บทความ

ANGELS & DEMONS ศาสนา VS วิทยาศาสตร์ ความจริงที่พิสูจน์ด้วยความเชื่อ


ANGELS & DEMONS
ศาสนา VS วิทยาศาสตร์ ความจริงที่พิสูจน์ด้วยความเชื่อ

ภาพยนตร์ภาคต่อที่สร้างจากนวนิยายเรื่องเยี่ยมของ แดน บราวน์ ว่าด้วยการท่องไปในงานศิลป์ของ ศ. โรเบิร์ท แลงดอน ภาคแรกนั้น แลงดอน ต้องผจญภัยในร่องรอยลี้ลับที่ซุกซ่อนไว้ในศิลปะยุคเรเนอซองศ์ (หรือยุคฟื้นฟูศิลปะ) เนื้อเรื่องผูกเงื่อนปมไว้กับตำนานจอกศักดิ์สิทธิ์ที่เคยรองรับโลหิตพระเยซู และการถอดรหัสลับศิลปินเอกของโลก…เลโอนาโด ดาวินชี

แม้ตัวหนังในภาคแรกจะถ่ายทอดความลึกซึ้งคมคายได้ไม่เท่าการอ่านหนังสือ เนื่องจากการตามรอยในงานศิลป์แต่ละชิ้น ควรต้องใช้วิจารณญาณ และการพินิจอย่างถ้วนทั่วและถ้วนถี่ ในขณะที่เวลาของหนังไม่สามารถหยุดรอการพิเคราะห์ของผู้ชมได้เลย

หนังในภาคแรกจึงเป็นได้แค่การเติมเต็มจินตนาการของสถานที่ต่างๆ ที่ถูกกล่าวถึง ซึ่งแม้ตัวหนังสือเองจะมีภาพประกอบอยู่แล้ว แต่การได้เห็นตัวละครเอกที่รับบทโดย ทอม แฮงค์ เดินไปมาในพิพิธภัณฑ์ลูวร์ เมกกะสำหรับคนรักงานศิลปะ ก็เป็นอะไรที่หลายคนรู้สึกพอใจแล้ว ในการสละเวลาชมภาพยนตร์เรื่องนี้

และใน ANGELS & DEMONS ก็เช่นเดียวกัน หนังยังคงทำได้ไม่เทียบเท่าความช่างสังเกต และช่างเก็บข้อมูลรายละเอียดของ แดน บราวน์ ในหนังสือเช่นเดิม…ไม่ใช่ว่าหนังละเลยที่จะทำ แต่ถ้าจะทำให้ดีเท่าหนังสือ หนังเรื่องนี้คงต้องใช้เวลาดูให้จบราวๆ 6-8 ชั่วโมง

เพราะการตามรอยสัญลักษณ์ที่ปรากฏในหนัง ยิ่งทีก็ยิ่งดูยากไปเรื่อยๆ ในขณะที่ถ้าเป็นหนังสือ จะยิ่งอ่านยิ่งสนุกเมื่อได้เห็นสัญลักษณ์แต่ละอันของ “อิลลูมินาตี” ซึ่งในเรื่องอ้างว่าเป็นสมาคมลับของเหล่านักวิทยาศาสตร์ ในยุคที่คริสตจักรกำลังถูกท้าทายความเชื่อ

ความเชื่อที่ว่า “พระเจ้าเป็นผู้สร้างโลก และโลกคือศูนย์กลางของจักรวาล” ทำให้นักวิทยาศาสตร์ในสมาคมลับหลายคน ถูกประหารชีวิตเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม ห้ามไม่ให้ศรัทธาที่กำลังกำเนิดขึ้นต้องดับสลายไป ชีวิตใครหลายคนจึงถือเป็นเรื่องควรค่าแก่การสิ้นสูญ

แล้วหนังก็ผูกเรื่องให้ใครคนหนึ่ง ลุกขึ้นมาทวงสิทธิ์แห่งความจริง ที่ไม่ใช่แค่ความเชื่อในยุคนี้ แต่เป็นความจริงที่ซ่อนอยู่ในความเชื่ออีกที การพิสูจน์ตนเองของคริสตจักรจึงถูกท้าทายด้วยเลือด และภาพลวงของความแค้น ซึ่งหนังก็ได้ซ่อนแค้นไว้ในรักอีกที

