บทความ

พายุมาแล้ว รวมทริคเลี่ยงภัยธรรมชาติระดับ “เทพ”


ปีนี้ฝนมาเร็ว แถมแรงมาก จนน่ากลัว ช่วงที่กำลังปิดเล่มอยู่ มีโอกาสขับรถฝ่าสายฝนที่น่ากลัวมาก ลมแรงจนรถเอสยูวีขนาดกลางที่ขับอยู่ สะท้านไปทั้งคัน ความมืดดำของเมฆฝน และเม็ดฝนขนาดที่ว่า ทำให้ผมมองเห็นไฟท้ายรถคันหน้าแบบรางๆ ทั้งๆ ที่อยู่ห่างกันไม่ถึง 5 เมตรเท่านั้น

มอเตอร์ปัดน้ำฝนเบอร์ 3 ทำงานเร็วสุด ก็ยังไม่อาจช่วยเพิ่มทัศนวิสัยได้เท่าที่ควร ด้วยทัศนวิสัยที่ย่ำแย่ ทำให้ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่ ตัดสินใจจอดรถกันกลางถนนเลย เนื่องจากไม่มีทางหลีกเลี่ยงไปไหนได้ ซึ่งโชคดีเท่าไรที่ไม่เกิดอุบัติเหตุ

ความแรงของฝนที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น รถส่วนใหญ่ได้ลดความเร็วลงมามากแล้ว ช่วงเวลาอันตื่นระทึกในจังหวะที่ฝน และลม แรงสุดๆ กินเวลาไม่ถึง 10 นาที แล้วท้องฟ้าจึงเริ่มสว่างขึ้น จนรถพอเคลื่อนตัวออกไปได้ ช่วงเวลา 10 นาทีอันยาวนาน เพราะไม่เคยต้องขับรถฝ่าพายุฝนขนาดนี้มาก่อน ทำให้เราคิดกังวลไปต่างๆ นานา โดยเฉพาะเรื่องปัญหา และอุบัติเหตุอันอาจจะเกิดขึ้นได้

ขนาดว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นย่านชานเมือง ก็สร้างความอกสั่นขวัญหายได้ไม่น้อยทีเดียว แล้วผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย หรือพื้นที่เกิดอุทกภัยซ้ำซากล่ะ ? ถ้าไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้ามาก่อนความเสียหายย่อมตามมาไม่น้อย ทั้งตัวรถ และเงินในการซ่อมแซม เรื่องนี้เราเคยแนะนำกันไปบ้างแล้ว

แต่เหตุการณ์ดังกล่าวก็เกิดขึ้นทุกปี ความเสียหายแต่ละปีก็มีไม่น้อยเลยทีเดียว ร้ายกว่านั้นเจ้าของรถหลายคนต้องโดนน้ำท่วมซ้ำซาก สร้างความเสียหายให้กับตัวรถและเงินทองไม่น้อยบทความนี้จะมีประโยชน์อย่างยิ่ง ถ้านำไปปฏิบัติ หรือส่งต่อให้พรรคพวกเพื่อนฝูงในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม ได้ศึกษาเพื่อเตรียมพร้อม และหาทางป้องกันตัวจากภัยธรรมชาติ

ทำไมเราจึงต้องกังวลเรื่องราวเหล่านี้ นั่นเป็นเพราะว่า ความเสียหายจากภัยธรรมชาตินั้นมันรุนแรงกว่าที่คิด ประเด็น คือ จริงๆ เราสามารถป้องกัน หรือหลีกเลี่ยงความเสียหายได้แต่ไม่ทำ

หลายๆ คนอาจจะบอกว่า ไม่เห็นต้องกังวลอะไรให้มากเลยนี่ เรื่องแบบนี้ คนไม่เคยโดน ไม่รู้หรอกว่ามันขมขื่นแค่ไหน

รถมีประกัน แล้วไง ?

เป็นเรื่องได้ยินได้ฟังมาด้วยตัวเองไม่น้อย จากปากเจ้าของรถส่วนใหญ่ เกี่ยวกับเรื่องความเสียหายจากอุทกภัย หรือภัยธรรมชาติเหล่านี้ว่าเดี๋ยวประกันก็เป็นคนจัดการให้ ไม่เห็นต้องห่วง

เป็นเรื่องเข้าใจผิดกันอย่างรุนแรงทีเดียว ลองกลับไปอ่านกรมธรรม์ดีๆ จะพบว่าไม่มีการคุ้มครองในเรื่องความเสียหายจากภัยธรรมชาติ หรืออุทกภัยเอาไว้

