บทความ

ความเป็นไทย


ขณะเขียนเรื่องนี้ เป็นเดือนเมษายน บ้านเมืองของคนไทยเรามีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้น เป็นความวุ่นวายในแบบเก่าๆ จำเจ และซ้ำซาก ซึ่งไม่มีคนไทยคนใดจะตอบได้ว่า ความวุ่นวายในลักษณะนี้จะจบลงอย่างไร และเมื่อใด

อันที่จริง คนไทยเรามีวัฒนธรรมอันดีงามต่อกันมาช้านาน จนไม่น่าจะมีความวุ่นวายแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง และยาวนาน

เมืองไทยของคนไทย เป็นแผ่นดินแห่งการปกครองแบบ “พ่อปกครองลูก” มาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี

และบ้านเมืองก็สุขสบายดี เพราะ เมืองไทยนี้ดี “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว”

แต่โบราณกาลมานั้น แม้จะมีทาสในเรือน แต่การปกครองแบบพ่อปกครองลูกก็ยังทำให้ชีวิตมีคุณภาพที่ดี คนในครอบครัวหนึ่งมีความเป็นอยู่อย่างไทยๆ เจ้าเรือนก็ดี หรือพ่อบ้านก็ดี มิได้มีอำนาจแบบ ABSOLUTE POWER ไปเสียทีเดียวก็หาไม่

สิทธิของทุกคนมีความเท่าเทียมกันมาตลอด แม้นมีใครคนใดกระทำความผิด ก็เป็นหน้าที่ของพ่อเมืองจะต้องมีคำวินิจฉัย ซึ่งถ้าผิดจริง ก็ต้องจัดการลงโทษกันไปตามกระบิลเมือง

นี่ก็เป็นเงื่อนไขสำคัญของความเป็นสังคมไทย หรือแม้แต่สังคมของโลก ของประเทศใดประเทศหนึ่ง เป็นเงื่อนไขของคนที่จะต้องมีชีวิตความเป็นอยู่ร่วมกันไปในสังคมเดียวกันมีกฎมีกติกาที่ทุกคนต้องให้ความเคารพเชื่อฟัง

ความเดือดร้อนสารพัดสารพันของปวงชนชาวไทยแต่โบราณ ย่อมทราบกันดีว่าสามารถร้องเรียนได้ตามสิทธิอันควรเป็นไป

เล่ากันว่า เพียงปวดท้องข้องใจนิดเดียวก็ไปตีฆ้องร้องเรียนพ่อเมืองได้ทุกคน และเป็นหน้าที่ของพ่อเมืองที่จะออกไปรับฎีกาเพื่อแก้ไขปัญหาตามคำร้องเรียนนั้น

อย่างไรก็ตาม ผู้สันทัดกรณีดังกล่าวยังแสดงความเห็นว่า การปกครองของคนไทยเรานั้น มีผลมาจากพระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาประจำชาติ

ความสงบสุขที่เรามีมากันโดยตลอดนั้น เหตุปัจจัยหนึ่งก็น่าจะมาจากการที่เราคนไทยนับถือพระพุทธศาสนา ซึ่งสอนให้เรามีความพอเพียง มีขันติ และความอดกลั้น

คำสอนต่างๆ ในพระพุทธศาสนา ล้วนสอนให้เรามีความเจริญ มีความสุข เพราะการให้ และการรับอย่างถูกวิถีทางแห่งความเป็นคนไทย

การเอื้ออาทรระหว่างกันนั้น คนไทยเรากระทำ และประพฤติมาตลอด

จนกลายเป็นวัฒนธรรมแห่งการให้กันและกันเป็นนิจ ข้อนี้จะดีหรือเสียก็ยังไม่มีใครลงคะแนนออกเสียงตามสำรวจของสำนักวิจัย ซึ่งก็แน่ละ ย่อมจะต้องมีทั้งข้อดีและข้อบกพร่อง และข้อบกพร่องอันนั้น อาจจะนำมาซึ่งความไม่สงบของบ้านเมือง

