บทความ

ดั่งดาวเดือนเลือนลับ


“ถึงอุ่นแสงแห่สูรย์จำรูญหล้า/ถึงแจ่มจ้าจันทร์จรัสรัศมี/ไม่ช่วยให้ได้ชื่นรื่นฤดี/เสมือนมีแม่ได้อยู่ใกล้ชิด/ปราชญ์โบราณขานถ้อยว่าร้อยชู้/ก็สุดสู้เมียอันเป็นขวัญจิต/ร้อยเมียดีมีอยู่เป็นคู่คิด/สุขชีวิตไม่เทียบเปรียบแม่ครอง/ความรักในใจแม่มีแก่บุตร/บริสุทธิ์แน่นหนักล้ำรักผอง/สละสิ่งสุขจิตมิคิดปอง/ชีพแม่ต้องทุกข์ยากมากประการ/ให้กำเนิดลูกน้อยคอยปกป้อง/ไม่ให้พ้องพานทุกข์สบสุขศานต์/พระคุณล้นพ้นฟ้าสุธาธาร/สิ่งใดปานเปรียบได้นั้นไม่มี/ขอแม่ได้ทราบคำลูกรำลึก/จดจารึกเป็นกลอนอักษรศรี/แม้ลูกเพียรเขียนสารสักล้านปี/ไม่ถึงที่สุดคำพร่ำพระคุณ”

นี่คือ คำกลอนชนะเลิศประกวดคำขวัญวันแม่แห่งประเทศไทย ปี 2496 ซึ่งหนุ่มจากนครศรีธรรมราช แดนที่อบร่ำด้วยโนรา หนังตะลุง เพลงบอก ฯลฯ ยิ่งตอนเล็กๆ ปู่สอนจินดามณี และประถมมาลา

ย่าเล่าเรื่องวรรณคดีต่างๆ ให้เขาฟังจนฝังใจ อยู่ประถม 2 เขารับจ้างอ่านวรรณคดี เช่น ขุนช้างขุนแผน รามเกียรติ์ อิเหนา พระอภัยมณี ฯลฯ ให้ผู้ใหญ่ฟังเสมอ จึงไม่แปลกที่กลอนชนะเลิศข้างต้น ลึกซึ้งกินใจทั้งถ้อยคำและสำนวน ทั้งจังหวะจะโคนลงตัวยากหาที่ติ แม้ตอนนั้นเขาอยู่ชั้น ม. 8 สวนกุหลาบวิทยาลัย อายุเพียง 16-17 ปี (เกิด 11 ธันวาคม 2477 ) ไม่แปลกเลยที่ต่อๆ มา ภิญโญ ศรีจำลอง จะโด่งดังในวงการกวีที่สตรีสาร ศรีสัปดาห์ สยามสมัย แสนสุข เดลิเมล์ สกุลไทย ฯลฯ คู่กับเพื่อนร่วมสมัยเช่น แรมจันทร์ อัฏฐมาส เจษฎา วิจิตร ฯลฯ

แล้วเมื่อต้นปี 2503 เขากับเพื่อนๆ ที่กำลังดัง จึงได้มีบทกวีรวมเล่มครั้งแรก ในชื่อ “ชะบา” โดย “สิบนักกลอนหนุ่ม” ที่มีนามปรากฏบนปก คือ เจษฎา วิจิตร/โกวิท สีตลายัน/อนันต์ สวัสดิพละ/ภิญโญ ศรีจำลอง/ประยอม ซองทอง/บุญรอด ปาณปุณณัง/บุญนิตย์ ไชยเศรษฐ์/สนธิกาญจน์ กาญจนาสน์/ สวัสดิ์ ธงศรีเจริญ และ รงก์ โรจน์กร นอกจากนั้น เขายังได้รวมกลอนร่วมกับกวีรุ่นพี่ และรุ่นเพื่อน
ซึ่งล้วนเป็นชาวอักษรศาสตร์ จุฬา ฯ ใน “รอยฝัน” (2503) อันประกอบด้วย กุลทรัพย์ รุ่งฤดี/ถาวร ชนะภัย/สุมน สุดบรรทัด/แรมจันทร์ อัฏฐมาส/วนิดา สถิตานนท์/มะเนาะ ยูเด็น/ประยอม ซองทอง/โกวิท สีตลายัน ฯลฯ

