บทความ

นิสสัน จีที-อาร์ และ โพร์เช เทอร์โบ ถึงเวลาเปลี่ยน “แชมพ์โลก” แล้ว


ไม่มีอะไรแปลกใหม่ออกสู่ตลาดรถมานานเป็นปีแล้วครับ รถใช้พลังงานทางเลือกก็ถูกนำเสนอมามากพอแล้ว รถเก๋งระดับสูง ก็ปรับปรุงคุณภาพกันไปในด้านระบบอำนวยความสะดวกกับระบบความปลอดภัย

ซึ่งหลายอย่างไม่สามารถใช้ได้ในเมืองไทย เพราะไม่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ รถสปอร์ทรุ่นใหม่ที่กำลังอยู่ในโครงการ ก็ล้วนเป็นรุ่นราคาสูงเป็นพิเศษ ผลิตจำนวนจำกัด

รถพวกนี้ถูกตั้งราคาไว้ โดยบวกกำไรหลายเท่าตัวครับ แค่ในตลาดโลกก็ราคาคันละหลาย 10ล้านบาทแล้ว ผมเคยนำมาลงพอให้รู้จักสมรรถนะของมัน แต่ตอนนี้ มีรถสปอร์ทชั้นยอดในราคาสมเหตุสมผลออกมารุ่นหนึ่ง คือ นิสสัน จีที-อาร์

รถรุ่นนี้เป็นข่าวมาตั้งแต่ยังไม่ออกจำหน่ายแล้ว เพราะวิศวกรของโรงงาน รวมทั้งประธานใหญ่ ใช้โพร์เช เทอร์โบ ยอดรถสปอร์ท พิษสงรอบตัวจากประเทศเยอรมนี เป็นบรรทัดฐาน ว่าต้องสร้างให้ดีกว่าให้ได้

ก่อนออกจำหน่ายได้ไม่นาน ก็มีการพิสูจน์ให้เห็นเฉพาะด้านสมรรถนะในสนามแข่ง ว่า นิสสันทำได้จริง โดยการจับเวลาในสนาม นืร์บวร์กริง (NURBURGRING) สนามแข่งที่เกือบทุกบริษัทผลิตรถสปอร์ท ต้องใช้เป็นสนามทดสอบ ในการพัฒนา ผลเป็นอย่างไรขอผลัดไว้ตอนท้ายเรื่องครับ ตอนนี้ขอเปรียบเทียบด้านอื่นๆ ของรถทั้ง 2 รุ่นก่อน

จีที-อาร์ ใช้เครื่องยนต์แบบ วี-6 สูบ ความจุ 3,800 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 486 แรงม้า ที่ 6,400 รตน.แรงบิดสูงสุด 588 นิวตัน-เมตร ที่ 3,000 รตน. น้ำหนักรถ 1,782 กก. ขับเคลื่อน 4 ล้อ เกียร์แบบคลัทช์คู่ 6 เกียร์ ส่วน โพร์เช เทอร์โบ ใช้เครื่องยนต์แบบสูบนอน หรือ บอกเซอร์ 6 สูบ ความจุ3,600 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 480 แรงม้า ที่ 6,000 รตน. แรงบิดสูงสุด 620 นิวตัน-เมตร ที่ 1,950รตน. น้ำหนักรถ 1,583 กก. ขับเคลื่อน 4 ล้อ เช่นเดียวกัน แต่เกียร์ของ โพร์เช และคลัทช์เป็นแบบธรรมดาดั้งเดิม 6 เกียร์ เท่ากับของ นิสสัน

ส่วนที่ต่างกันเหมือนคนละขั้ว คือ ตัวถังรถ และแผงหน้าปัดครับ โพร์เช ยังคงรูปทรงไว้แบบดั้งเดิม ส่วนแผงหน้าปัดและมาตรวัดต่างๆ ก็เป็นแบบใช้เข็มชี้ หรือนาลอกเกือบทั้งหมด มองดูคันเดียวแบบไม่มีการเปรียบเทียบ ก็ยังถือว่าใช้ได้ครับ แต่ถ้ามีแผงหน้าปัดทันสมัยอย่างของนิสสัน มาเปรียบเทียบ ภายในของ โพร์เช ก็จะกลายเป็นของโบราณไปทันที ในส่วนนี้คงต้องขอผ่านไป เพราะไม่สามารถวัดระดับ หรือให้คะแนนเพื่อเปรียบเทียบกันได้

มาตรวัดของ นิสสัน ถอดแบบมาจากเกมของคอมพิวเตอร์ มีภาพให้ดูเสมือนเป็นมาตรแสดงผลทั้งแบบอนาลอก และดิจิทอลพร้อมกัน ในจอซึ่งอยู่ตรงกลางของแผงหน้าปัด ส่วนมาตรวัดที่สำคัญ ยังคงเป็นแบบอนาลอกและเป็นของจริง อยู่หน้าผู้ขับ อ่านง่ายสบายตากว่าของ โพร์เช