ที่เป็นอยู่ ณ วันนี้ (เมษายน 2552) ก็เป็นได้

คนที่เคยได้ หรือคนที่เคยรับความเอื้ออาทร ย่อมจะติดนิสัยอยากได้จากการให้เป็นประจำจนตัวตาย

วันใดที่ไม่ได้ หรือวันใดที่ความเอื้ออาทรนั้นหายไป ย่อมจะมีอารมณ์ใหม่บังเกิดขึ้นและเกิดขึ้นแบบไม่เป็นสุข ไม่มีความสงบในจิตใจ มีแต่ความร้อนรุ่ม

ก็เพราะ เคยได้แล้วไม่ได้…มันเป็นอะไร ?

คนไทยเรากับประเพณีของการให้กันและกัน อยู่คู่เคียงกันมาช้านาน จนกลายเป็นมรดกสำคัญที่ต้องถ่ายทอดกันไปทุกรุ่น

เหตุผลในเรื่องอย่างนี้ ถ้าจะมีนักวิชาการสำนักไหนสักท่าน หรือสองท่านมาถามหาก็คงไม่มีใครตอบได้เช่นเดียวกับปัญหาความวุ่นวายในบ้านในเมืองทุกวันนี้

ยิ่งโลกเราเจริญก้าวหน้าไปทางวัตถุมากเพียงไร พวกเราก็มีเหตุผลน้อยลงเพียงนั้น

สิ่งเดียวที่เต็มไปด้วยเหตุและผล และยังคงปรากฏอยู่ ก็คือ พระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาที่มีเหตุและผล

เป็นต้นว่า จากโอวาทปาติโมกข์ ทั้ง 3 ประการที่นำความสุขความเจริญมาสู่คนเรา ก็เพราะหลักคำสอนที่สอนว่า

อย่ากระทำความชั่ว จงประกอบแต่ความดีงาม และทำจิตใจให้ผ่องใส

เรื่องอย่างนี้มิใช่เป็นความลับ หรือเป็นปริศนาซับซ้อนสับสนแต่อย่างใด คนเราถ้าไม่ทำชั่วทำแต่ความดี มีใจอันปราศจากกิเลส ก็ต้องมีความสุข

บุคคลใดไม่มีความโลภ ไม่มีความโกรธ และไม่มีความลุ่มหลง บุคคลนั้นย่อมมีความสุข

แต่ล้อมรอบคนไทยวันนี้ เรายังมีบุคคลเช่นนั้นหลงเหลืออยู่ให้เห็นอีกหรือไม่ พวกเราคนไทยได้พัฒนาทุกอย่างที่ล้อมรอบตัวเราทุกอย่าง ทุกด้าน จนบางทีเราก็ลืมคิดไปว่าในตัวของเราเองนั้น ได้รับการพัฒนาอย่างสมบูรณ์ดีแล้วหรือ ?

มะละกอ มะม่วง ฝรั่ง หรือทุเรียน คนไทยแต่ก่อนนี้กินกันอย่างไร วันนี้สิ่งเหล่านั้นได้รับการพัฒนา ได้รับการเปลี่ยนแปลง มีการตกแต่งพันธุกรรมกันไปตามแต่ใครคิดอ่านจะกระทำได้ จนเราไม่รู้ว่า มะละกอดั้งเดิมของเรา คือ อย่างไร

มะม่วงอกร่องของเรา หอม และหวาน อร่อยอย่างไร หรือทุเรียนจากสวนนนท์ของเรานั้น ต้องเป็นทุเรียนในรสชาติแบบใด

ชีวิตคนไทยวันนี้ อยู่กับคอนกรีทมากเกินไปหรือเปล่า ? เราห่างจากธรรมชาติของเราไปไกลมากน้อยแค่ไหน