หมายความว่า เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น เช่น กรณีพายุฝนฟ้าคะนอง แล้วต้นไม้ล้มใส่รถคุณหรือน้ำท่วมจนรถเสียหายทั้งคัน คนที่รับผิดชอบค่าเสียหายกับรถคุณ คือ ตัวคุณเอง กลับไปอ่านเงื่อนไขกันดีๆ จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียเงิน และเสียใจภายหลัง เนื่องจากกรมธรรม์หลายๆฉบับนั้นไม่คุ้มครองเรื่องเหล่านี้ ได้ยินอย่างนี้ คงจะทำให้คุณไม่เป็นสุขกับความชะล่าใจแน่นอน

อย่าลืมนะครับว่า รถยนต์มีราคาแพง แต่สามารถเคลื่อนย้ายได้ รวมถึงยังสามารถขนย้ายทรัพย์สินสิ่งอื่นที่จำเป็นได้ หรือจะเถียง

เตรียมพร้อมหน่อยดีไหม ?

การเตรียมพร้อม ไม่ใช่เรื่อง “เวอร์” แต่เป็นเรื่องสำคัญอันดับ 1 ถ้าพื้นที่อยู่อาศัยของคุณประสบกับปัญหาเรื่องดังกล่าวเป็นประจำ มันไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากใหม่โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ต่างจังหวัด ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะสวน และไร่นาเอย รวมทั้งที่ดิน มันไม่สามารถโยกย้ายไปได้ด้วย แม้บางพื้นที่จะไม่เคยประสบภัยเหล่านั้นก็ตามที แต่ก็มีโอกาสประสบปัญหาได้เหมือนกัน สิ่งที่ต้องทำอย่างแรก คือ คอยติดตามข่าวสารเกี่ยวกับพยากรณ์อากาศให้มาก และพิจารณาคำเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยาไว้ตลอดเวลา เพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที

อ่านแล้วอาจจะมองว่าเป็นเรื่องตลก เพราะเหมือนเป็นการตื่นตูม ลองย้อนกลับไปถึงวันที่เกิด”สึนามิ” เหตุการณ์อันไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในบ้านเรา ยังเกิดขึ้น !

แผนการเตรียมพร้อม จึงเป็นสิ่งสำคัญ และมันไม่ใช่เรื่องตลกแม้แต่น้อย ลองคิดดูเมื่อเกิดเหตุการณ์ แล้วคุณมีแผนสำรองเอาไว้ รับรองว่าความปลอดภัยจะเพิ่มขึ้น และความเสียหายก็จะมีน้อยลงตามไปด้วย

สิ่งแรกในการเตรียมตัว คือ การสำรวจพื้นที่ใกล้เคียงด้วยว่า บริเวณใดน้ำท่วมไม่ถึงบ้างห่างจากบ้านเราไปทางถนนเส้นใด ระยะทางห่างเท่าไร และใช้เวลาเดินทางเท่าใด เมื่อได้ข้อมูลแล้ว ดูว่ามีพื้นที่พอหลบภัยได้หรือไม่ เช่น บ้านญาติ สถานที่ราชการ วัด ฯลฯ เผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน จะได้มาขออาศัยจอดรถ หรือฝากสิ่งของมีค่า

อย่าลืมว่า ถ้ามีแผน เอ แล้วควรจะต้องมีแผน บี ด้วย ควรหาสถานที่หลบภัยสัก 2 แห่งเป็นอย่างน้อย เผื่อกรณีเส้นทางถูกตัดขาด หรือไม่ปลอดภัย จะได้เปลี่ยนแห่งที่ 2 แทนเมื่อกำหนดจุดหลบภัยแล้ว ต้องซักซ้อมคนในบ้านให้เข้าใจตรงกัน ว่าเมื่อเกิดเหตุขึ้น
ให้มารวมตัวกันตรงส่วนไหนของบ้าน และหยิบอะไรบ้าง ที่จำเป็นในการอพยพ

พูดถึงเรื่องอพยพ บ้านเรามักมองว่าเป็นเรื่องน่าขำ น่าตลก เมื่อถึงเหตุการณ์ฉุกเฉิน แล้วคุณจะรู้ว่า สิ่งที่เตรียมไว้นั้นมันช่วยคุณได้มาก

เมื่อไม่แน่ใจว่าปีนี้โอกาสน้ำท่วมจะมีมากน้อยเพียงใด สิ่งที่ต้องทำ คือ ย้ายสิ่งของสำคัญขึ้นไว้บนที่สูง หาลังพลาสติค ถ้ากันน้ำเข้าได้ จะดีมาก เก็บเฉพาะของสำคัญเท่านั้นสิ่งอื่นๆ ที่ต้องเตรียม คือ เรื่องของเสบียง น้ำดื่ม ยารักษาโรคที่จำเป็น ไฟฉาย วิทยุ AM/FMเสื้อผ้าสะอาด เตรียมไว้ที่ชั้น 2 หรือชั้นสูงสุดของบ้าน รวมถึงต้องเตรียมกระเป๋าใส่อุปกรณ์ฉุกเฉิน สำหรับติดตัวในการเดินทางไปด้วย