เป็นการผูกเรื่องที่น่าสนุกและยอกย้อน ให้เราหลงคิดว่ามิตรเป็นศัตรู และเห็นศัตรูเป็นพวกเดียวกันเอง แล้วก็ให้เราหลงรักในสิ่งที่เราเชื่อ แต่สุดท้ายก็คลายเรื่องให้เราย้อนถามตนเองว่า…หรือเราแค่เชื่อในสิ่งที่รัก

หนังไม่ได้ตอบคำถามใดๆ เพียงแต่ทิ้งรอยไว้ให้เราครุ่นคิดต่อไป ถึงอนาคตของมนุษยชาติ อำนาจลี้ลับของพระเจ้า และความมหัศจรรย์ของวิทยาศาสตร์…บนทางเลือกของชีวิตและศรัทธา หนังเสนอว่าบางคนยอมรับได้กับความจริงของชีวิตที่ว่า เราทุกคนล้วนต้องตาย

แต่จะเลือกตายไปอย่างไร้จุดหมายปลายทาง หรือจะตายเพื่อไปพบกับใครบางคน คนที่เราได้แต่ภาวนาว่าเขาจะคอยรับเราอยู่บนฟากฟ้า แม้เราจะไม่เคยเห็นเขาเลยก็ตาม…

 

BOLT
“ในคำว่า “รัก” ไม่เคยมีเส้นแบ่งแห่งสายพันธุ์”

“ในเสียงหัวเราะ ควรจะมีหยดน้ำตา” คือ คำที่ วอลท์ดิสนีย์ มักพูดถึงเสมอ หนังในค่ายนี้จึงมีทั้งอารมณ์ขัน และความอบอุ่นใจ และบางทีก็มีหยดน้ำเล็กๆ ระอุขึ้นหลังม่านตา จากหนังที่มีเรื่องราวเศร้าโศกสะเทือนใจในตอนจบ หรือจากบางเรื่องที่ดูแล้วซึ้งกินใจจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ อย่างเช่นหนังเรื่องนี้

BOLT คือ หมาน่าสงสารที่ทั้งชีวิตโดนคนหลอกให้อยู่ในโลกมายา อาศัยอยู่ในกองถ่ายละครทีวี
มีซีรีส์ชื่อดังเป็นตัวกักขังให้มันเชื่อว่า นี่คือเรื่องจริง และในเรื่องไม่จริงนี้มันเป็นพระเอกที่คอยช่วยเหลือนายสาวของมัน อีกทั้งยังเชื่อว่าตัวเองมีพลังวิ่งชนรถบรรทุกได้ มีดวงตาเลเซอร์ไว้กำจัดเหล่าร้าย และมีหน้าที่พิทักษ์โลกให้พ้นภยันตราย แต่ทุกครั้งที่เสียงคัทดังขึ้น กองถ่ายก็จะกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง กล้องถูกเก็บ นายของมันก็ถูกพากลับบ้าน แต่ตัวมันเองกลับถูกขังไว้ในกอง ซึ่งมันเชื่อหมดหัวใจว่าเป็นเรื่องจริง

และทุกครั้งมันก็จะรู้สึกกระวนกระวายใจ เวลาไม่เห็นนายของตัวเอง เพราะคิดว่านายของมันได้ถูกจับตัวไปอีกแล้ว ความรู้สึกตรงนี้คล้ายกับตอนได้ดู TRUEMAN SHOW หนังดรามาของ
จิม แคร์รี ที่ทำให้คนดูร้องไห้กับชะตาชีวิตที่เศร้าเหลือแสน เกิดเป็นคนก็เป็นได้แค่ตัวละครตัวหนึ่ง

แต่ความรันทดของ BOLT ยิ่งกว่านั้น เมื่อมันบังเอิญได้ออกจากโลกปลอมๆ แล้วมาพบว่าตนเองเป็นหมาธรรมดา ไม่มีพลังพิเศษ ไม่มีภารกิจใดๆ และสุดท้ายมันยังอาภัพกว่าการเป็น TRUEMAN หลายเท่านัก เพราะมันไม่มีอะไรเลย ชีวิตที่เคยเชื่อมาตลอดกลับกลายเป็นแค่เรื่องสมมติ มันไม่มีพ่อแม่ พี่น้อง ไม่มีเพื่อน สิ่งเดียวที่มันมี คือ นายสาวของมัน ซึ่งมันควรถามตัวเองว่า นั่นใช่นายจริงๆ หรือเขาสมมติมาให้ด้วยหรือเปล่า

และถึงแม้ว่าจะใช่นายที่รักและห่วงใยมันจริงๆ…แล้วนายไปอยู่ที่ไหน ?

