บทความ

“เฮ้อ…รถไฟไทย”


งวดนี้ต้องจริงจังสักนิด ที่ผ่านมาออกแนวเฮฮาไปบ้าง แม้หลายๆ ครั้งไม่ค่อยฮา เพราะบ้านเมืองช่วงนี้ คนไทยกำลังสติแตก แบ่งพวกฟัดกันลูกเดียว ทั้งเด็กผู้ใหญ่หัวหงอกหัวดำ กระทั่งคนโดนปลดเกษียณเพราะแก่เกินแกง ยังแถเข้าก๊กโน้นก๊กนี้ ทั้งๆ ที่รู้ว่า เข้าไปเพื่อราวีกันให้บ้านเมืองปั่นป่วน อะไรจะปานนั้น ประเทศไทย

ที่บอกว่าเอาจริง ผมขอเท้าความถึงสมัยวัยละอ่อน ภูมิลำเนาอยู่ริมสถานีรถไฟ พาหนะหลักสู่โลกภายนอก คือ “รฟท.” ลูกเดียว อาศัยไปโน่นมานี่จนจำเที่ยวไม่ได้ เห็นสภาพรถไฟสมัยนั้นว่าเป็นฉันใด ตราบจนเติบใหญ่ สุนัขเลียบั้นท้ายไม่ถึง รถไฟยังเหมือนเดิม โชคดีที่ผมเปลี่ยนไปใช้รถยนต์เป็นหลักกะเขาได้

นับถึงวันนี้ผมพรากจากรถไฟกว่า 40 ปี แม้ใจยังหวนรำลึกถึงอยู่ไม่วาย โดยเฉพาะอีตอนนั่งจีบแฟนบนโบกี หรือตอนโบกมือหยอยๆ ร่ำลาคนรักที่สถานีรถไฟ โอ้… อะไรจะโรแมนทิคเท่าไม่มีแล้ว

จวบจนเมื่อต้นปี 2552 ผมแฉลบไปเที่ยวหัวหินกับครอบครัว แน่นอนต้องแวะชมสถานีรถไฟ ซึ่งขึ้นชื่อว่า สวยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ เป็นอาคารเก่าแก่ไม่มีใครลอกเลียนแบบได้ โดยเฉพาะศาลาพระมุงกุฎ ฯ อาบด้วยสีแดงเหลือง (แนวสมานฉันท์ ) อะร้าอร่ามงามตาเสียนี่กระไร

แต่พอตัดฉากไปดูสภาพรถไฟสำหรับชาวบ้าน ซึ่งจำใจกัดฟันโดยสาร อนิจจา ยังอีหรอบเดิม ยิ่งเห็นสภาพรกรุงรังเก่าคร่ำคร่าของสิ่งก่อสร้าง ด้านหลังสถานีรถไฟหัวหินเข้าไปด้วย ถึงกับอึ้ง และปลงไม่ตก จึงนำมาเขียนในนิตยสารฉบับหนึ่ง บอกด้วยว่า สภาพรถไฟที่เป็นอยู่ ไม่ได้พัฒนาเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่กาลเวลาผ่านไปเกือบครึ่งศตวรรษ นับจากที่ผมได้สัมผัสรถไฟ

ผมยังบอกด้วยว่า รถไฟไทยวันข้างหน้า จะต้องได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลก โดยไม่ต้องแย่งชิงทำศึกกับเขมร กลายเป็นจุดขายท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นของแปลกระดับโลก เพราะความเก่าคร่ำคร่า หาดูที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว ต่อมาสื่อรายอื่นๆ มีความเห็นเช่นเดียวกับผมเป๊ะ แสดงว่าลงมติเป็นเอกฉันท์ รับรองว่า กิจการรถไฟไทยซึ่งพ่อแม่พี่น้องต้องก้มหน้าใช้บริการ อยู่ในฐานะเป็นของเก่าของโบราณขนานแท้