ใน ”ชะบา” หนุ่มกวีศรี นครศรีธรรมราชยังมีทีเด็ด กลอนชื่อ “จากใจจริง” บรรยายถึง ความอาวรณ์ถวิลในความงามที่ (ดูเหมือนความในใจเมื่ออยู่บางแสน) มี บทกลอนรำพึงรำพันถึงบ้านเกิด (หาชื่อกลอนไม่พบ) อ่านแล้วอยากร้องไห้ มี “จำปูน” พูดถึงดอกไม้ และสาวน้อยในความหลังที่ชื่อจำปูน

มี “เสียงพิณ” บรรยายแทนจะเด็ดยามได้ยินเสียงพิณของตะละแม่กุสุมา (ธิดาพระเจ้าแปร ในผู้ชนะสิบทิศ” มี “แด่พระนครศรีอยุธยา” ซึ่งบรรยายความอาลัยอาวรณ์อย่างได้อารมณ์สะเทือนใจยิ่ง เมื่อเห็นซากโบราณสถานวัตถุ มี “อนุสรณ์ แด่ ยาขอบ” บรรยายถึงความซาบซึ้งในตัวละครเอกๆ และบรรยากาศอันเคยรุ่งเรืองโอ่อ่าแต่ละเมืองในผู้ชนะสิบทิศ แล้วจบลงด้วยวรรคทองที่ว่า

“ธรณีตะเลงมีแต่เสียงไห้/จะแลไหนเห็นแต่คนก่นสะอื้น/แม้คชาม้าศึกเคยครึกครื้น/ก็ยังยืนเงียบเหงาเหมือนเศร้าทรวง/เยือกเย็นไปแม้ในกระท่อมน้อย/อีกเศร้าสร้อยไปกระทั่งในวังหลวง/เหมือนสูรย์จันทร์พลันลับลงดับดวง/ดาเรศร่วงฟ้าเหงาอยู่เปล่าดาย”

ในบรรดาเพื่อนนักกลอนรุ่นพี่-เพื่อนๆ และรุ่นน้องใกล้เคียงกัน ภิญโญ ได้ชื่อว่าเป็นปฏิภาณกวีที่เด่นมาก เพราะเขาสามารถว่ากลอนสดๆ ขั้นโต้วาทีกลอนสดได้สบายมาก จึงไม่แปลกที่เขาได้ร่วมรายการกลอนสดยุคโน้น ในรายการ “ลับแลกลอนสด” ทางโทรทัศน์ ช่อง 4 บางขุนพรหม เสมอๆ และผู้ชมยุคโน้นจะลุ้นการแข่งกลอนชาวบ้าน จนกระทั่งเขาชิงชนะเลิศกับ จินตนา ปิ่นเฉลียว กวีฝีปากคมจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬา ฯ

ภิญโญ เคยเล่าว่า เขาใฝ่ฝันเข้าเรียนคณะอักษรศาสตร์ จุฬา ฯ พร้อมเพื่อนร่วมชั้น เช่น วิจิตร ศรีสะอ้าน-(ปัจจุบัน ศ. ดร.) แต่เขาต้องไปเรียนที่วิทยาลัยวิชาการศึกษา บางแสน (รุ่นแรก) แต่แล้วก็กลับเข้ากรุงเทพ ฯ เรียนจบปริญญา ได้เข้าเป็นครู และต่อมาที่กองวรรณคดี และประวัติศาสตร์กรมศิลปากร จนกระทั่งเกษียณอายุราชการ

