บทความ

คปภ. จ่อสำรองทุน 25 %


ช่วงเศรษฐกิจย่ำแย่เมื่อใด แทบจะเป็นธรรมเนียมปกติทุกยุคทุกสมัย สำหรับเหตุการณ์ไม่สุจริตในแวดวง ประกันภัย ที่วงการประกันมักตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพที่แฝงตัวเข้ามา ทั้งในคราบลูกค้าผู้เอาประกัน และตัวแทน นายหน้าที่มีเจตนาไม่สุจริต

ปัญหาการเคลมไม่สุจริต (MORAL HAZARD) เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี แต่ยังไม่เคยมีการเก็บสถิติอย่างจริงจัง ยกเว้น เกิดเคสต้องสงสัย ทำให้มีเหตุไม่จ่ายสินไหม ซึ่งจะถูกนำไปเป็นกรณีศึกษา และหาแนวทางป้องกันแก้ไขร่วมกันระหว่างบริษัท และสมาคมประกันวินาศภัย

จากประสบการณ์ของฝ่ายสินไหม พบว่าเคลมผิดปกติของธุรกิจประกันชีวิตโดยรวม มีอัตราเฉลี่ยประมาณ 3-5 % หรือรับลูกค้ามา 100 ราย จะมีเหตุต้องสงสัยจากการเคลมผิดปกติให้ตรวจสอบ3-5 ราย หากเกินกว่านั้นบริษัทประกันจะขาดทุนทันที เพราะหลักการของการทำประกัน คือ การคุ้มครอง การออมระยะยาว และเป็นการเฉลี่ยภัย

ข้อน่าสงสัยเบื้องต้น ลูกค้าจะทำประกันวงเงินมากกว่า 1 ล้านบาทขึ้นไป หรือ ซื้อหลายๆ ฉบับในหลายๆ บริษัท กระจายกันไปในช่วงเวลาไม่ต่างกันมาก และไม่แถลงข้อเท็จจริงว่าได้ซื้อประกันไว้กับบริษัทไหนอยู่ก่อน เหมือนที่เคยเกิดเหตุตัดนิ้วตัวเอง และเคลมเงินประกันกว่า 60 ล้านบาทจาก 30 กว่าบริษัทเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

สำหรับกรณีที่ตกเป็นข่าวอื้อฉาวใน อ. โพธิ์ประทับช้าง จ. พิจิตร โดยตัวแทนลวงผู้เอาประกันไปฆ่าอำพราง เพื่อหวังส่วนแบ่งผลประโยชน์รวม 2.4 ล้านบาท จากผู้รับผลประโยชน์ อีกทั้งก่อนหน้านี้ก็เคยก่อเหตุกับลูกค้ามาแล้ว 3 รายนั้น พบว่าเป็นตัวแทนของบริษัทไทยสมุทรประกันชีวิต ฯ

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทประกันอีก 2 แห่ง ที่ผู้เอาประกันรายนั้นได้ซื้อประกันเพิ่ม ซึ่งเมื่อการสอบสวนถึงที่สุดแล้ว บริษัทประกันที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ต้องจ่ายสินไหม เพราะถือว่าเป็นเคลมไม่สุจริตจากกรณีดังกล่าว ทำให้บริษัทประกันแต่ละแห่ง ต้องไปปรับปรุง หรือ เพิ่มมาตรการในการพิจารณารับประกันภัยให้เข้มข้นมากขึ้น รวมทั้งเข้มงวดในการคุมเข้มคุณภาพตัวแทนฝ่ายขายด้วย

ชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการ และกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. กรุงเทพประกันภัย กล่าวว่า “ถ้าภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่เมื่อไหร่ มักจะเกิดเหตุเผาเอาประกันภัย หรือ เจตนาทำลายทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นลูกค้ารายย่อย เอสเอมอี และลูกค้ารายใหญ่ ซึ่งปีหนึ่งๆ สร้างความเสียหาย และส่งผลกระทบต่อภาพพจน์ธุรกิจอย่างมาก แม้จะมีไม่มากราย แต่ส่วนใหญ่เป็นวงเงินประกันภัยค่อนข้างสูง

บริษัทประกันภัย รับเบี้ยมา 100 บาท/เคส แต่ต้องจ่ายสินไหม 5 แสนบาท แค่นี้ก็ขาดทุนทันที ต้องไปรับงานเพิ่มอีกหลาย 10 ปีกว่าจะคุ้มกับที่จ่ายเคลมไป”