ไม่ใช่แค่นั้น รถไฟไทยยังเป็นของแปลก ชนิดที่กินเนสส์บุคควรบันทึกไว้ คือ พนักงานและลูกจ้างส่วนหนึ่งซึ่งเป็นนาย ก.นาย ข. มาจากไหนไม่รู้ ต่างคนต่างกระเสือกกระสนสมัครทำงาน หารายได้ยังชีพไปตามเรื่อง อีท่าไหนไม่ทราบ กลับรวมหัวกัน อยากก่อมอบ อยากหยุดวิ่ง ไม่รับคนโดยสาร เมื่อไหร่ยังไงก็ได้ รัฐบาลแต่ละรายจัดการอะไรไม่ได้เลย พอรัฐ ฯ คิดอ่านปรับปรุงแก้ไขหรือแปรรูปให้ดีขึ้นให้เป็นสากล อย่างเช่นประเทศอื่นๆ ไม่ล้าหลัง โดนขวางทันควัน

ลงท้ายกลายเป็นกองขยะมหึมา และกองหนี้สิน ให้คนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งทำตัวคล้ายๆ กองกำลังอิสระ ใครแตะต้องไม่ได้ เข้าไปคุ้ยเขี่ยหากินตลอดมา ผู้บริหารซึ่งส่วนใหญ่เป็นฝ่ายการเมืองแต่ละรุ่น หะแรกต่างร้องลั่นว่า ตูต้องยกเครื่องรถไฟยังโง้นยังงี้ เจอขวางเข้าหน่อย หยุดกึก พักเดียวเข้าไปคุ้ยเขี่ยหากินกะเขาซะนี่ เป็นยังงี้ทุกที นี่แหละสภาพรถไฟไทย ซึ่งไม่เหมือนใครในโลกนี้ และในจักรวาล

เอายังงี้ ผมขอทำนายโดยไม่ต้องฟันธง ไม่ต้องหน้าแหลมคอนเฟิร์ม ลากดารานักร้องมาเป็นเหยื่อ เพื่อความดังของตัวเอง อีกในไม่ช้ารถไฟไทยจะเข้ารูปเข้ารอย ไม่อยู่ในสภาพน่าเอน็จอนาถแก่สายตาชาวโลก อย่างทุกวันนี้ รออีกแป๊บเท่านั้นเอง

“ฮ้า…เป็นไปได้ยังไง…อะไรจะรวดเร็วปานนั้น ที่ผ่านมาเจียนๆ จะครบ 100 ปี ยังย่ำอยู่กับที่เนี้ยนะ…”

คือ ยังงี้ครับ รอให้คนไทยทั้งประเทศในตอนนี้ ทั้งเด็กแรกคลอด แบเบาะ และเราๆ ท่านๆ ทั้งหลาย รวมทั้งตัวผมด้วย กว่า 65 ล้านชีวิต ตายเกลี้ยงเสียก่อน อ้าว พูดจริง ไม่ได้พูดเล่น ขณะเดียวกัน รอให้ ลาว เขมร พม่า เวียดนาม มาเลย์ มีรถไฟหัวกระสุนใช้ซะก่อน คะเนดูคร่าวๆ ใช้เวลาสักแปดเก้าสิบปีเท่านั้นเอง รถไฟไทยก็คงจะเข้ารูปเข้ารอย แต่จะมีรถไฟหัวกระสุนหรือไม่ ไม่กล้ารับรอง ไม่เชื่อบันทึกคำทำนายของผมไว้ก็แล้วกัน แล้วจะร้องว่า เออจริงของเอ็ง อ้อ อาจเป็นไปได้ที่จะนานกว่านั้น ถ้าพนักงานรถไฟยังทำตัวคล้ายๆ กองกำลังอิสระ ไม่ขึ้นกับรัฐบาล ดังเช่นที่เป็นมาโดยตลอด เชื่อเลยประเทศไทย ทำไมถึงซวยไปทุกเรื่อง กรรมเวรแท้ๆ

เข้าสู่เนื้อหาว่าด้วยคดีความอย่างเคย งานนี้น่าสนใจมากๆ สำหรับบ้านเมืองเราในขณะนี้ ซึ่งกำลังติดเชื้อ “ตะแบง” อย่างหนัก ตะแบงทุกเรื่อง แถมกฎหมายที่พอมีอยู่ ทำท่าจะเป็นหมัน เหมือนโดนตอนกันไปหมด ใครทำแมวอะไรก็ได้ มาดูสิว่าเขาตะแบงยังไง