เนื่องจากเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ในวรรณคดีต่างๆ มาก เขาจึงมักได้รับเชิญไปบรรยาย-ปาฐกถา -อภิปรายเรื่องเกี่ยวกับวรรณคดีเสมอๆ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกวีเอก “สุนทรภู่“ นอกจากเขียนบทกวีทั่วไปแล้ว มักได้รับเชิญให้ร่วมเขียนในโอกาสสำคัญๆ ของชาติ เช่น กาพย์เห่เรือรัตนโกสินทร์ 200 ปี (5 ใน 7 ตอน) ร่วมแสดงสักวากับพวกเราในนามชมรมนักกลอน และสมาคมนักเขียน ฯ ด้วยกัน เขียนบทความ-สารคดีเกี่ยวกับวรรณคดี เขียนเรื่องสั้นจนรวมพิมพ์หลายชุด ที่โด่งดัง คือ ชุดที่มีตัวยืนโรง ชื่อ พริ้ง พระอภัย (ซึ่งได้รับเลือกเป็นบทเรียนด้วย) เขียนนวนิยาย เช่น นิยายอิงประวัติศาสตร์ ตอนปลายกรุงศรีอยุธยา ชื่อ “ขุนไพร” รวมทั้งบทปกิณกะหลากหลายรูปแบบ ทั้งในนามจริง และนามปากกา เสียงพิณ/วัชรา/ศรีภราดร/สยาม สิริ/บุญเพ็ง ภุมวาร/ภาค พิเรนทร เป็นต้น

เมื่อเขาจากไป (6 มิถุนายน 2552) ทำให้ผู้เขียนคิดถึงเขาและเพื่อนๆ ที่รวมงานใน ”ชะบา” ด้วยกัน

“แล้วดอกแก้วอีกกิ่งในสวนแก้ว/ต้องลมแรงล่องแล้วจากสวนขวัญ/ดั่งจวนย่ำสนธยาสู่สายัณห์/หิ่งห้อยพร่ำรำพันดงลำพู/เพื่อนเคยพร้อยพราวแสงกลางดึกสวย/ยิ่งลมชวยพรายแสงให้แรงหรู/ต่างแข่งบินรินผกายพรายพรั่งพรู/ก่องสกาวราวพบูต่างแบ่งบาน/ต่างบานแบ่งแข่งประทิ่นรินรินรื่น/ฉมกลิ่นชื่นกลีบสีคลี่หอมหวาน/จึ่งรวมช่อช้อย “ชะบา” มาลัยลาน/ทั้งกลิ่นสีคลี่ตระการพราวพรรณราย/โอ้เพื่อนแก้วแพร้วบุปผาลาสู่สรวง/ประดุจดวงดาริกาลาลับหาย/ปานปลิดปลิวพลิ้วนภาต้องพระพาย/ปลิดสร้อยสายวรรณศิลป์รินระทม/แรกดอกแก้ว “สนธิกาญจน์” ผ่านเลยลับ/อัจกลับ “เจษฎา” พาขื่นขม/แล้ว “อนันต์” พลันอำลาหมองอารมณ์/ทุกข์ทับถมเมื่อ ”โกวิท“ ติดตามลา/สิ้นกวีอ่างศิลานาม “สวัสดิ์”/คนล่าลัดยังตามไปไกลสุดหล้า/คือ “ภิญโญ ศรีจำลอง” ต้องไคลคลา/วันน้ำฟ้าร่วงฟ้าร้าวอาลัย/เหม่อมองดาวพราวฟ้าเพลานี้/รุ้งรังสีหม่นหมองเหมือนร้องไห้/น้ำตาฟ้าเฉียบกระเซ็นเย็นเยียบไพร/ดั่งดอกไม้ใกล้ฝั่งพรั่งเพลงลา/เราอยู่หลังยังพันธะภารกิจ/ค่อยประสิทธิ์เยาวกวีศรีภาษา/ยังติดตามคลำรอยค่อยตามมา/เพื่อวันหน้าวรรณศิลป์ไม่สิ้นใจ/เพื่อนสู่สรวงรวงกวีรุจิรัตน์/จุ่งประภัสเพริศพราววาวไสว/รังสมบัติวรรณศิลป์ร้อยรินไว้/เป็นดวงไฟพรายพราวเยาวกวี/

บัดนี้จึงหลงเหลือชะบาเพียง 4 กลีบเท่านั้น



------------------------------
เรื่องโดย : ประยอม ซองทอง
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน สิงหาคม ปี 2552
คอลัมน์ : ชีวิตคือความรื่นรมย์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/r82IU
อัพเดทล่าสุด
10 Apr 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
3,299,000
2.
5,399,000
3.
6,799,000
4.
3,249,000
6.
53,500,000
8.
3,600,000
9.
4,539,000
10.
13,339,000
11.
2,999,000
12.
1,749,000
13.
1,800,000
15.
499,000
16.
979,000
17.
990,000
18.
4,090,000
19.
1,699,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

บทความที่เกี่ยวข้อง