บทความ

MERCEDES-BENZ E-CLASS COUPE


ต้นเดือนมกราคมปีวัว ค่าย “ดาวสามแฉก” เปิดตัว เมร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาสส์ โดยใช้งานแสดงรถยนต์ในเมืองมะกัน คือ มหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์เปิดตัว เมร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาสส์ รุ่นใหม่ (รหัสโรงงาน W212) ในตัวถัง 4 ประตู ซาลูน ที่มาพร้อมกับไฟหน้าแบบใหม่ที่เป็นไฟเหลี่ยมคู่ และเพียง 2 เดือนเศษหลังจากนั้น ในขณะที่เสียงวิจารณ์เกี่ยวกับรถรุ่นใหม่ยังไม่จางหาย ค่าย “ดาวสามแฉก” ก็นำตัวถังแบบที่ 2 ออกอวดตัวต่อสายตาสาธารณชนที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวา ครั้งที่ 79 คือ เมร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาสส์ คูเป (MERCEDES-BENZ E-CLASS COUPE) ที่เห็นอยู่ในขณะนี้

เป็นรถ 2 ประตู คูเป ระดับสุดหรูที่ค่าย “ดาวสามแฉก” บรรจุเข้าสู่สายการผลิตแทนที่รถคูเปอนุกรมเดิมที่เริ่มจำหน่ายเมื่อปี 2002 และรู้จักกันในชื่อ เมร์เซเดส-เบนซ์ ซีแอลเค-คลาสส์ คูเป (MERCEDES-BENZ CLK-CLASS COUPE) แต่มีขนาดตัวถังโตขึ้นเล็กน้อย คือ ยาว และกว้างขึ้น 4.6 ซม. ตัวถังที่ออกแบบ และพัฒนามาพร้อมๆ กับตัวถังซาลูน นับเป็นผลงานที่ต้องยกนิ้วให้ เพราะมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศที่ต่ำกว่ารถซาลูนด้วยซ้ำ คือ แค่ 0.24 อันเป็นตัวเลขที่ทำให้ เมร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาสส์ คูเป กลายเป็นรถตลาดที่ “ลื่นลมที่สุดในโลก” อยู่ในขณะนี้

ภายในห้องโดยสารที่นั่งได้ 4 คน เก้าอี้ที่นั่งคูหน้าทั้ง 2 ตัว เป็นเก้าอี้ปรับด้วยระบบไฟฟ้าที่ออกแบบให้นั่งได้กระชับตัว และมีระบบ FOUR-WAY LUMBAR SUPPORTS ซึ่งช่วยแบกรับส่วนสันหลัง และทำให้นั่งได้สบายขึ้น นอกจากนั้นพนักเก้าอี้ก็มีระบบ EASY-ENTRY FUNCTION ซึ่งช่วยให้ผู้โดยสารตอนหลังสามารถขึ้น/ลงรถได้ง่าย ส่วนเก้าอี้คู่หลังก็เป็นเก้าอี้แบบตัวใครตัวมันที่สามารถพับพนักเบาะได้ เพื่อประโยชน์ในการเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระหีบห่อ กระจกข้างทั้ง 2 ด้านไม่มีเสาค้ำยันกลาง อย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า B-PILLAR และกระจกข้างบานท้ายสามารถลดลงได้เหมือนบานหน้า

ออกจำหน่ายแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีรถให้เลือกใช้เพียง 3 โมเดล เป็นรถเบนซินล้วนๆ คือ

E250 CGI BLUE EFFICIENCY COUPE

E350 CGI BLUE EFFICIENCY COUPE

E500 COUPE

โมเดลพื้นฐาน คือ E250 CGI BLUE EFFICIENCY COUPE ติดตั้งเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 1.8 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 204 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 31.6 กก.-ม. มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 7.0 ลิตร/100 กม. หรือ 14.3 กม./ลิตร

โมเดลถัดไป คือ E350 CGI BLUE EFFICIENCY COUPE ติดตั้งเครื่องยนต์ วี 6 สูบ 3.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 292 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 37.2 กก.-ม. มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 8.5 ลิตร/100 กม. หรือ 11.8 กม./ลิตร