“นายดีกรี” ขับรถยนต์ไปเจอด่านตำรวจเรียกให้หยุด เจ้าหน้าที่สงสัยว่าเมาแล้วขับ จึงนำเครื่องวัดมาให้เป่า เพื่อวัดปริมาณแอลกอฮอล ว่าเข้าเกณฑ์ที่จะเอาผิดข้อหาเมาสุราแล้วขับรถหรือไม่

นายดีกรี ไม่ธรรมดา สั่นหัวดิก ไม่เป่า ยังไงก็ไม่เป่า ถ้าจะซ้อมก็ไม่กล้า ตำรวจจึงพาตัว นายดีกรี ไปโรงพยาบาลตำรวจ ขอให้หมอเชค กะจะเจาะเลือดนำไปตรวจ ปรากฏว่า นายดีกรี แข็งข้อ ไม่ยอมให้ทำอะไรทั้งนั้น ตะแบงเต็มพิกัด

ตำรวจกัดฟันกรอดๆ ถ้าเอาปูนป้ายหัวได้ คงทำแน่ๆ แต่ไม่ละความพยายาม จัดแจงเอาเครื่องเป่ามาจ่อปากจ่อจมูกนายดีกรี วัดลมหายใจ แล้วลงความเห็นว่า แอลกอฮอลในเลือดถึงเกณฑ์เอาผิดได้ ทำสำนวนนำตัวส่งอัยการ เพื่อฟ้องยังศาลตาม พรบ. จราจร

จำเลย คือ นายดีกรี ไม่ธรรมดาอีกนั่นแหละ ให้การปฏิเสธว่าไม่เมา เจ้าหน้าที่ไม่สามารถตรวจวัดแอลกอฮอลได้อีกต่างหาก จะมาฟ้องเอาผิดได้ไง ศาลต้องยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่าเจ้าหน้าที่เขาตรวจวัดแอลกอฮอลได้ ตัดสินลงโทษจำคุก 3 เดือน ปรับ 6 พันบาท โทษจำคุกรอลงอาญาไว้ 1 ปี มีคุมประพฤติด้วย

นายดีกรี จ้างทนายยื่นอุทธรณ์ ยืนยันโดยไม่รู้สึกเมื่อยว่า ศาลเอาผิดไม่ได้ดอก แล้วได้เฮ เพราะศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ปล่อย นายดีกรี ไปเสีย

อัยการโจทก์อยู่ไม่ได้ ยื่นฎีกาขึ้นไป ให้ลงโทษอย่างที่ศาลชั้นต้นว่าไว้

ศาลฎีกาเพ่งดูคดีนี้โดยไม่ต้องนั่งทางใน แล้วชี้ขาดออกมาว่า

นายดีกรี เมาสุราแล้วขับรถหรือไม่ ต้องดูจากกฎกระทรวง ฉบับที่ 16 (พศ. 2537) ออกตาม พรบ. จราจร ที่กำหนดไว้ว่า ให้ทดสอบตามขั้นตอน คือ (1) ตรวจวัดลมหายใจด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจหรือทดสอบ ให้ใช้เครื่องวัดระดับแอลกอฮอลในเลือด โดยวิธีเป่าลมหายใจและอ่านค่าของแอลกอฮอลในเลือดเป็นมิลลิกรัมเปอร์เซนต์…ฯลฯ…(2) ตรวจวัดจากปัสสาวะ (3) ตรวจวัดจากเลือด การตรวจวัดตาม (2) หรือ (3) ให้ใช้ในกรณีที่ไม่สามารถทดสอบตาม (1) ได้เท่านั้น

ครานี้การตรวจวัดด้วยเครื่องมือ ศาลบอกต่อไปว่า ต้องให้ นายดีกรีเป่า ลมหายใจเข้าไป จึงจะใช้ได้ ตำรวจเอาไปจ่อที่ปากรอลมหายใจของ นายดีกรี อ้างว่าวัดแอลกอฮอลได้ถึงเกณฑ์ คือ 70 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ ถือโม้ ยังมีข้อสงสัย

