บทความ

เริ่มนิ่ง


ที่ว่านิ่งรอบนี้ หมายความถึง จุดต่ำสุดของเส้นกราฟแสดงยอดการขายรถยนต์ เพราะตกต่ำไปมากกว่าร้อยละ 30 มาตั้งหลายเดือน แต่เดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ก็เริ่มเข้าสู่ภาวะทรงตัวตกต่ำไปแค่ร้อยละ 20 กว่าๆ ถ้าเป็นเส้นกราฟก็แสดงว่า จากติดลบร้อยละ 30 ก็เหลือติดลบร้อยละ 20

เรียกว่าเส้นตกท้องช้างเริ่มเงยหน้าอ้าปาก ไม่ทำให้ใจสั่นหวิวกันไปทั้งวงการ ค่อยเริ่มมีรอยยิ้มบนใบหน้ากันบ้าง

รายงานทางเศรษฐกิจช่วงที่ผ่านมา ก็ค่อยแสดงออกมาแล้วว่า หลังตกต่ำจนถึงที่สุด ช่วงนี้ก็อยู่ในช่วงที่จะต้องเริ่มเงยหน้าอ้าปากกันอีกครั้ง แม้ว่าหนนี้อาจต้องใช้ระยะเวลานานหน่อยก็ตาม

ฟากทางรัฐบาลก็ยังประเมินทางที่ดีว่า ในไตรมาสสุดท้ายของปี น่าจะเป็นโอกาสที่เศรษฐกิจเริ่มเงยหน้าอ้าปากกันได้

ก็ถ้าเม็ดเงินทางภาครัฐ ฯ เริ่มกระจายออกมาสู่ภาคเอกชนเมื่อใด เมื่อนั้นก็จะค่อยๆ เข้าที่เข้าทางกันเสียที

ส่วนเรื่องรถบางรุ่น ที่กำลังได้รับความนิยม เกิดปัญหาหลังซื้อไปได้ไม่นาน ประมาณว่าแก้ปัญหาไม่ได้ ขับอยู่ดีๆ เครื่องก็ดับไปเฉยๆ หาสาเหตุไม่ได้ พักหลังนี่ก็เงียบหายไป แม้ว่าจะไม่ได้รับการแก้ไขจนจบ แต่ก็ผิดใจกันไปหลายคันแล้ว

ก็ต้องทำใจยอมรับว่า ผลิตภัณฑ์ที่ขายในบ้านเรา เราไม่ได้เป็นผู้คิดค้น เราเป็นแค่ผู้ประกอบชิ้นส่วน จนเสร็จออกมาเป็นคันรถ หรือบางคันก็ได้สิทธิ์ทางภาษีจากกลุ่มอาเซียน ก็ไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น สั่งเข้ามาเป็นคัน แล้วก็ล้างทำความสะอาด เอาออกมาขาย ก็เลยไม่ค่อยรู้ปัญหาของรถกันเท่าที่ควร

ทีนี้ฟากทางผู้บริโภค ก็ต้องทำใจว่า รถทุกคันที่ประกอบออกจากโรงงาน ไม่ว่าโรงงานไหนก็ตาม พนักงานต่างก็ต้องได้รับการอบรมสั่งสอน ให้ทำในสิ่งที่ดีที่สุด ส่วนสิ่งที่ไม่ดีนั้น อาจหลงหูหลงตากันไปบ้าง ของทุกชิ้นที่ออกจากโรงงานอุตสาหกรรม ไม่ใช่ว่าจะต้องดีเลิศประเสริฐศรีในทุกชิ้น ทุกงานที่ออกมาขาย มันก็ต้องมีบกพร่องกันบ้างละ

อีตรงที่บกพร่องนี่แหละ ที่บ้านเรายังหาสาเหตุกันไม่ได้สักที เพราะเป็นแค่ผู้ใช้ปลายทางไม่ได้คิดค้นเจ้ารถคันนั้นมาตั้งแต่ต้น

ก็จะฝากความหวังไว้กับองค์กรเกี่ยวกับยานยนต์ ก็มีอยู่ไม่กี่แห่ง คนที่น่าฝากที่สุดตอนนี้เห็นจะเป็น สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค แต่ผู้บริโภคก็ต้องไม่ลืมเก็บหลักฐานเอาไว้ทุกชิ้น ทุกอัน เพื่อประโยชน์ในการไต่สวน

ที่นี่คงช่วยได้แค่นี้ เพราะพักหลังนี่ขนาดว่ารถขายไม่ค่อยดี ก็ยังพอมีเรื่องร้องเรียนหลงหูหลงตามาบ่อยๆ

ไปคุยกันเรื่องประเทืองปัญญาดีกว่า

เรื่องแรก อันนี้ต้องขอเชียร์สถาบันยานยนต์ ที่ริเริ่มจัดการสัมมนาเรื่อง ช่องทางและโอกาสสู่การเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วน อีโคคาร์ ทั้งที่โครงการนี้เงียบหายไปกับสายลมนานแล้ว เพราะทางผู้ผลิตต่างเก็บงำกันสนิทไม่มีเล็ดลอดออกมาได้