ภาวะเศรษฐกิจทรุด ทำเอา บริษัท กมลประกันภัย จำกัด ต้องสังเวย พรบ. ประกันวินาศภัย 2550 ฉบับใหม่ ต้องหยุดรับประกันภัยโดยอัตโนมัติ สาเหตุเพราะพิษเศรษฐกิจทำทุนสำรองไม่ครบตามกฎหมาย เข้าข่ายกฎเหล็กมาตรา 27 บังคับให้บริษัทต้องหยุดทำธุรกรรมดังกล่าว โดย คปภ. ไม่ต้องใช้อำนาจตามมาตรา 52 ออกประกาศคำสั่งหยุดรับประกันแต่อย่างใด จึงไม่ได้ลงเวบไซท์เผยแพร่ เปิดเผยให้ประชาชนรับรู้ในวงกว้าง

คปภ. เองก็รอลุ้นผู้บริหารใส่เงินชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนอีก 150 ล้านบาท ก็จะมีผลให้ฐานะบริษัทเป็นปกติทันที แหล่งข่าวจาก คปภ. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 มิย. 2552 บริษัท กมลประกันภัย จำกัด ต้องมีอันหยุดการรับประกันภัยลงชั่วคราว จนกว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาเงินกองทุนขาดได้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอผู้บริหารบริษัทกมล ฯ ชำระเงินค่าหุ้นจำนวน 150 ล้านบาท ตามที่ได้แจ้งเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 200 ล้านบาท เป็น 350 ล้านบาท ไว้กับนายทะเบียนตั้งแต่เดือน พค. ที่ผ่านมา ก็จะทำให้สามารถดำรงฐานะการเงินกองทุนได้ตามกฎหมายเช่นเดิม สำหรับสาเหตุที่ คปภ. ไม่ได้มีการประกาศรายชื่อทางหน้าเวบไซท์นั้น สืบเนื่องจากเป็นการหยุดการทำธุรกรรมตาม พรบ. ประกันวินาศภัย พศ. 2550 อัตโนมัติ อีกทั้งไม่ได้เป็นประกาศคำสั่งของนายทะเบียน ในกรณีอาศัยความตามมาตรา 52 ของ พรบ.ฯ ในการสั่งหยุดรับประกันภัยเฉกเช่นระเบียบปฏิบัติเดิมของอดีตนายทะเบียนทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา

หากแต่เป็นการหยุดรับประกันโดยอัตโนมัติ เนื่องจากกรณีมาตรา 27 ของ พรบ. ฯ ได้ระบุไว้ว่า ในกรณีบริษัทขาดเงินกองทุน และมีปัญหาฐานะการเงิน จะต้องส่งแผนแก้ไขฟื้นฟูให้นายทะเบียนแต่ในระหว่างส่งแผนนั้น มันทำให้บริษัทห้ามขยายธุรกิจโดยอัตโนมัติ ดังนั้น คปภ. จึงไม่สามารถเปิดเผย ได้ ยกเว้นเสียแต่ในกรณีแก้ไขไม่ได้แล้ว นายทะเบียนจำเป็นต้องอาศัยความตามมาตรา 52 เพื่อออกประกาศคำสั่งให้หยุดรับประกันภัย จึงจะสามารถเปิดเผยได้

อนึ่ง สำหรับความตาม พรบ. ของมาตรา 27 ได้แก่ มาตรา 27/5 ให้บริษัทจัดทำรายงานการดำรงเงินกองทุนเสนอต่อนายทะเบียนทุกเดือน และในกรณีที่เงินกองทุนของบริษัทใดลดลงต่ำกว่าเงินกองทุนที่จะต้องดำรงไว้ตามกฎหมาย และให้บริษัทต้องเสนอโครงการเพื่อแก้ไขฐานะภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่รับแจ้งจากนายทะเบียน หรือวันที่ผู้ตรวจสอบบัญชี หรือที่บริษัทตรวจพบ

และในมาตรา 27/6 ในระหว่างการดำเนินการตามโครงการที่แก้ไขฐานะการเงิน ที่ได้รับความเห็นชอบตามมาตรา 27/5 บริษัทสามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ แต่จะดำเนินการขยายธุรกิจไม่ได้ จนกว่าจะแก้ไขฐานะการเงิน และสามารถระดมเงินกองทุนให้ครบถ้วนตามกฎหมาย

แต่ทีนี้ในระหว่างห้ามขยายธุรกิจ มันหมายถึง ห้ามรับประกันรายใหม่ หรือ ขยายวงเงินรับประกันที่มีอยู่ 2. ห้ามเพิ่มความเสี่ยงในการลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัท 3. ห้ามก่อภาระผูกพันเพิ่มเติม 4.ห้ามทำสัญญาแต่งตั้งตัวแทน หรือนายหน้า 5. ห้ามโอนกิจการของบริษัท ทั้งนี้หากกรณีถ้ารายใดฝ่าฝืนจะถูกบทลงโทษตามมาตรา 89/1 ที่ระบุว่า ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 27/6 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5 แสนบาท