เมื่อต้องอพยพ ไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่ลอคบ้านให้เรียบร้อย รวมถึงคว้ากระเป๋าใส่อุปกรณ์ฉุกเฉิน สิ่งของอื่นๆ ไม่ต้องกังวล เพราะมันจะกลายเป็นภาระ และถ่วงเวลาอันมีค่า เมื่อมีประกาศเตือนเกี่ยวกับภัยอันอาจเกิดขึ้นได้ ลองประมวลผลว่ามันจะมา
ถึงเราในกี่ชั่วโมง ถ้ามีเวลาเพียงพอ ให้รีบเดินทางไปยังสถานที่หลบภัย ยิ่งไปเร็วเท่าไรจะเป็นการเพิ่มความปลอดภัยได้มากขึ้น

ก่อนออกจากบ้านให้สับคัทเอาท์ลงก่อน การทำเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ หรือเป็นเรื่องวุ่นวายอะไรเลย กรณีการเตือนภัยที่เกิดขึ้นช้า หรือเริ่มมีพายุเข้ามาใกล้บ้านแล้ว ไม่ควรออกจากบ้านเด็ดขาด จะกลายเป็นว่าเรามุ่งหน้าไปหาภัยด้วยตัวเอง ถ้าออกเดินทาง
ไม่ทัน ก็ให้อยู่แต่ในบ้านเพื่อความปลอดภัย

ทรัพย์สินมีค่า เช่น ทอง เครื่องเพชร โฉนด หรือของมีค่าอื่นๆ ถ้าเกรงว่าไม่ปลอดภัยให้ไปเช่าตู้เซฟของธนาคารฝากไว้ปีหนึ่ง ค่าเช่าไม่กี่สตางค์ จะได้ไม่ต้องพะวงเรื่องการขนย้าย และอาจทำให้เกิดสูญหาย หรือเสียหายได้กลางทาง

รถยนต์คันรัก

กรณีที่อพยพไม่ทัน ห้ามขับรถฝ่าพายุ หรือน้ำที่กำลังท่วมออกมาโดยเด็ดขาด เพราะกระแสน้ำ จะทำให้รถเสียหลัก หรือถูกพัดไปกับกระแสน้ำได้ เป็นอันตรายที่ร้ายแรงมากจนอาจทำให้คุณไม่มีเวลามานั่งทบทวนเลยด้วยซ้ำ เมื่อเคลื่อนย้ายไม่ทัน ก็ควรปล่อยให้
รถยนต์แช่อยู่ในน้ำไปอย่างนั้น แม้ว่าต้องเตรียมเงินซ่อมแซมไว้อีกไม่น้อยทีเดียว ทั้งเครื่องยนต์ และระบบเกียร์ ต้องรื้อออกมาทำความสะอาด และเปลี่ยนอะไหล่ใหม่ทั้งคัน

เมื่อน้ำเริ่มท่วม สิ่งที่ทำได้เกี่ยวกับรถยนต์อย่างแรก คือ ถอดขั้วแบทเตอรีออก แล้วยกขึ้นไปไว้บนที่สูง เพราะสามารถใช้เป็นแหล่งให้กำเนิดไฟฟ้าได้ และควรเตรียมหลอดไฟที่สามารถใช้กับไฟกระแสตรงไว้ด้วย เพื่อเป็นการลดความเสียหาย

ควรเตรียมถุงพลาสติคเหนียวๆ หนาๆ พร้อมเชือก หรือหนังยางเส้นใหญ่ๆ

อย่าลืมถอดท่ออากาศที่เป็นท่อยาง ที่เข้าไปยังลิ้นปีกผีเสือออก ถ้าเป็นเครื่องดีเซลก็ถอดตรงทางเข้าท่อร่วมไอดี ใช้พลาสติคหนาปิด แล้วใช้หนังยาง หรือเชือกพันให้รอบ มัดให้แน่นที่สุด ต่อไปดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องออก แล้วหุ้มเช่นกัน รถเกียร์อัตโนมัติก็ถอดก้านวัดระดับน้ำมันออก แล้วทำเช่นเดียวกัน ที่เหลืออีกอย่าง คือ ปลายท่อไอเสีย ต้องทำแบบเดียวกันขั้นตอนดังกล่าวใช้เวลาไม่มาก แต่สามารถลดความเสียหายได้ไม่น้อย