นิสสัน เชื่อมั่นในคุณภาพและสมรรถนะ จึงกล้าออกแบบตัวถังให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ต้องเลียนแบบบรรดารถสปอร์ทของยุโรป

เกียร์ของ จีที-อาร์ เป็นแบบคลัทช์ 2 ชุด ทำงานเหมือนเกียร์ธรรมดา ถ้าจะพูดแบบไม่เป็นทางการก็คือ เกียร์ธรรมดา ที่มีคลัทช์อัตโนมัติ ไม่ต้องเหยียบแป้น และเปลี่ยนเกียร์แบบอัตโนมัติ โดยไม่ต้องใช้มือโยกคันเกียร์ครับ

ตอนคลัทช์จับเมื่อออกรถขณะหยุดนิ่ง จะกระชากเบาๆ พร้อมกับมีเสียงฟันเฟืองกระทบกันพอให้ได้ยิน จากนั้นเกียร์จะทำงานอย่างราบเรียบทุกการเปลี่ยนเกียร์ และถ้าคนขับเหยียบคันเร่งมิดมันก็จะดึงจนหลังอัดกับเบาะอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการขาดตอนเหมือนการเปลี่ยนเกียร์ธรรมดา

เครื่องยนต์ 3,800 ซีซี ของ นิสสัน รุ่นนี้ ถูกประกอบแบบรถสปอร์ทชั้นสูงของยุโรปครับ คือ ใช้ช่างชำนาญพิเศษ ประกอบด้วยมือ และเครื่องมือที่จำเป็น คนเดียวเหมาทั้งเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีการใช้เครื่องมืออัตโนมัติช่วย ถ้าเป็นรถยุโรปบางราย ก็จะมีการลงชื่อผู้ประกอบเครื่องยนต์ไว้ด้วยไม่มีรายงานว่า นิสสัน ทำแบบนี้หรือไม่ เครื่องยนต์ของทั้ง 2 ฝ่าย ใช้เทอร์โบขนาดเล็ก 2 ตัว ของ
โพร์เช มีครีบปรับแนวไอเสียแบบแปรผัน จะเห็นได้จากค่าแรงบิดสูงสุด ที่ “มา” ตั้งแต่ยังไม่ถึง2,000 รตน. ถ้าเป็นการทำอัตราเร่งกันแบบเต็มที่ เทอร์โบแบบธรรมดาของ นิสสัน ไม่เสียเปรียบครับ แต่ในสภาพใช้งานจริง คือ ตอนเร่งความเร็วในเกียร์สูง โดยไม่ต้องให้เครื่องยนต์หมุนเร็วโพร์เช จะมีอัตราเร่งดีกว่า

ลองมาเปรียบเทียบอัตราเร่งจากตารางข้างล่างนี้ครับ

นิสสันจีที-อาร์ /โพร์เช เทอร์โบ
กม./ชม. วินาที วินาที
0-100 4.1 3.7
0-120 5.4 5.0
0-140 6.9 6.6
0-160 8.7 8.1
0-180 10.8 10.0
0-200 13.3 12.4

ความแตกต่างของเวลาไม่ถึง 1 วินาที ไม่มีความหมายครับ หมายความว่ารถทั้ง 2 รุ่น มีอัตราเร่งเท่ากัน ตั้งแต่ออกรถจนถึงความเร็ว 200 กม./ชม. เป็นการวัดโดยมีผู้โดยสารอีก 1 คนถ้าประมาณว่าน้ำหนักคนขับ และคนนั่งรวมกันประมาณ 130 กก. น้ำหนักของ นิสสันขณะวัดอัตราเร่ง คือ 1,912 กก. ส่วน โพร์เช 1,713 กก. ส่วนต่างระดับ 200 กก.ในขณะที่เครื่องยนต์มีกำลังสูงสุดเกือบเท่ากัน ไม่น่าจะได้อัตราเร่งเท่ากันครับ ถึงจะได้เกียร์แบบคลัทช์คู่ส่งแรงบิดได้ต่อเนื่อง ก็ไม่น่าจะช่วยได้ขนาดนี้

น่าสงสัยมากว่า นิสสัน คันที่ถูกส่งให้นิตยสารรถของเยอรมันรายนี้ทดสอบ คงจะมีกำลังเกินกว่าที่แจ้งไว้อีกหลาย 10 แรงม้า เพราะเพียงแค่ปรับความดันของเทอร์โบขึ้นเล็กน้อย กำลังก็เพิ่มขึ้นมาได้หลาย 10 แรงม้าทันทีครับ

