บทความ

รับปีใหม่


ยิ้มแย้มแจ่มใสรับปีใหม่กันไปแล้ว เมื่อยอดขายเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้น 23.8 % ขายกันได้ 57,031 คัน ทำให้ยอดขายสะสม มีปริมาณเพิ่มขึ้น ทำให้ตัวเลขโดยรวมลดลงเพียง 14.3 % ขายกันได้ 476,786 คัน ทำเอานักการตลาดยิ้มร่ารับเทศกาลปีใหม่กันทุกค่าย

โดยเฉพาะค่ายที่เข้าร่วมในงาน “มหกรรมยานยนต์” เมื่อต้นเดือนธันวาคม ซึ่งก็ทุกค่ายนั่นแหละ ทำยอดรวมการขายทั้งงานได้อย่างหรูหรา 25,220 คัน เป็นครั้งแรก นับแต่จัดงานเป็นต้นมา 26 ปี ทำเอาเจ้านายของพวกกระผมเดินยิ้มทั้งวัน ฮ่าๆ

รายต่อมาก็เป็นเรื่องของ เกียรตินาคิน ผู้ให้บริการด้านสินเชื่อภายในงาน สามารถปล่อยสินเชื่อในงานได้ราว 1,500 คัน วงเงิน 1,200 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ถึง 20 % แสดงว่า นอกจากคนจะมีกำลังซื้อเพราะสภาพเศรษฐกิจดีขึ้นแล้ว ทางด้านสินเชื่อก็มีการแข่งขันให้บริการกับผู้บริโภคกันขนานใหญ่ ทำให้กำลังซื้อปรากฏเพิ่มขึ้นอย่างหนาตา

แต่ข่าวดีเพิ่มขึ้นก็มาจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่คาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกเวลานี้ จะส่งผลทำให้ปริมาณการส่งออกรถยนต์ไทยปี 2552 หดตัวประมาณ 31 % โดยคิดเป็นจำนวน ประมาณ 533,000 คัน ในปี 2553 คาดว่าปัจจัยบวกต่างๆ ที่เริ่มมีการส่งสัญญาณให้เห็นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2552 จะช่วยกระตุ้นการส่งออกรถยนต์ไทยให้มีแนวโน้มดีขึ้นกว่าปี 2552

ปัจจัยบวกต่างๆ ประกอบไปด้วย ทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในหลายประเทศ แนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายชนิดที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งประเทศที่เป็นตลาดหลักของการส่งออกรถยนต์ของไทยหลายแห่งพึ่งพารายได้จากการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์สูง การลดภาษีเหลือ 0 % ภายใต้กรอบการเปิดเสรีการค้าต่างๆ โดยเฉพาะกรอบ อาฟตา ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดโดยเฉพาะ อีโคคาร์ ซึ่งค่ายรถบางค่ายในไทยมีกำหนดที่จะผลิต และเปิดตัวรถรุ่นนี้เข้าสู่ตลาดในปี 2553 และฐานตัวเลขการส่งออกที่ต่ำค่อนข้างมากในปี 2552 นี้

แต่ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ อาทิ โอกาสที่จะเกิดความไม่ต่อเนื่องของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังมีอยู่ แนวโน้มการแข็งค่าของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐ ฯ ที่มีโอกาสจะแข็งค่าต่อเนื่อง รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่อาจเพิ่มสูงจากราคาสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาน้ำมัน ซึ่งยังคงมีโอกาสผันผวนสูงในปีหน้า ทำให้โดยรวมแล้ว คาดว่าปริมาณการส่งออกรถยนต์ของไทยในปี 2553 จะอยู่ระหว่าง 575,000 ถึง 595,000 คัน หรือขยายตัว 8 ถึง 12 % จากที่คาดว่าจะหดตัว 31 % ในปี 2552

รวมถึงการตอบรับของตลาดต่อ อีโคคาร์ ซึ่งจะเปิดตัวในปี 2553 เป็นไปได้ดีกว่าที่คาด อาจจะผลักดันให้ตลาดเติบโตได้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ได้ คาดว่าจะส่งผลทำให้ในปี 2553 ไทยจะสามารถผลิตรถยนต์ได้ใกล้เคียง 1.2 ล้านคัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 15 % จากที่คาดว่าจะผลิตได้ประมาณ 1 ล้านคันในปี 2552

นี่เป็นเพียงแค่ อีโคคาร์ เจ้าแรกเท่านั้น แค่เปิดตัว บี เซกเมนท์ ตัวแรกในงาน “มหกรรมยานยนต์” ก็ให้ความสนใจสั่งจองกันเกิน 1,000 คันเข้าไปแล้ว เดี๋ยวมี บี เซกเมนท์ ตัวที่ 2 ต้นปีหน้า แถมเปิด อีโคคาร์ พร้อมรถรุ่นใหม่อีกหลายเจ้า เพราะกรอบอาฟตาเปิดเรียบร้อย เชื่อได้ว่า จะมียี่ห้อใหม่ๆ ให้เห็นอีกเยอะ

ก็ยังไม่อยากจะคาดเดาอะไรไปมากกว่านี้ เพราะตอนนี้ยังเป็นช่วงปรับตัวของค่ายรถยนต์หลายค่าย ค่ายญี่ปุ่นก็จะเปลี่ยนผู้จัดการพีอาร์ ค่ายยุโรปก็เพิ่งจะตั้งหลักกันได้ ค่ายเมืองจีนก็ใช้ความพยายามอย่างหนักที่จะบุกตลาด

แถมปัญหาของมาบตาพุด ก็ยังเยิ่นเย้อ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมแหยงไปตามๆ กัน