สถาบันก็เลยจัดสัมมนาที่ว่า ไปเมื่อเดือนมิถุนายน เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน โดยนำเอา ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ TIER 1 มาพบกับผู้ซื้อ เพื่อให้การสนับสนุนด้านการพัฒนายกระดับความสามารถในการผลิต ตามความต้องการของผู้ซื้อ พร้อมโครงการเชื่อมโยงการผลิต สนับสนุนการลงทุนโครงการผลิต อีโคคาร์ จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนทีมงานจากหน่วยพัฒนาการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม ร่วมกับ สถาบันยานยนต์

แต่ที่แน่ๆ ว่า ปลายปีนี้ งานมหกรรมยานยนต์ ของที่นี่ มีรถยนต์น้องใหม่ ฟอร์ด ฟิเอสตา และมาซดา 2 รุ่นใหม่เอี่ยมของเมืองไทย ส่วนจะเก่ามาจากไหนก็ค่อยว่ากัน เอามาจอดโชว์ให้น้ำลายไหลกันอีกแน่นอน แถมเชื่อว่า จะสามารถเปิดราคากันได้เสียด้วย เพียงแต่กว่าจะได้รับรถก็ต้องเป็นต้นปีหน้าโน้น

แล้วบรรดาค่ายที่ตั้งท่าเรื่อง อีโคคาร์ เชื่อได้เลยว่า ไม่มีใครยอมเอามาเปิดตัวแน่นอน คงต้องเปิดทางให้กับน้องใหม่ 2 รุ่นนี้ก่อน

ส่วนว่าจะเอารถจากเมืองนอกมาจอดโชว์ แล้วทำเป็นไม่บอกว่านี่แหละ อีโคคาร์ อันนั้นระวังมุกฝืดหน่อยนะครับ

โดยเฉพาะคนแถวปทุมวันนะ

นักข่าวเขาเกรงใจกัน ทั้งที่มีรูปรถอย่างที่พูดถึงนี่ลงในแมกาซีนเมืองนอกเยอะแยะ ไม่อยากเอามาตัดหน้าก่อนเจ้าของบแรนด์ เพราะก็ค่อนข้างเป็นห่วงยอดขายของรุ่นเก่าอยู่นิดๆว่าอัดสตอคไปไว้ที่ดีเลอร์กันเยอะแยะ นักข่าวรีบเอารถรุ่นใหม่มาเขียนตัดหน้าไปก่อน ผู้บริโภคก็ชะงักรอรุ่นใหม่ ว่าจะเห็นตัวเป็นๆ เมื่อใด ยังไม่ยอมถอยรถป้ายแดงเสียที ยอดการขายก็จะนิ่งกันไปอีก

ไปคุยเรื่องน่าสนุกเรื่องอื่นดีกว่า

เรื่องนี้ผ่านไปเงียบๆ กับการลงนามกู้เงินจากรัฐบาลญี่ปุ่น ในโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงช่วงบางซื่อ-รังสิต โดยเซ็นกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น หรือ ไจกา วงเงินทั้งหมด 63,018 ล้านเยน (ประมาณ 22,600 ล้านบาท)

งานนี้กระทรวงการคลังจะต้องประกาศการกู้เงิน ในราชกิจจานุเบกษา ที่ประกาศกันไปเรียบร้อย

รายการนี้หากเริ่มลงมือก่อสร้างกันจริงๆ ก็จะไม่ค่อยกระทบกับสภาพการจราจรเท่าใดนักนอกจากว่าจะอยู่ในช่วงถนนตัดผ่านทางรถไฟ ถึงจะกระทบกระเทือน

ยังไงก็ต้องเอาใจช่วย ให้เริ่มลงมือกันเร็วๆ เพราะเม็ดเงินจะได้เข้ามาสะพัดอยู่ในวงจรเศรษฐกิจของประเทศ ให้มันหมุนไป หมุนไป เหมือนกับโฆษณาของธนาคารแห่งหนึ่ง

ประมาณว่าเรื่องเดียวกับ เที่ยวไทยครึกครื้น เศรษฐกิจไทยคึกคัก

เรื่องเดียวกันเปียบเลย



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน สิงหาคม ปี 2552
คอลัมน์ : โค้งอันตราย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/9LYO3
อัพเดทล่าสุด
10 Apr 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
3,299,000
2.
5,399,000
3.
6,799,000
4.
3,249,000
6.
53,500,000
8.
3,600,000
9.
4,539,000
10.
13,339,000
11.
2,999,000
12.
1,749,000
13.
1,800,000
15.
499,000
16.
979,000
17.
990,000
18.
4,090,000
19.
1,699,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

บทความที่เกี่ยวข้อง