เรามุ่งหมายในลาภ สักการะ หรือการให้ และหมกมุ่นในชื่อเสียง จนลืมธรรมอย่างนั้นหรือ

กาลครั้งนั้น พระอานนท์ได้ทูลถามพระพุทธเจ้า

“เพราะเหตุไร ลาภ สักการะ และชื่อเสียง จึงเป็นอันตรายแก่ภิกษุอรหันตขีณาสพ”

พระศาสดาตรัสตอบว่า

“ลาภ สักการะ และชื่อเสียง มิได้เป็นอันตรายต่อจิตที่หลุดพ้นแล้วของพระขีณาสพนั้นก็จริงแต่เป็นอันตรายต่อการอยู่เป็นสุขในปัจจุบันของพระขีณาสพนั้น”

“ก็นี่แหละอานนท์ เราจึงกล่าวว่า ลาภ สักการะ และชื่อเสียงเป็นของทารุณ เผ็ดร้อนและหยาบคาย”

พระพุทธศาสนากับคนไทย จึงเกี่ยวเนื่องต่อกันถึงระบอบการปกครอง อันเป็นการปกครองแบบพ่อปกครองลูก ฉันใดก็ฉันนั้น

แต่คนไทยวันนี้ การเข้าถึงหลักแห่งพระพุทธศาสนาดูเป็นเรื่องยากเย็น แตกต่างกว่าการเข้าถึงอินเตอร์เนท การท่องไปในโลกอันกว้างอย่างไม่มีขอบเขตภาวการณ์แห่งการเข้าถึงดังกล่าว มิใช่เกิดแต่คนไทยสมัยนี้ ทุกคนทุกวัยทุกยุคทุกสมัยหากมิได้สร้างสมคุณธรรมไว้กับตนแล้ว ก็ยากที่จะเกิดความเลื่อมใสกับคำสอนแห่งพระพุทธศาสนา ยากต่อการมีศรัทธาในคำสอนเหล่านั้น

พระศาสดาได้กล่าวสัจจะไว้แล้วมิใช่หรือว่า หากเราเลื่อมใสในคุณธรรม คำสั่งสอนจริงเมื่อนั้นแหละ เราได้ใกล้ชิดพระองค์แล้ว

โดยไม่จำเป็นต้องแขวนเหรียญ ไม่ต้องเคารพบูชารูปของพระองค์

“ผู้ใดก็ตาม แม้นเดินเกาะชายสังฆาฏิของพระองค์ไป อยู่ทุกหนทุกแห่ง ก็หาชื่อว่าอยู่ใกล้พระองค์ไม่…

ส่วนผู้ใด ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ตน สมควรแก่เหตุผล ผู้นั้นแหละชื่อว่า อยู่ใกล้พระองค์อย่างแท้จริง”

พระพุทธศาสนากับการฉกฉวยโอกาสของคนที่เป็นผู้นำ ที่พร้อมจะยัดเยียดให้กับคนไทยมีให้เห็นมาแล้วหลายยุคหลายสมัย

นักการเมืองอาชีพหลายคน แสดงความประสงค์ต่อการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาอย่างชัดแจ้ง

มีทั้งการสร้าง การบูรณะ การปฏิสังขรณ์วัดวาอารามอย่างมหาศาล ดังเช่นยุคสมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นต้น

เรื่องนี้ อาจเป็นทางออกประตูหนึ่งของปัญหาความวุ่นวายในบ้านในเมืองของเราวันนี้ก็ได้ล่ะกระมัง ?



------------------------------
เรื่องโดย : บรรเจิด ทวี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2552
คอลัมน์ : เล่นท้ายเล่ม
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/DoNOD
อัพเดทล่าสุด
10 Apr 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
3,299,000
2.
5,399,000
3.
6,799,000
4.
3,249,000
6.
53,500,000
8.
3,600,000
9.
4,539,000
10.
13,339,000
11.
2,999,000
12.
1,749,000
13.
1,800,000
15.
499,000
16.
979,000
17.
990,000
18.
4,090,000
19.
1,699,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th