เมื่อพาไปโรงพยาบาลตำรวจ นายดีกรีไม่ยอมให้เจาะเลือด ให้ตรวจปัสสาวะ ศาลบอกว่าแบบนี้จนปัญญา ถือว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ การที่หมอแจงว่า นายดีกรี เมาแบบก้ำกึ้ง เมาไม่ชัดเจน ศาลก็ลงโทษทางอาญาเอาผิดนายดีกรี ไม่ได้

การที่อัยการโอดโอยในฎีกาว่า การขับรถขณะเมาสุราเป็นอันตรายร้ายแรงแก่สังคม ขืนตัดสินแบบนี้กฎหมายเป็นหมันโดยไม่ต้องตอน ศาลฎีกาก็ย้ำในทำนองว่า ช่วยไม่ได้ ในเมื่อบังคับตรวจเขาไม่ได้ เท่ากับจับไม่มั่นคั้นไม่ตาย คดีมีเหตุสงสัยตามสมควร ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ตัดสินลงโทษเขาทางอาญาไม่ได้ ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง ศาลฎีกาโอเค เอาด้วยละว่ะ

ศาลฎีกาพิพากษายืน ปล่อย นายดีกรี ให้ลอยนวล

ครับ รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย จึงน่าหนักใจในเรื่องนี้ไม่น้อย ถ้าชาวบ้านหัวหมอตะแบงอย่าง นายดีกรี ทั้งหมด หากไม่เมาจนคลานสี่เท้าเหมือนหมา และไม่ยอมให้ตรวจวัดอะไรทั้งนั้น กฎหมายเอาผิดเรื่องเมาสุราขณะขับรถก็เป็นหมันจริงๆ ด้วย ไม่ใช่ล้อเล่น นี่คือ เรื่องแปลกแต่จริงสำหรับประเทศไทยอีกอย่าง ดีหรือเลว ขอให้สาธุชนช่วยกันตัดสิน

ดูจากคดีนี้ อีกหน่อยคงต้องแก้รัฐธรรมนูญซะใหม่ คุ้มครองนักการเมืองแบบหุ้มเกราะทั้งตัว ไม่ให้เอาผิดอะไรได้เลยเป็นอันขาด ทำได้ก็เท่ไปอีกแบบ อีกหน่อยนักการเมืองประเทศอื่นๆ มาดูงานเป็นเทือก ประเทศนี้ออกกฎหมายพรรค์นี้ได้ยังไง ตูต้องเอาอย่างมั่ง

กรณีของ นายดีกรี เชื่อว่าตำรวจคงจดบัญชีดำไว้ แล้วตามเชคบิลล์ภายหลังไปเรื่อยๆ ซึ่งทำได้ไม่ยาก เอ็งอยู่ที่ไหน ขับรถทะเบียนอะไร เก็บข้อมูลไว้ในคอม ฯ แล้วเข้มงวดกวดขันทุกกรณี รับรองเดี้ยงก็แล้วกัน

ทำไงได้ ถ้าเมาสุราแล้วขับรถ แต่ลงโทษไม่ได้ แม้กระทั่งฟ้องไปที่ศาล ก็ต้องแก้เผ็ดทางอื่น ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายเหมือนกัน ดูสิว่าจะเข็ดไหม งานนี้ไม่ได้ชี้โพรงให้ตำรวจ เขาถนัดอยู่แล้วละครับ เราอย่าเสี่ยง ขอบอก

จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8809/2549



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2552
คอลัมน์ : ร่มไม้ชายศาล
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/j83RX

บทความที่เกี่ยวข้อง

มูลนิธิ ลมหายใจไร้มลทิน เสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต
มูลนิธิ ลมหายใจไร้มลทิน เสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต
อัพเดทล่าสุด
21 Aug 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
609,000
2.
469,000
3.
469,000
5.
1,239,000
6.
1,399,000
7.
640,000
8.
3,090,000
9.
2,160,000
10.
2,120,000
11.
2,269,000
12.
2,980,000
13.
2,318,000
14.
6,899,000
15.
4,299,000
16.
3,629,000
17.
3,429,000
18.
2,229,000
19.
12,399,000
20.
8,399,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th