อย่างแรกที่ลดได้ คือ การลัดวงจรของระบบอีเลคทรอนิคส์ เพราะไม่มีแบทเตอรีจ่ายไฟแล้วนั่นเอง เรื่องน้ำเข้าก็อาจมีบ้าง แต่จะน้อยกว่า ถ้าเราไม่ปิดเอาไว้เลย

สิ่งที่ต้องทำเมื่อน้ำลด คือ สำรวจความเสียหายคร่าวๆ ก่อนว่า ระดับน้ำท่วมถึงระดับใดห้ามสตาร์ทเครื่องยนต์ หรือเสียบขั้วแบทเตอรีโดยเด็ดขาด เสียบก้านวัดระดับน้ำมันเครื่องและน้ำมันเกียร์เข้าที่ แล้วดูว่าในน้ำมันนั้นมีน้ำปะปนอยู่หรือไม่ ถ้ามี น้ำมันจะกลายเป็น
สีขุ่นๆ เหมือนชาเย็น ถ้าไม่มี ก็โชคดีมากๆ

ถ้าน้ำเข้า ให้ไล่น้ำจากเครื่องยนต์ โดยถอดหัวเทียนในเครื่องยนต์เบนซิน หรือหัวฉีดน้ำมันในเครื่องดีเซลออกก่อน จากนั้นใช้ประแจหมุนที่เพลาข้อเหวี่ยง หมุนด้วยแรงคน เพื่อดูว่ามีน้ำในกระบอกสูบหรือไม่ ถ้ามีให้ใช้แรงคนในการหมุนเครื่อง เพื่อไล่น้ำออกไป การทำเช่นนี้ จะทำให้คุณไม่ต้องรื้อเครื่องยนต์ออกมาล้าง เว้นแต่การจอดแช่น้ำเป็นเวลานานหลายๆวัน และน้ำเข้าไปมาก ต้องรื้อเพื่อทำความสะอาดเลยทีเดียว

ระบบไฟฟ้านั้น ให้ใช้สเปรย์ไล่ความชื้น และสเปรย์ทำความสะอาดหน้าคอนแทคท์ ฉีดไล่ทุกจุดที่เป็นปลั๊ก

กรณีน้ำท่วมถึงห้องโดยสาร เป็นเรื่องใหญ่ พยายามล้างทำความสะอาดทุกจุด โดยเฉพาะตามซอกเล็กซอกน้อย โดยเฉพาะระบบไฟฟ้า ต้องไล่ทำความสะอาดให้ดี เมื่อสตาร์ทติดเครื่องยนต์ได้แล้ว จะได้ไม่มีปัญหาตามมาภายหลัง ถ้าไม่ถอดขั้วแบทเตอรีออก ไม่ปิดช่องทางน้ำที่เข้าเครื่องได้ จะมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงมากมาย จนคุณอาจเป็นลมกับบิลล์ได้ รวมถึงการทำงานที่ไม่อาจสมบูรณ์ดังเดิมได้

การเตรียมความพร้อมในเบื้องต้น สามารถลดค่าใช้จ่าย และความเสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจอดรถเป็นสิ่งคัญเช่นกัน ไม่ควรจอดรถไว้ใต้ต้นไม้ เสาไฟฟ้า ป้ายโฆษณาฯลฯ หรือมีสิ่งที่อาจหักโค่นมาใส่รถคุณได้ เพราะนอกจากเงื่อนไขกรมธรรม์จะไม่ครอบคลุมซ้ำร้ายยังทำให้ตัวรถเสียหายโดยไม่จำเป็น

นับวันความเสียหายเกี่ยวกับอุทกภัย หรือภัยธรรมชาติ เริ่มรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ การเตรียมความพร้อม เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งคงไม่ต้องย้ำกันมาก ว่ามันสำคัญอย่างไร ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ทำได้ด้วยตัวเอง และมันไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย

ลองดูสักตั้งดีไหมครับ



------------------------------
เรื่องโดย : พหล ฯ 30
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2552
คอลัมน์ : DIY…คุณทำเองได้
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/akdVV
อัพเดทล่าสุด
10 Apr 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
3,299,000
2.
5,399,000
3.
6,799,000
4.
3,249,000
6.
53,500,000
8.
3,600,000
9.
4,539,000
10.
13,339,000
11.
2,999,000
12.
1,749,000
13.
1,800,000
15.
499,000
16.
979,000
17.
990,000
18.
4,090,000
19.
1,699,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตรวจเชครถ
ขจัดกลิ่นอับด้วยวิธีธรรมชาติ