บทความ

นักเขียนรางวัลศรีบูรพา 2552


คณะกรรมการกองทุนศรีบูรพา มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เป็นผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม สมควรได้รับรางวัลศรีบูรพาประจำปี 2552

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เกิดเมื่อวันอังคารที่ 6 พฤษภาคม 2484 ที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีในครอบครัวชนชั้นกลาง ซึ่งรักการศึกษา จึงส่งเสริมสนับสนุนให้เขาได้แสวงหาความรู้ทั้งในและนอกระบบ เมื่อเรียนจบชั้นประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น ในจังหวัดราชบุรีแล้วเขาได้สอบเข้าเรียนต่อในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่โรงเรียน สวนกุหลาบวิทยาลัย กรุงเทพ ฯ

เมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายแล้ว จึงสอบเข้าเรียนในคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบเป็นรัฐศาสตร์บัณฑิต สอบได้ที่ 1 เกียรตินิยมดี และได้รับรางวัลภูมิพลรับราชการอยู่ 6 เดือน จากนั้นจึงลาออกไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยได้รับ
ทุนจาก ROCKEFELLER FOUNDATION ผ่านภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ไปศึกษาต่อปริญญาโททางการทูตที่ OCCIDENTAL COLLEGEมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 2 ปี ระหว่าง พศ. 2508-2510

จากนั้นให้ศึกษาต่อระดับปริญญาเอกด้าน SOUTHEAST ASIAN HISTORY ที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล มลรัฐนิวยอร์ค 5 ปี ระหว่าง พศ. 2510-2515 และเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่อง THE RISE OF AYUDHYA เมื่อกลับมาประเทศไทย ได้เข้าเป็นอาจารย์ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนกระทั่งเกษียณอายุราชการ

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ได้ปฏิบัติตน ดังต่อไปนี้

หนึ่ง-เป็นนักวิชาการ และครูจริงแท้ เริ่มจากการมีความรู้จริง เป็นตัวอย่างของนักเรียนในระบบ เรียนเก่ง เป็นนักวิชาการผู้เรียนรู้ และหล่อหลอมจากประสบการณ์ชีวิตทั้งทางตรงและทางอ้อมหลากหลายวิถี มีความคิดก้าวหน้า แนวคิดเสรี ประชาธิปไตย เคารพ และศรัทธาในสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรม เชิดชูความเป็นอิสรชน ยึดมั่นในอุดมคติมนุษยธรรม เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีความกล้าหาญในการแสดงออกทางความคิดมีความกล้าหาญทางจริยธรรมของความเป็นนักวิชาการที่จะตีแผ่ “ความจริง” ในทุกเรื่องที่กำลังเป็นปัญหา

เขาใช้ความรู้ที่มีจากระบบการศึกษา และการเรียนรู้ใหม่ๆ มาเป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัยสร้างผู้รู้ให้สังคมต่อไป เขาไม่เพียงแต่สอนประจำที่ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ยังเป็นอาจารย์พิเศษสอนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร และยังเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปสอนที่มหาวิทยาลัยเบิร์กเลย์ คอร์แนล โตเกียว
พนมเปญ ฯลฯ

เป็นผู้บรรยายในงานสัมมนาหลากหลาย จนนับครั้งไม่ถ้วน ให้ความรู้แก่ อาจารย์ ครู นักศึกษานักเรียน และประชาชนผู้สนใจทั่วไป และยังผลักดันให้เกิดอนุโครงการในมูลนิธิโครงการตำรา ฯเช่น โครงการตลาดวิชามหาวิทยาลัยชาวบ้าน ซึ่งมีการเสวนาทางวิชาการ และผลิตเป็นเอกสารวิชาการ เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเหตุการณ์ และพัฒนาการทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม
และวัฒนธรรมไทย และประเทศเพื่อนบ้านในรูปแบบ “ตลาดวิชา”

สอง-เป็นนักคิดนักเขียนผู้ติด “อาวุธทางปัญญา” บุกเบิกความคิดใหม่ๆ ผ่านผลงานทั้งที่เป็นงานเขียนรวมเล่มหนังสือกว่า 75 เล่ม บทความมากกว่า 200 ชิ้น บทเขียน “คำนำ” อีกมากมายนับไม่ถ้วน รวมทั้งบทวิจารณ์หนังสือ ภาพยนตร์ ละคร และดนตรี ทั้งยังเขียนนวนิยายสำหรับเด็กโดยใช้ทั้งนามปากกา และนามจริง

นอกจากนี้ ยังเป็นนักแปล มีผลงานแปลวรรณกรรมอเมริกันหลายเรื่อง เช่น “อังกอร์: ความเรียงว่าด้วยศิลปและลัทธิจักรวรรดินิยม” “พ่อมดแห่งอ๊อซ” “รอยร้าวของมรกต ” “โจนาทาน ลิฟวิงสตัน นางนวล ” ของริชาร์ด บาค และคู่ปรับ “ลุดวิก ฟอน วูล์ฟแกง: อีแร้ง” โดยเฉพาะโจนาทาน ฯนางนวล ได้รับการต้อนรับจากผู้อ่านทั่วประเทศ ได้รับการตีพิมพ์ซ้ำเกือบ 20 ครั้ง ทั้งยัง
โดดเด่นในการทำหน้าที่บรรณาธิการ ไม่ว่าบรรณาธิการต้นฉบับเขียน ต้นฉบับแปล และต้นฉบับรวมบทความ