ความเร็วสูงสุดของรถทั้ง 2 รุ่นเท่ากันพอดี ที่ 310 กม./ชม. ความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยจากการใช้งานหลายสภาพ นิสสัน 6.02 กม./ลิตร โพร์เช 6.17 กม./ลิตร นิสสัน “กิน” มากกว่า2.5 % ในขณะที่น้ำหนักตัวมากกว่ากัน 10 % ตรงจุดนี้ต้องถือว่าเป็นฝีมือของวิศวกรเครื่องยนต์ของ นิสสัน ครับ

เกือบลืมเล่าไปครับ ที่จริงแล้วอัตราเร่งของ จีที-อาร์ จะดีกว่านี้ ถ้า นิสสัน ยังไม่ตัดระบบออกรถอัตโนมัติออกไป ระบบนี้จะใช้งานแผ่นคลัทช์หนักมาก จนอายุใช้งานสั้น นิสสัน เกรงว่าถ้ายังให้ระบบนี้อยู่ ลูกค้าในสหรัฐอเมริกา ซึ่งนิยมการออกรถแข่งกันตอนได้ไฟเขียว จะใช้มันบ่อยจนคลัทช์หมดเร็วกว่ากำหนด ทั้งเสียชื่อเสียงและเสียเงินซ่อมให้ด้วย เพราะยังอยู่ในระบบประกันคุณภาพอย่างแน่นอน

การเกาะถนนทรงตัวในโค้ง นิสสัน ได้เปรียบกว่า เพราะน้ำหนักที่ลงสู่ล้อหน้าและหลังไม่ต่างกันมาก นิสสัน เลือกวางห้องเกียร์ไว้ด้านหลัง ทำให้น้ำหนักลงสู่ล้อหลังเกินครึ่งไปเล็กน้อย ได้ข้อดีไปพร้อมกัน คือ เกาะถนนในโค้งดีมาก ส่วนแรงขับเคลื่อนก็ยังอยู่ในเกรณ์ดีมากเหมือนกันฝ่ายโพร์เช ที่ทั้งเครื่องและเกียร์อยู่ด้านหลัง ได้เปรียบด้านแรงขับเคลื่อนในเกียร์ต่ำนิดหน่อย แต่เสียเปรียบมากเรื่องการทรงตัวในโค้ง นักทดสอบของนิตยสารรถรายนี้รายงานว่าการแบ่งแรงขับเคลื่อนหน้า/หลัง ของ นิสสัน ก็ทำได้ดีกว่าด้วย

ก่อนจบมาดูผลการขับทำเวลาในสนามแข่งนืร์บวร์กริง กันครับ ระยะทางต่อรอบ 20.8 กม.จีที-อาร์ ใช้เวลา 7 นาที 47 วินาที ในขณะที่ โพร์เช ต้องใช้ถึง 8 นาที 3 วินาที ต่างกันถึง16 วินาที หมายความว่า ถ้าวิ่งแข่งกันเต็มที่ไปเรื่อยๆ นิสสัน จะชนะแบบนอครอบในรอบที่ 30ครับ

นิสสัน ตั้งราคา จีที-อาร์ ในประเทศเยอรมนีไว้ 83,500 ยูโร ในขณะที่ โพร์เช ขายรุ่น เทอร์โบราคา 143,000 ยูโร แพงกว่าถึง 71 % ในบางประเทศ ส่วนต่างอาจจะสูงกว่านี้อีกนะครับยังเป็นโชคดีของ โพร์เช ที่ นิสสัน ไม่ผลิต จีที-อาร์ เวอร์ชัน 2 ที่ภายนอกและภายในเลียนแบบรถสปอร์ทของยุโรปออกมาด้วย

ถ้าเป็นเช่นนั้น นึกไม่ออกเหมือนกันครับ ว่า โพร์เช จะเอารุ่น เทอร์โบ ไปขายใคร ราคาของจีที-อาร์ ที่ตั้งไว้นี้ เขาบวกกำไรไว้เต็มที่แล้วนะครับ ใครที่ติดตามข่าวของโรงงานรถยนต์ในระดับสากล คงหายสงสัยนะครับว่า ทำไม โพร์เช ถึงร่ำรวยขนาดซื้อโรงงาน
โฟล์คสวาเกน ได้



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน สิงหาคม ปี 2552
คอลัมน์ : รอบรู้เรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/jPxmr
อัพเดทล่าสุด
8 Oct 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
2.
2,090,000
3.
2,229,000
4.
779,000
5.
3,590,000
7.
1,316,000
8.
1,749,000
9.
1,699,000
11.
3,299,000
12.
5,399,000
13.
6,799,000
14.
3,249,000
15.
4,980,000
16.
53,500,000
18.
3,600,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th