แต่เมื่อดนตรีของการเดินทางเริ่มบรรเลงขึ้น BOLT จึงต้องเรียนรู้อะไรหลายอย่าง มันได้พบเจอชีวิตที่มีแต่ความฉ้อฉล โกหก และทำได้ทุกอย่าง ขอเพียงแค่มีชีวิตรอด อย่างแมว และได้เจอกับสิ่งมีชีวิตที่เชื่อเหลือเกินว่า BOLT คือ ซูเพอร์หมาผู้กอบกู้โลก ทั้ง 3 ร่วมแลกเปลี่ยนทัศนคติ และค่อยๆ เพิ่มความเชื่อใจให้แก่กันและกัน “คนดีเปลี่ยนคนเลวได้เสมอด้วยความดี” สมการนี้ยังถูกนำมาใช้ได้อย่างน่าสนุก

เรื่องราวต่อจากนี้ จึงเป็นการผจญภัยในเมืองใหญ่ตามสไตล์การ์ตูนเผชิญโลก เหมือนปลาการ์ตูนที่ตามหาลูก NEMO ในเวิ้งน้ำมหาสมุทร หรือ WALL E ที่ตามหารักแท้หนึ่งเดียวในจักรวาล เป็นเรื่องของตัวละครที่เดินทางเพื่อเจอโลกอีกแบบหนึ่ง ซึ่งมันจะได้พบแง่มุมชีวิตอื่นในรูปแบบใหม่ ทั้งยังค้นพบความหมายของชีวิตที่ตนเองไม่เคยตามหามาก่อน

เป็นหนังที่เด็กๆ ดูได้ดี มีคติสอนใจ แฝงไว้ด้วยการเปิดความคิดเรื่องการดูการ์ตูนของเขาเอง ซึ่งจะทำให้เขาได้รู้ว่า หนังก็เป็นหนัง หมาก็เป็นหมา และคน 2 ขาก็เป็นอะไรที่อยู่ในกฎเกณฑ์เดียวกัน อย่าริดูการ์ตูนบ้าพลัง แล้วลองทำตามโดยเด็ดขาด

ส่วนคนดูที่เลี้ยงสัตว์ ก็ควรตระหนักถึงสิ่งสำคัญในหนังเรื่องนี้ให้มากๆ โดยเฉพาะยามที่คุณรู้สึกท้อแท้ว่าชีวิตนี้มันช่างแย่ ไม่มีใครเคียงข้าง ลองมองดูเพื่อน 4 ขาของคุณสิ ทั้งชีวิตมันไม่มีอะไรเลยนอกจากคุณเพียงคนเดียว ที่เป็นทั้งเพื่อน พ่อ แม่ และพี่น้องร่วมฝูงในสายตาของมัน ถ้าไม่มีคุณมันจะเป็นอย่างไร เคยคิดกันบ้างหรือเปล่า ?

รู้หรือไม่ว่า BOLT คือ สุนัขพันธุ์อเมริกัน ไวท์ เชเฟิร์ด ที่ทีมผู้สร้างได้เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยตรงหน้าตา หู จมูก และขนาดตัว ถ้านึกไม่ออกว่าพันธุ์นี้มีหน้าตายังไง ให้นึกถึงหมาตำรวจ แต่ตัวสีขาวนั่นล่ะ
ศิลปิน : FRANZ FERDINAND
อัลบัม : TONIGHT : FRANZ FERDINAND
แนวดนตรี : DANCE ROCK

“เพลงแดนศ์ขั้นเทพ”

