บทความ

MERCEDES-BENZ E-CLASS


หายหน้าหายตาไปหนึ่งเดือนเต็ม เพราะต้องสละพื้นที่ให้แก่รายงานมหกรรมยานยนต์รายการสำคัญ คือ มหกรรมยานยนต์เจนีวา ครั้งที่ 79 กลับมาพบกันอีกครั้งในเดือนนี้ พร้อมกับเรื่องราวของรถใหม่รวม 4 ชุด ทั้งหมดเป็นรถพันธุ์ยุโรปที่เพิ่งออกจำหน่าย หรือกำลังจะออกจำหน่ายในตลาดยุโรป และบางคันก็มีโอกาสเข้ามาอวดโฉมในบ้านเรากันไปแล้ว เริ่มต้นที่ เมร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ E-CLASS) รถระดับหรูของเยอรมนีที่คนรักรถในบ้านเราคุ้นเคยกันดีมานมนาน

เป็นรถรุ่นใหม่ (รหัสโรงงาน W212) ที่ค่าย “ดาวสามแฉก” บรรจุเข้าสู่สายการผลิตแทนรถรุ่นเดิม (รหัสโรงงาน 211) ซึ่งออกตลาดเมื่อปี 2002 และขายในตลาดทั่วโลกไปแล้วมากกว่า 1.3 ล้านคัน ตัวถังทรงสามกล่องที่ออกแบบใหม่ทั้งหมดตั้งแต่หัวจรดหาง มีขนาดยาว 4.868 ม. กว้าง 1.854 ม.และสูง 1.471 ม. คือ ยาวขึ้น 1.2 ซม. กว้างขึ้น 3.2 ซม. และเตี้ยลง 1.2 ซม. เมื่อเทียบกับตัวถังของรถรุ่นเก่า รูปลักษณ์ของตัวถังภายนอกมีจุดเปลี่ยนที่สังเกตเห็นได้ง่ายที่สุด คือ การเปลี่ยนดวงโคมไฟหน้า จากไฟตากลมคู่ที่คุ้นตากันดี เป็นไฟตาเหลี่ยม ซึ่งมีด้านละ 2 ดวง เช่นเดิม

ที่ต้องกล่าวถึงเป็นพิเศษ และเป็นสิ่งที่ไม่อาจซึ่งประจักษ์ด้วยสายตา คือ ค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศที่บ่งบอกความลื่นลม การออกแบบอย่างเยี่ยมยอด และการทดสอบซ้ำแล้วซ้ำอีกในอุโมงค์ลม ส่งผลให้ตัวถังของรถรุ่นใหม่นี้ มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศที่ต่ำเพียง 0.25 เป็นตัวเลขที่ทำให้สามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า เมร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาสส์ รุ่นนี้ คือ รถระดับหรูที่ “ลื่นลมที่สุดในโลก” ในยุคปัจจุบัน

ในระยะแรกที่ออกจำหน่าย จะมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้รวม 10 ขนาด มีระบบรองรับ หรือกันสะเทือนให้เลือกใช้ 3 แบบ แยกระดับการตกแต่งและอุปกรณ์เป็น 2 ระดับ กำกับด้วยรหัส ELEGANCE และ AVANTGARDE มีรูปลักษณ์ของล้อ/กระทะล้อให้เลือกใช้รวม 12 แบบ จากยาง 4 ขนาด คือ 16, 17, 18 และ 19 นิ้ว มีสีตัวถังให้เลือกใช้ 12 สี และมีวัสดุหุ้มเบาะให้เลือกใช้ 6 แบบตามแต่รสนิยมของผู้ซื้อ

หากแยกตามโมเดลของรถ ก็กล่าวได้ว่า ในระยะแรกนี้ เมร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาสส์ รุ่นไฟตาเหลี่ยมมีรถให้ลูกค้าเลือกใช้รวม 10 โมเดล โดยแยกออกได้เป็นรถขับ 4 ล้อ รวม 7 โมเดล คือ

