิ่มขึ้นมาเยอะ 32.2 % ขายกันได้ 23,506 คัน โดยยอดรวมติดลบลดลงเหลือแค่ 1.2 % ขายได้ 194,358 คัน โดยตำแหน่งแชมพ์ยังคงเดิม โตโยตา ขาย 9,634 คัน เพิ่ม 23.2 % ส่วนแบ่ง 41.0 % ที่สอง ฮอนดา ขาย 9,366 คัน เพิ่มด้วย 25.2 % ส่วนแบ่ง 39.8 % ที่สามเพิ่มมหาศาลเพราะขายดิบขายดี มาซดา ขาย 1,381 คัน เพิ่ม 335.6 % ส่วนแบ่ง 5.9 % ที่สี่ นิสสัน ขาย 999 คัน เพิ่ม 72.5 % ส่วนแบ่ง 4.2 % โดยมีที่ห้า มิตซูบิชิ ขาย 585 คัน เพิ่ม 300.7 % ส่วนแบ่ง 2.5 %

เดือนนี้ มีผู้เสียภาษียอดเยี่ยมเยอะ เพื่อแสดงว่า คนไทยไม่ได้จนนะจ๊ะ แจกวาร์ ขาย 3 คัน เท่ากับ โพร์เช ซีตรอง ฮัมเมอร์ และ อัลฟา โรเมโอ ขายเจ้าละ 2 คัน และ ลัมโบร์กินี ขาย 1 คัน

ถัดไปเป็นการขายรถกระบะ 1 ตัน 24,162 คัน ขยับขี้น 16.5 % โดย โตโยตา ขาย 10,475 คัน ครองส่วนแบ่ง 43.4 % เพิ่ม 23.0 % ที่สอง อีซูซุ ขาย 9,260 คัน ส่วนแบ่ง 38.3 % ที่สาม นิสสัน 1,981 คัน เพิ่ม 48.7 % ส่วนแบ่ง 8.2 %

ต่อกันด้วยรถขับเคลื่อน 4 ล้อ 1,643 คัน เพิ่มขึ้น 17.6 % โตโยตา ขายได้ถึง 1,153 คัน ส่วนแบ่ง 70.2 % ทิ้งห่าง อีซูซุ ที่ขายได้เพียง 294 คัน

รถเพื่อการพาณิชย์ งวดนี้มาดี เพราะเพิ่มถึง 17.6 % แม้ว่าตัวเลขจะแค่ 3,527 คัน โดยยอดรวมเพิ่ม 17.6 % ขาย 29,954 คัน โดยมีเจ้าตลาด เป็น โตโยตา ขาย 1,328 คัน เพิ่ม 24.1 % ส่วนแบ่ง 37.7 % อีซูซุ ขาย 813 คัน เพิ่ม 24.3 % ส่วนแบ่ง 23.1 % ที่สาม ฮีโน่ ขาย 706 คัน เพิ่มเยอะ 42.1 % ส่วนแบ่ง 20.0 %

รถอเนกประสงค์ หรือรถแวนนั่นแหละ ก็เพิ่มขึ้น 35.2 % ขาย 538 คัน ยอดรวมยังลบอยู่ 18.7 % ขาย 5.192 คัน โดยมีเจ้าตลาดอีกเจ้า โตโยตา ขาย 389 คัน ครองตำแหน่งอยู่ รถกิจกรรมกลางแจ้ง ก็เพิ่มขึ้น 32.9 % ขาย 3,655 คัน เกือบครึ่งเป็น โตโยตา ขาย 1,583 คัน ยอดรวมยังลบอยู่ 2.6 % ขาย 31,222 คัน

ก็คงได้ชื่นมื่นฉลองเทศกาลกันสนุกสนานทุกเจ้าไป ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ รวมทั้งคนแถวนี้ด้วยเช่นกัน



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กุมภาพันธ์ ปี 2553
คอลัมน์ : วิถีตลาดรถยนต์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/C0Yw6

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
21 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
14,900,000
2.
3,699,000
3.
2,930,000
4.
679,000
5.
1,290,000
6.
21,890,000
7.
24,900,000
8.
3,090,000
9.
75,000,000
11.
1,545,000
12.
1,465,000
13.
2,390,000
14.
489,000
15.
1,199,000
17.
2,490,000
18.
479,000
19.
939,000
20.
24,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th