อัลบัมเพลงพาร์ทีของวง ART ROCK จากเมืองกลาสโกว์ สกอทแลนด์ ประเทศที่นับวันจะขยันผลิตศิลปินเจ๋งๆ ออกมาเกินหน้าเกินตาประเทศตัวแม่อย่างอังกฤษ ซึ่งขึ้นชื่อชั้นเหนือกว่าประเทศอื่นๆ วงน้องใหม่รายนี้เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2001 โดยสมาชิกทั้ง 4 คนมีจุดหมายง่ายๆ ตามสไตล์วัยรุ่นฮอร์โมนแรง คือ อยากทำเพลงที่สาวๆ อยากเต้นด้วย ช่วงแรกของการเล่นดนตรีเป็นวง พวกเขาจึงใช้โกดังเก่าเป็นเวทีคอนเสิร์ท พร้อมๆ กับจัดพาร์ทีไปด้วย

จนเมื่อถูกตำรวจซิวในข้อหาเปิดสถานเริงรมย์โดยไม่ได้รับอนุญาต เพราะเหล่าสาวกตามมาสังสรรค์กันอย่างครึกครื้นเกินการซ้อมดนตรีแค่สนุกๆ พวกเขาจึงเริ่มมองหาสิ่งที่รองรับการแสดงได้ดีมากยิ่งขึ้น อย่างเช่น การเซ็นสัญญาออกอัลบัมแรกกับค่ายเพลงอินดี ในปี 2003

พอถึงปี 2004 พวกเขาก็ปล่อยอัลบัมเต็มชุดที่ 1 ในชื่อเดียวกับวง ส่งผลให้เพลง TAKE ME OUT ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายไม่เหมือนใคร ขึ้นอันดับ 3 UK ALBUM CHART ในเวลาไม่นาน ด้วยดนตรีที่ทั้งแปลก สด แต่สนุก ติดหูทันทีที่ได้ฟัง พร้อมกับจังหวะจะโคนที่ฟังดูโจ๊ะๆ แต่แฝงด้วยสำเนียงของเสียงร้อง กีตาร์ และทุกอย่างที่ใส่เข้าไปในเพลงให้มันดูทันสมัยอย่างบอกไม่ถูก ถ้าใช้ภาษาเด็กสมัยนี้ก็ต้องบอกว่า แนวถึงขั้นเทพ !

กระทั่งมิวสิควีดีโอของเพลง ที่ใช้คอมพิวเตอร์กราฟิคผสมกับเทคนิคเพเพอร์มาเช ดูแล้วชวนให้โยกย้ายตาม จน MTV MUSIC VIDEO AWARDS ต้องประเคนรางวัลให้แบบไม่มีใครกล้ากังขา สุดท้ายอัลบัมนี้ก็ขายไปกว่า 3 ล้านแผ่น จากนั้นวงนี้ก็เริ่มมีชื่อเสียงยิ่งขึ้นจากรางวัลอีกมากมาย

อัลบั้มชุดต่อมา พวกเขาก็ยังขนเอาเพลงเจ๋งๆ อย่าง DO YOU WANT TO มากระแทกหูคนฟัง ด้วยสำเนียงเพลงที่เหมือนไปขุดเอา THE BEATLES มาสวมเสื้อยืดลายดำแดงกับกางเกงรัดเป้า เพราะมันทั้งเก่าและล้ำอยู่ในที มีความรู้สึกที่กวน และชวนสนุกตลอด 3 นาทีกว่าๆ

พอมาถึงอัลบัมชุดนี้ พวกเขาจึงถูกตั้งความหวังไว้มากทีเดียว โดยเฉพาะกับแฟนเพลงผู้นิยมการพาร์ทีเป็นชีวิตจิตใจ เพราะตัวนักร้องนำได้ประกาศไว้แล้วว่า นี่คือ อัลบัมเพลงแดนศ์มากกว่าที่จะเรียกว่ารอค ! และผู้เขียนก็มีความเห็นว่ามันไม่ใช่ทั้ง โพสต์พังค์, อัลเทอร์เนทีฟ, อีเลคโทรรอค หรืออะไรก็ตามที่ชวนให้นึกถึง เสียงกีตาร์แตกๆ แต่ไม่บาดหู และเสียงร้องแบบตะโกน

เพลงเปิดตัว ULYSSES จึงเริ่มด้วยเสียงเบสส์ และจังหวะกลองที่เคยได้ฟังบ่อยๆ ในคลับชั้นดี แต่ก็ยังมีสำเนียงกีตาร์ และเสียงร้องแบบเพลงดังในอัลบัมก่อนตามมาไม่ห่าง…เกือบสนุก แต่ก็ยังไม่มันพอ เกือบใหม่แต่ก็ยังขาดอะไรไปอีกนิดหน่อย หลายคนที่ได้ฟังเปรยออกมาอย่างนั้น