E220 CDI BLUE EFFICIENCY

E250 CDI BLUE EFFICIENCY

E350 CDI BLUE EFFICIENCY

E350 BLUE TEC

E250 CGI BLUE EFFICIENCY

E350 CGI BLUE EFFICIENCY

E500

ที่เหลืออีก 3 โมเดล เป็นรถขับเคลื่อน 4 ล้อ คือ

E350 CDI 4MATIC BLUE EFFICIENCY

E350 4MATIC

E500 4MATIC

วิจารณ์กันในยุโรปว่า หากตั้งคำถามให้ค่าย “ดาวสามแฉก” สรุปคุณลักษณะของรถ เมร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาสส์ รุ่นใหม่นี้ ด้วยคำๆ เดียว คำตอบที่จะได้รับ ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็น่าจะเป็นคำว่า SOLID หากเป็นภาษาไทยก็น่าจะเป็น “แข็งแกร่ง”

คำวิจารณ์นี้มีที่มาที่ไป เฉพาะในส่วนของตัวถัง ซึ่งมีขนาดโตกว่าตัวถังของรถรุ่นก่อนเล็กน้อยดังกล่าวแล้วข้างต้น ค่าย “ดาวสามแฉก” ยืนยันว่า การออกแบบด้วยเทคโนโลยีอันก้าวล้ำนำสมัย ทำให้มีค่าความแข็งเกร็ง หรือที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า RIGIDITY สูงกว่าเดิมถึงร้อยละ 30 ขณะเดียวกันก็มีการปรับปรุงเก้าอี้ที่นั่งให้นั่งสบายขึ้น รวมทั้งชุดชอคอับที่ปรับตัวได้เองโดยอัตโนมัติให้สอดรับกับทุกสภาพการขับขี่

ในส่วนของเครื่องยนต์ เครื่องยนต์ 4 สูบ และ 6 สูบ ทุกขนาด ใช้ระบบป้อนน้ำมันเชื้อเพลิงแบบ DIRECT-INJECTION หรือ ฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง และมีอัตราการบริโภคเชื้อเพลิงประหยัดกว่าเครื่องยนต์ที่เคยใช้ในรถรุ่นเดิมถึงร้อย 23 นอกจากนั้น เครื่องยนต์ทุกขนาดมีคุณสมบัติด้านไอเสียตามมาตรฐาน EU5 ของยุโรป โดยเฉพาะเครื่องยนต์เบนซินที่ติดตั้งในโมเดล E350 BLUE TEC นั้น มีปริมาณไอเสียเป็นไปตามมาตรฐาน EU6 ซึ่งยังไม่มีผลบังคับใช้จนกว่าจะถึงปี 2014 นั่นเทียว

ที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยก็คือ บรรดาอุปกรณ์ความปลอดภัยที่ค่าย “ดาวสามแฉก” บรรจุไว้ในรถรุ่นใหม่นี้ ชนิดจาระไนไม่ถ้วน ทั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยเชิงป้องกัน และอุปกรณ์ความปลอดภัยเชิงแก้ไข

ขอหยิบยกมาเป็นตัวอย่างเพียง 2 รายการ คือ ระบบ DROWSINESS DETECTION SYSTEM ซึ่งเซนเซอร์ตรวจจับตัวแปรต่างๆ มากกว่า 70 รายการ และจะส่งสัญญาณเตือนเมื่อพบว่าผู้ขับเกิดอาการง่วงเหงาหาวนอน กับระบบ ADAPTIVE HIGHBEAM ASSIST ซึ่งใช้กล้องถ่ายภาพติดตั้งอยู่บนกระจกหน้าตรวจจับลักษณะการจราจรเบื้องหน้ารถ แล้วปรับการทำงานของชุดไฟหน้าให้สอดรับกับสภาพนั้นๆ



------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2552
คอลัมน์ : ระเบียงรถใหม่
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/Ti0vI

Follow autoinfo.co.th