บทความ

LAMBORGHINI MURCIELAGO LP670-4 SUPER VELOCE


ที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งที่ 79 เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ทสัญชาติอิตาลี ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลกในชื่อ ลัมโบร์กินี (LAMBORGHINI) นำผลงานชิ้นใหม่ล่าสุดออกอวดตัวต่อสายตาสื่อมวลชน และสาธารณชนเป็นครั้งแรก ปรากฏ
ว่ารถคันดังกล่าวสามารถเรียกร้องความสนใจ และดึงดูดผู้คนให้หลั่งไหลเข้าสู่บูธของค่ายนี้ได้อย่างแน่นขนัด ผลงานชิ้นที่ว่า คือ รถสปอร์ทชื่อยาวเหยียดกว่าขบวนรถไฟฟ้าลัมโบร์กินี มูร์ซีเอลาโก แอลพี 670-4 ซูเพอร์ เวโลเซ (LAMBORGHINI MURCIE
LAGO LP670-4 SUPER VELOCE) ที่เห็นอยู่นี้

เป็นพัฒนาการล่าสุดของรถสปอร์ทระดับ “ซูเพอร์คาร์” ลัมโบร์กินี มูร์ซีเอลาโก(LAMBORGHINI MURCIELAGO) ซึ่งเริ่มจำหน่ายในเมืองมะกะโรนีเมื่อปลายปี 2001และนับเป็นรถสปอร์ทติดตากระทิงดุที่เร็ว และทรงพลังที่สุด ทั้งในอดีต และปัจจุบัน ชื่อ
LP ย่อมาจาก LONGITUDINALE POSTERIODE ซึ่งเป็นภาษาอิตาลี มีความหมายว่าวางเครื่องยนต์ตามยาว 670 คือ แรงม้าสูงสุดของเครื่องยนต์ 4 หมายถึง ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ส่วน SUPER VELOCE แปลเป็นไทยได้ว่า เร็วสุดสุด

เป็นรถที่จะจำกัดจำนวนผลิตไว้แค่ 350 คัน และกำหนดสนนราคาค่าตัวในตลาดยุโรปไว้ที่ระดับ 300,000 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 14.4 ล้านบาท เมื่อคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินฝรั่ง 1 ยูโร แลกได้ด้วยเงินไทย 48 บาทถ้วน ตัวถังยาว 4.705 ม. กว้าง 2.058ม. และสูง 1.135 ม. ซึ่งมีโครงตัวถังทำจากท่อเหล็กกลมกำลังสูง และมีเปลือกตัวถังทำจากคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา ดัดแปลงจากตัวถังของรถรุ่นสามัญโมเดลล่าสุด คือลัมโบร์กินี มูร์ซีเอลาโก แอลพี 640 (LAMBORGHINI MURCIELAGO LP640) โดยมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งในส่วนของตัวถัง และเครื่องยนต์กลไก

ในส่วนของตัวถัง มีความพยายามมากมายเพื่อลดน้ำหนักตัวของรถ ความพยายามที่ว่านี้รวมทั้งการเปลี่ยนชิ้นส่วนหลายชิ้นทั้งภายในและภายนอก จากวัสดุมวลหนัก เป็นคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งเป็นวัสดุมวลเบา และการใช้ระบบท่อไอเสียที่เบากว่าเดิม ซึ่งผลลัพธ์ปรากฏว่าสามารถลดได้ประมาณ 100 กก.

ในส่วนของกลไก ความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่สุด คือ เครื่องยนต์ DOHC วี 12สูบ 48 วาล์ว ความจุ 6,496 ซีซี ที่เคยใช้อยู่เดิม ได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในหลายๆ จุด ตัวอย่าง คือ เปลี่ยนจังหวะยกของวาล์ว และปรับปรุงระบบไอดี ส่งผลให้กำลังสูงสุดพุ่งพรวดพราดขึ้นถึง 30 แรงม้า คือ จาก 640 เป็น 670 แรงม้า ที่ 8,000รตน. ในขณะที่ได้ค่าแรงบิดเท่าเดิม คือ 67.3 กก.-ม. ส่วนระบบเกียร์เพื่อส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หน้า และคู่หลัง ยังคงเป็นเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ เช่นเดิม แต่มีให้เลือกใช้ 2 แบบ คือ แบบธรรมดาจริงๆ กับแบบที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า E GEAR ซึ่งใช้ระบบอีเลคทรอ-ไฮดรอลิค (ELECTRO-HYDRAULIC) ช่วยทำให้เปลี่ยนจังหวะเกียร์ได้เร็ว และนุ่มนวล ขึ้น

สมรรถนะความเร็วตามตัวเลขของค่าย กระทิงดุ ทั้งตีนต้น/ตีนปลาย เห็นตัวเลขแล้วสงสัยว่าเอาถนนที่ไหนวิ่ง ? อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 3.2 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ระดับ 342 กม./ชม. เมื่อติดสปอยเลอร์ท้ายขนาดเล็ก และลดเหลือ337 กม./ชม. เมื่อติดสปอยเลอร์ท้ายขนาดโต ที่มีแรงเกาะถนนมากกว่า ส่วนอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ซึ่งโดยปกติคนขับประเภทนี้ เขาไม่ค่อยจะพูดถึงกัน ก็คือ 32 ลิตร/100 กม.หรือ 3.1 กม./ลิตร สำหรับการขับในเมือง และ 13.7 ลิตร/100 กม. หรือ 7.3 กม./ลิตร
สำหรับการขับขี่บนทางด่วน ส่วนอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย คือ 20.6 ลิตร/100 กม.หรือ 4.9 กม./ลิตร



------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน สิงหาคม ปี 2552
คอลัมน์ : ระเบียงรถใหม่
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/opsXw
อัพเดทล่าสุด
8 Oct 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
2.
2,090,000
3.
2,229,000
4.
779,000
5.
3,590,000
7.
1,316,000
8.
1,749,000
9.
1,699,000
11.
3,299,000
12.
5,399,000
13.
6,799,000
14.
3,249,000
15.
4,980,000
16.
53,500,000
18.
3,600,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th