อีกเพลงที่ตามมา คือ NO YOU GIRLS ก็เกือบทำได้ดีเช่นกัน ถ้าไม่ไปเทียบกับของที่เคยทำไว้ ซึ่งบางทีอาจเป็นเพราะพวกเขาเปลี่ยนโพรดิวเซอร์คนใหม่ หรืออาจเพราะพวกเขาต้องการให้มันเป็นเพลงแดนศ์อย่างที่พูดไว้จริงๆ ซึ่งก็คงจะดีไม่น้อย หากผับ บาร์ และสถานบันเทิงในเมืองไทย จะช่วยเปิดเพลงของวงนี้บ้าง อย่างเพลง LIVE ALONE ซึ่งเหมาะมากที่จะเปิด เพราะฟังแล้วไม่อยากอยู่คนเดียว แถมยังอยากชวนโต๊ะข้างๆ มาสนุกด้วยกันอีกต่างหาก

ถ้าไม่เชื่อ…หรือฟังแล้วงง ตกลงมันเพราะหรือไม่เพราะ แนะนำว่าหามาฟังเองจะดีกว่า หรือไม่ก็พิมพ์ชื่อเพลงที่บอกลงไปใน youtube.com รับรองมีให้ฟังเพียบ

 

ศิลปิน : ZEE AVI
อัลบัม : ZEE AVI
แนวดนตรี : ACOUSTIC FOLK POP
“เสียงจากเพื่อนสาวที่น่ารัก”

ศิลปินหญิงเบอร์หนึ่ง คนแรกจากค่าย BRUSHFIRE RECORDS ของ JACK JOHNSON นักดนตรีและมือกีตาร์อารมณ์ดี มีภาพลักษณ์แบบหนุ่มผู้หลงใหลในสายลมและฟองคลื่น คนที่เกือบจะได้เป็นนักโต้คลื่นมืออาชีพ แต่ชีวิตก็พลิกผันให้มาร้องเพลงออกอัลบัมเดี่ยวจนโด่งดัง แล้วในที่สุดก็พัฒนาตนเองจนกลายมาเป็นเจ้าของค่ายเพลง

ZEE AVI คือ นักร้องสาวคนแรกของค่ายนี้ เธอแสดงความสามารถจนเตะตาเจ้าของค่าย ด้วยการบันทึกภาพเคลื่อนไหวระหว่างที่เธอกำลังเล่นเพลง NO CHRISTMAS FOR ME เพลงที่เธอแต่งและร้องเพื่อเพื่อนที่อยู่ห่างไกล เธอฝากงานชิ้นนี้ไว้ในเวบไซท์ youtube.com ให้เพื่อนเข้าไปดู แต่เรื่องกลับกลายเป็นว่า มีคนอื่นๆ อีกมากที่คลิกเข้าไปชม และชื่นชอบอย่างล้นหลาม จนเป็นที่มาให้สาวเอเชียคนนี้ถูกเชิญไปเซ็นสัญญากับค่ายเพลงที่สหรัฐอเมริกา แล้วโด่งดังไปทั่วโลก

ในวิดีโอที่บันทึกนั้น ปรากฏภาพเธอกำลังนั่งเล่นกีตาร์ด้วยคอร์ดง่ายๆ เพียงลำพัง แต่ทั้งเนื้อเสียงและภาพ ที่คงบันทึกด้วยเครื่องอัดแบบง่ายๆ จึงทำให้เพลงครวญถึงสิ่งที่ขาดหาย กลายเป็นเพลงที่ให้อารมณ์ถวิลหาอย่างเหลือเชื่อ เพราะมันทั้งเก่าและดูขรึมขลังด้วยภาพขาวดำของผู้หญิงผิวสีน้ำผึ้ง ซึ่งเมื่อใครหลายคนได้ทราบว่าเธอเป็นชาวมาเลเซีย ก็ยิ่งรู้สึกทึ่งมากขึ้น เพราะเธอเปล่งสำเนียงร้องได้อย่างไพเราะเพราะพริ้ง ยิ่งกว่าสาวเจ้าของภาษาอังกฤษคนไหนๆ