สาม-เป็นนักประวัติศาสตร์ก้าวใหม่ โดยเป็นหนึ่งในนักประวัติศาสตร์ที่เปิดยุคสมัยของการศึกษาประวัติศาสตร์ทั้งไทยและเพื่อนบ้าน ให้ก้าวพ้นจากการบอกเล่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วอย่างแห้งแล้ง ไร้ชีวิตชีวา มาเป็นประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตชีวา มีผู้คนหลากหลาย มีการแย่งชิง มีสุขสงบมีหยาดเหงื่อ น้ำตา และเลือด ในแบบที่จินตนาการได้ และเข้าใจได้ โดยนอกจากการบรรยายให้ความรู้แล้ว เขายังสร้างผลงานประวัติศาสตร์ในรูปหนังสือ และสื่อสิ่งพิมพ์อีกมากมาย ทั้งที่เขียนคนเดียว และเขียนร่วมกับผู้อื่น โดยมีทั้งประเภท “บุกเบิก” “เติมเต็ม” “ชำระสะสาง” และ”รื้อฟื้น” เรื่องราวเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ ด้วยมุมมองในแนวของความรัก ความเข้าใจธรรมชาติของมนุษยชาติ การอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์และสันติ ทั้งภายในสังคมนั้นๆ และกับความสัมพันธ์ต่อเพื่อนบ้าน

สี่-เป็น “นักเคลื่อนไหว นักต่อสู้ นักประท้วง “ตลอดชีวิต ตั้งแต่ครั้งศึกษาอยู่ที่สหรัฐอเมริกาเพื่อความเสมอภาคของชนผิวดำ และสงครามเวียดนาม ทั้งในประเทศไทย เช่น การเรียกร้องรัฐธรรมนูญปี 2516 การเข้าเยี่ยมพวก “กบฎรัฐธรรมนูญ“ 13 คน การเป็นสมาชิกสมัชชาสนามม้าการเข้าร่วมในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516/6 ตุลาคม 2519 และ 17-20 พฤษภาคม 2535/การต่อสู้ผลักดันให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประสาทปริญญาให้นางอองซาน ซูจี/การเป็นนักวิชาการคนแรกที่ไปเยือนเวียดนาม/การเชิญนักวิชาการหัวรุนแรง เหงียน คัก เวียน มาบรรยายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์/การไปเยือนประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวตั้งแต่เพิ่งเปิดประเทศใหม่ๆ/ การเข้าไปติมอร์ตะวันออกเพื่อศึกษาสำรวจเก็บข้อมูล/การกล้าที่จะออกหน้าจัดงานพิธีอนิจกรรมอดีตรัฐบุรุษอาวุโส ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ และการวางโครงการนำภาพยนตร์พระเจ้าช้างเผือก ผลงานของ ฯพณฯ ปรีดี มาเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จัก/การเคลื่อนไหวประท้วงการย้ายมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทุกคณะจากท่าพระจันทร์ไปรังสิต/การเรียกร้องให้เปลี่ยนชื่อประเทศจากไทยเป็นสยามในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 และการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายใต้ชื่อเครือข่ายสันติประชาธรรม ฯลฯ เขามีความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะต่อสู้เพื่อความถูกต้องโดยไม่สนใจว่าตัวเองจะต้องมีตำแหน่งใดๆ ในระบบการบริหารของมหาวิทยาลัย และประเทศหรือไม่

ห้า-เป็นนักบุกเบิกความคิดใหม่ๆ เมื่อดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาสร้างผลงานทั้งด้านวิชาการ และด้านกายภาพให้มหาวิทยาลัยนับเป็นมรดกตกทอดจนถึงทุกวันนี้เช่น การเขียนประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในชื่อ หนังสือสำนักนั้นธรรมศาสตร์และการเมือง (2535) การสร้างจิตวิญญานของธรรมศาสตร์ โครงการ TU WALKING TOUR/หนังสือธรรมศาสตร์และการเมืองเรื่องพื้นที่ (2548)/ปืนใหญ่ของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ที่ถูกขุดขึ้นมาเมื่อมหาวิทยาลัยมีอายุครบ 50 ปี และวางตั้งเรียงเป็นแถวอยู่ด้านหน้ามหาวิทยาลัย/อนุสาวรีย์ ฯพณฯปรีดี พนมยงค์ “/”สปอร์ตคอมเพลกซ์ ” ที่ธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต/หอจดหมายเหตุและหอประวัติศาสตร์เกียรติยศแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นต้น

ด้วยผลงานอันเป็นแรงสะท้อนที่มีประโยชน์ต่อสังคมและมนุษยชาติต่างๆ ดังทีได้กล่าวมา คณะกรรมการกองทุนศรีบูรพา จึงขอประกาศเกียรติให้ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เป็นผู้ได้รับรางวัลศรีบูรพา ประจำปี พศ. 2552 นับเป็นผู้ได้รับรางวัลศรีบูรพาลำดับที่ 21 และขอแสดงความยินดีด้วยกับขอเป็นกำลังใจให้สร้างสรรค์งานอันทรงคุณค่าต่อไปอย่างเต็มกำลัง

ประกาศ ณ วันที่ 5 พฤษภาคม 2552
ประยอม ซองทอง-ประธานกองทุนศรีบูรพา



------------------------------
เรื่องโดย : ประยอม ซองทอง
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2552
คอลัมน์ : ชีวิตคือความรื่นรมย์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/t1JKt
อัพเดทล่าสุด
10 Apr 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
3,299,000
2.
5,399,000
3.
6,799,000
4.
3,249,000
6.
53,500,000
8.
3,600,000
9.
4,539,000
10.
13,339,000
11.
2,999,000
12.
1,749,000
13.
1,800,000
15.
499,000
16.
979,000
17.
990,000
18.
4,090,000
19.
1,699,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

บทความที่เกี่ยวข้อง