ส่วนโมเดลหัวกะทิ คือ E500 COUPE ติดตั้งเครื่องยนต์ วี 8 สูบ 5.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 388 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 54.1 กก.-ม. มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 10.9 ลิตร/100 กม. หรือ 9.2 กม./ลิตร

ที่จะตามมาอีก 2 โมเดล ในระยะต่อไปเป็นรถเทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง คือ E250 CDI BLUE EFFICIENCY COUPE ติดตั้งเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 2.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 204 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 61.0 กก.-ม. มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 5.3 ลิตร/100 กม. หรือ 18.9 กม./ลิตร กับ E350 CDI BLUE EFFICIENCY COUPE ติดตั้งเครื่องยนต์ วี 6 สูบ 3.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 231 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 55.1 กก.-ม. มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 6.8 ลิตร/100 กม. หรือ 14.7 กม./ลิตร

ที่คาดว่าจะมีให้เลือกใช้เช่นกัน แต่ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่ามีแน่ คือ รถพันทางซึ่งมีรหัสโมเดลว่า E400 HYBRID COUPE โดยคาดกันว่ารถโมเดลนี้จะติดตั้งเครื่องยนต์ วี 6 สูบ 3.5 ลิตร 292 แรงม้า ที่ใช้อยู่ในรุ่น E350 CGI BLUE EFFICIENCY CUPE และทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งติดตั้งอยู่หน้ากระปุกเกียร์ ทำให้ได้กำลังสูงสุดเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 10 คือ จาก 292 เป็น 322 แรงม้า

เช่นเดียวกับรถซาลูน เมร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาสส์ ในตัวถังคูเป เป็นรถที่พรั่งพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ความปลอดภัยทั้งเชิงป้องกัน และเชิงแก้ไข นอกจากระบบ DROWSINESS DETECTION SYSTEM และระบบ ADAPTIVE HIGHBEAM ASSIST ที่กล่าวไปแล้ว อีก 2 รายการ ที่จะนำมากล่าวในที่นี้ คือ ระบบ ACTIVE BONNET ซึ่งช่วยลดอันตรายแก่คนเดินถนนที่อาจถูกชน โดยมีระบบสปริงที่ยกส่วนท้ายของหน้าหม้อรถขึ้น 50 มม. ในทันทีที่เกิดการชน เป็นการเพิ่มระยะความปลอดภัยอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า DEFORMATION SPACE ทำให้ความรุนแรงของการชนลดลงได้ระดับหนึ่ง กับระบบ DYNAMIC DRIVING ซึ่งทำให้ผู้ขับสามารถเลือกตั้งลักษณะการทำงานของระบบรองรับ หรือกันสะเทือนได้ตามที่ต้องการโดยการกดปุ่ม

สนนราคาค่าตัวที่ซื้อขายกันในเยอรมนี เมื่อรวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 19 แล้ว เริ่มต้นที่ 44,684 ยูโร หรือประมาณ 2.14 ล้านบาทไทย (เมื่อคิดอัตราแลกเปลี่ยน เงิน 1 ยูโร แลกได้ด้วยเงินไทย 48 บาทถ้วน) ในรุ่นพื้นฐาน คือ E250 CGI BLUE EFFICIENCY COUPE ไปจนถึง 66,045 ยูโร หรือประมาณ 3.17 ล้านบาทไทย ในรุ่นหัวกะทิ คือ E500 COUPE

บอกเป็นข้อมูลไว้ด้วยว่า นอกจากตัวถังซาลูน และคูเป ที่กล่าวไปแล้ว ตอนปลายปี 2009 นี้ ค่าย “ดาวสามแฉก” จะมีรถ เมร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาสส์ ในตัวถังแบบอื่นอีก 2 แบบ คือ ตัวถัง 4 ประตูตรวจการณ์ กับตัวถัง 2 ประตูเปิดประทุน



------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2552
คอลัมน์ : ระเบียงรถใหม่
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/lepFe

Follow autoinfo.co.th