เพลงต่อมาในอัลบัม จึงเป็นอะไรที่สะกดคนฟังได้อย่างชะงัด และ BITTER HEART เพลงแรกที่กำลังเปิดให้ฟังตามคลื่นวิทยุบ้านเรา ก็คือเสียงแรกที่จะเปิดหูผู้ฟังอีกหลายล้านคน ให้หลงใหลในเสน่ห์แห่งเสียงดนตรีของเธอ เพราะเสียงเครื่องดนตรีชิ้นอื่นอย่าง ทรัมเพท กลอง และเบสส์ ก็ล้วนผสมผสานกันเป็นรสเสียงที่กลมกล่อม

เปรียบเหมือนความขม หวาน และหอมหวนของกาแฟยามบ่าย ทั้งผ่อนคลายและคึกคักไม่มากไม่น้อยไป ฟังแล้วก็อยากฟังซ้ำจนต้องหามาฟังทั้งอัลบัม เมื่อได้ฟังก็รู้จักตัวเธอมากยิ่งขึ้น

เพลงต่อมาที่ชื่อ HONEY BEE จึงเป็นเพลงที่เก็งกันว่า น่าจะกำลังไต่ชาร์ทครองใจใครหลายคน โดยเฉพาะเมื่อเปิดฟังยามเย็นในรถ ซึ่งคุณอาจกำลังอ่อนล้ากับการงาน และสภาพท้องถนนอันจำเจน่าเบื่อ เพลงนี้เหมือนเป็นเพลงจากเพื่อนถึงเพื่อน…เธอจะกระซิบข้างหูปลอบโยนคุณเบาๆ ด้วยถ้อยคำที่บริสุทธิ์จริงใจ ไม่เสแสร้งแกล้งฝืน กีตาร์หนึ่งตัวที่อยู่ในมือเธอนั้นจะค่อยๆ กรีดกรายที่ละเส้นทีละโนทเสียง จนกลายเป็นจังหวะเดียวกับหัวใจอันควรจะสงบของคุณ

ต่อเมื่อคุณรู้สึกดีขึ้นแล้ว เธอก็จะชวนคุณยักย้ายร่างกายให้ชุ่มชื่นขึ้น ด้วยเพลงน่ารักๆ อย่าง KANTOI เพลงลูกครึ่งภาษามลายู-อังกฤษ ที่อิงกลิ่นอายดนตรีสเปน ด้วยลีลาการเล่นกีตาร์คลาสสิคตัวเล็กแบบฟราเมงโก พร้อมเนื้อหาของเพลงถูกใจสาวๆ ซึ่งมักจะถูกแฟนหนุ่มโป้ปดไปเรื่อย โทรไปก็ไม่ยอมรับ พอจะจับได้ก็แถไปแบบข้างๆ คูๆ แต่สุดท้ายความจริงทั้งหมดก็ถูกเปิดเผยจนได้

และเมื่อต้นปีที่ผ่านมา นักร้องสาวอายุเพียง 23 ปีคนนี้ ก็ยังได้บินมาเปิดการแสดงบนเวที BANGKOK JAZZ เมืองไทย กวาดเอาใจผู้ฟังทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติไปหลายคน ทั้ง 12 เพลงในอัลบัมนี้ จึงถือเป็นบทเพลงที่ควรค่าแก่การควักกระเป๋าซื้อแผ่น เพื่อให้ได้งานเพลงที่มีคุณภาพเสียงที่ดี ซึ่งจะเหมาะมากหากเอาไว้ฟังบนถนนในกรุงเทพ ฯ เมืองที่อาจจะมีรถมากกว่าถนน และติดยาวเป็นอันดับ 1 ของโลก



------------------------------
เรื่องโดย : ปัญญ์
นิตยสาร CAR STEREO ฉบับเดือน กันยายน ปี 2552
คอลัมน์ : แนะนำเพลง
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/2IWL2
อัพเดทล่าสุด
5 Dec 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,180,000
2.
19,800,000
3.
31,900,000
4.
24,700,000
5.
1,990,000
6.
12,959,000
8.
31,900,000
10.
33,900,000
12.
3,699,000
13.
1,030,000
15.
6,000,000
17.
4,999,000
19.
23,420,000
20.
32,900,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th