ในเรื่องนี้ นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมการบริษัท กมลประกันภัย ได้แจ้งว่า บริษัทอยู่ระหว่างแก้ไขปัญหาเรื่องเงินกองทุนขาดให้ครบโดยเร็วที่สุด ซึ่งตามแผนจะต้องมีการเพิ่มทุนอีก ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับทางผู้ถือหุ้นเดิม และผู้ถือหุ้นใหม่เพื่อทำการเพิ่มทุน โดยสาเหตุที่ทำให้เงินกองทุนขาด เป็นผลมาจากกฎหมายการดำรงเงินกองทุนตามเกณฑ์ใหม่ของ คปภ. ไม่นับรวมเงินลงทุนในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เงินลงทุนที่ใช้ไปกับการตกแต่งอาคาร จากเดิมที่สามารถนับรวมได้อย่างไรก็ตาม บริษัทจะรีบดำเนินการแก้ไขโดยเร็วที่สุด

ในด้านของสำนักงาน คปภ. จ่อให้บริษัทประกันวินาศภัย วางเงินทุนสำรองเป็น 25 % กันไว้จ่ายลูกค้าหากบริษัทเจ๊ง ! คาดใช้ต้นปี 2553 โดย คปภ. ต้องการล้อมคอกวินาศภัย สร้างความอุ่นใจลูกค้า อีกระดับ เตรียมคลอดกฎเหล็กใหม่บังคับบริษัทวางเงินสำรอง 25 % ไว้กับนายทะเบียนเหมือนฝั่งประกันชีวิต ถ้าบริษัทเจ๊งผู้เอาประกันได้รับชำระหนี้แน่ เพราะเงินสำรองก้อนนี้อยู่เหนือกฎหมายบังคับคดี เจ้าหนี้สั่งอายัดไม่ได้กำหนดวางเงินสำรองเป็นขั้นบันไดเริ่มปีแรก 10 % เตรียมส่งเทียบเชิญเอกชนเฮียริ่งคาดเริ่มใช้ต้นปี 2553

ขณะนี้สำนักงาน คปภ. อยู่ระหว่าง ร่าง ประกาศ คปภ. ฉบับใหม่ ที่จะกำหนด ให้บริษัทประกันภัยวางทรัพย์สินเป็นเงินสำรอง 25 % ของภาระผูกพันทั้งหมดที่มีต่อผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยไว้กับนายทะเบียน เพื่อให้เป็น ไปตาม พรบ. ประกันวินาศภัย พศ. 2535 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมพศ. 2551 ที่กำหนดให้บริษัทประกันวินาศภัยจัดสรรทรัพย์สินเป็นเงินสำรอง และให้นำมาวางไว้กับนายทะเบียนตามสัดส่วนข้างต้น เพื่อเป็นหลักประกันให้กับผู้เอาประกันภัย หากบริษัทประกอบกิจการเจ๊งหรือเลิกกิจการไป จะได้นำเงินสำรองส่วนนี้มาชดใช้ให้กับผู้เอาประกันภัยตามภาระผูกพันในกรมธรรม์

สำหรับเงินสำรองที่จะกำหนดให้บริษัทประกันวินาศภัยนำมาวางไว้กับนายทะเบียนเฉพาะเงินสำรองสำหรับเบี้ยประกันภัยที่ยังไม่ตกเป็นรายได้ของบริษัทเท่านั้น ไม่ใช่เงินสำรองสำหรับค่าสินไหมทดแทน โดยภายใต้กฎหมายลูกที่กำลังยกร่างอยู่ไม่ได้กำหนดให้วางคราวเดียวหมดทั้ง 25 % ในปีแรกที่บังคับใช้กฎหมาย แต่จะให้ทยอยวางเป็นขั้นบันได คือ ปีแรกกำหนดให้วางเงินสำรอง 10 % ปีที่สอง 20 % และตั้งแต่ปีที่ 3 เป็นต้นไป 25 %

เป็นข่าวที่ท่านผู้อ่าน และประชาชน ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะพิษเศรษฐกิจทำพิษกับทุกฝ่าย ดังนั้นจะซื้อประกันภัยกับบริษัทไหน ก็ต้องระมัดระวังให้ดี โดยเฉพาะของถูก ให้ระลึกไว้เสมอว่าไม่มีของดีราคาถูก มิฉะนั้นจะถูกหลอกเอานะครับ



------------------------------
เรื่องโดย : กฤชกมล นิติธรรมโกศล
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กันยายน ปี 2552
คอลัมน์ : ประกันภัย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/6onlt
อัพเดทล่าสุด
10 Sep 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,090,000
2.
2,229,000
3.
779,000
4.
3,590,000
6.
1,316,000
7.
1,749,000
8.
1,699,000
10.
3,299,000
11.
5,399,000
12.
6,799,000
13.
3,249,000
14.
4,980,000
15.
53,500,000
17.
3,600,000
18.
13,339,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th