ให้สภาพเศรษฐกิจนิ่งกว่านี้ หรือมีอะไรที่ชัดเจนมากกว่านี้ ก็คงจะพอคาดเดาได้บ้าง ต้องคอยช่วงต้นปี ที่บรรดานักการตลาดค่ายต่างๆ จำเป็นต้องออกมาคาดสภาวะตลาดในปี 2553 ซึ่งจะได้นำมาเสนอในลำดับต่อไป

แต่ก็ยังมีสภาพัฒน์ ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาขยายตัวเป็นบวก ไตรมาสสุดท้ายของปี 2552 ในอัตราประมาณ 2.7-3.2 % จากการปรับตัวดีขึ้นของการส่งออก การท่องเที่ยว การบริโภคและการลงทุนภาครัฐ ฯ ซึ่งจะทำให้ทั้งปี เศรษฐกิจไทยจะติดลบประมาณ 3.0 % ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมเมื่อต้นปีว่าอาจติดลบถึง 4.0 %

สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2553 คาดว่าจะขยายตัว 3.0-4.0 % โดยมีการลงทุนภาครัฐ ฯ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นแรงผลักดันให้การบริโภค และการลงทุนของภาคเอกชนขยายตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตามยังมีข้อจำกัดทั้งภายนอกและภายในประเทศ อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเป็น 2.5-3.5 %

และก็ต้องของยกเอาคำเตือนของ กองบังคับการตำรวจทางหลวง ที่มีคำเตือนเชิงสนุกสนาน แต่เป็นเรื่องจริงชนิดหัวร่อมิออก ในระหว่างการขับขี่ยวดยาน โดยเฉพาะการเดินทางไกลในช่วงเทศกาล เอาแค่ 2 เรื่องก่อนก็แล้วกัน

เป็นเรื่องของผู้โดยสารภายในรถ

เป็นสาเหตุที่ใกล้ตัวที่สุดสำหรับผู้ขับขี่รถทุกคน ที่มักจะมีผู้โดยสารประเภทต่างๆ นั่งอยู่ในรถของท่าน เช่น เด็กเล็กที่มักจะซุกซน หยิบจับของในรถ หรือ เล่นกับผู้โดยสารคนอื่นๆ ในรถตลอดเวลา (แม้แต่ตัวผู้ขับขี่เอง) ดังนั้นสำหรับผู้ที่ต้องมีลูก หลาน มานั่งในรถเสมอก็ควรที่จะสอนให้เด็กๆ มีวินัยในการนั่งอยู่ในรถ หรืออย่างน้อยก็ต้องไม่เล่นกับผู้ขับขี่ขณะขับรถ

อีกทั้งยังมีผู้โดยสารประเภทต่างๆ ที่สามารถทำลายสมาธิแก่ผู้ขับขี่ได้ เช่น ในกรณีของคู่สามีภรรยา ที่อาจจะมีการสนทนาในหัวข้อที่ทำให้อารมณ์ขุ่นมัว หรือในกรณีของคู่หนุ่มสาว ชู้ กิ๊ก ฯลฯ ที่อาจจะแสดงความรักต่อกันโดยการกุมมือกันขณะขับรถ (ขับรถมือเดียว) หรือหันมามองตากันเพื่อแสดงความรัก ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ขับขี่เสียสมาธิได้เช่นกัน

สองย่อหน้าที่ผ่านมาเนี่ย มีใครไม่เคยทำบ้างเอ่ย ยกมือขึ้น

เรื่องที่สอง เป็นเรื่องของแมลงหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่เข้ามาในรถ

หลายท่านคงเคยเจอเหตุการณ์ที่มียุงเข้ามาอยู่ในรถ และสร้างความรำคาญตอนขับรถใช่ไหมครับ ส่วนใหญ่เราก็มักจะรำคาญ จนต้องไล่ตบยุงหรือแมลงที่บินไปมาในรถ จนทำให้ความสามารถในการขับขี่ลดลงอย่างมาก วิธีไล่ยุง หรือแมลงต่างๆ ที่บินอยู่ในรถนั้น ขอแนะนำให้ลองเปิดกระจกบานหน้าด้านขวา พร้อมกับเปิดกระจกบานหลังด้านซ้าย หรือจะทำสลับกันก็ได้แล้วแต่ความสะดวก เพียงเท่านี้พวกแมลงที่บินอยู่ในรถคุณก็จะโดนลมพัดปลิวออกไปนอกรถแล้วครับ �แต่ก็ยังมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ (ไม่ใช่คน) แต่แอบเข้ามาอาศัยอยู่ในรถของท่าน เช่น แมลงสาบ จิ้งจก สัตว์เลื้อยคลานชนิดต่างๆ ที่อาจจะหนีน้ำท่วมจากแถวๆ ที่พักของท่านเข้ามาได้

นั่นเป็นเรื่องที่ท่านต้องใช้ความระมัดระวังขณะขับขี่

ก็ขอให้ท่านใช้รถใช้ถนนอย่างมีสติ ปลอดจากอุบัติเหตุทั้งหลายทั้งปวงโดยทั่วกัน



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กุมภาพันธ์ ปี 2553
คอลัมน์ : โค้งอันตราย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/xA49Y

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
21 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
14,900,000
2.
3,699,000
3.
2,930,000
4.
679,000
5.
1,290,000
6.
21,890,000
7.
24,900,000
8.
3,090,000
9.
75,000,000
11.
1,545,000
12.
1,465,000
13.
2,390,000
14.
489,000
15.
1,199,000
17.
2,490,000
18.
479,000
19.
939,000
20.
24,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th