บทความ

ดูแลรถด้วยตัวเอง ทำไม่ดี…อาจมีเสียใจ


วันหยุดยาวในช่วงปีใหม่ไทยที่ผ่านมา ผมตั้งใจจะหยุดพักผ่อนยาวๆ ให้สมชื่อเสียหน่อย แต่ดันมีเรื่องให้ปวดขมองโดนเฉพาะเรื่องการรับโทรศัพท์ จนอยากปิดเครื่องหนี เรื่องของเรื่อง หลายคนไม่ได้ออกไปไหน ด้วยเพราะผลพวงจากพิษเศรษฐกิจ เลยตัดสินใจนอนอยู่บ้าน หาอะไรทำค่าเวลา ซึ่งหลายคนน่าจะคิด ลงมือทำอะไรให้กับรถตัวเองบ้าง ซึ่งกลายมาเป็นเรื่องของผมโดยไม่รู้ตัว ว่าคิดมากเกินไปหรือเปล่า

อันที่จริงการดูแลรักษารถยนต์ด้วยตัวเองนั้น เป็นเรื่องที่ดีมากๆ อันดับแรก ก็คือ ความรัก ความเอาใจใส่ชนิดที่ช่างไม่มีและไม่เหมือนเจ้าของรถ รวมถึงความทะนุถนอมรถ ซึ่งเจ้าของรถคงไม่ต้องการอยากเห็นรถตัวเองบอบช้ำ แต่การที่ไม่มีความเชี่ยวชาญ หรือความชำนาญในการปรนนิบัติรถยนต์ที่ถูกต้อง อาจนำมาซึ่งความเสียหายแบบคาดไม่ถึง อาจไม่รุนแรง แต่ทำให้เสียทรัพย์ได้ บางเรื่องที่
ง่ายๆ แต่ทำผิดวิธี ก็สามารถทำให้เกิดอันตรายได้เช่นกัน ดังนั้น ท่านเจ้าของรถที่คิดจะลงมือบำรุงรักษารถยนต์ด้วยตนเอง ควรศึกษาคู่มือรถยนต์ให้เข้าใจถ่องแท้เสียก่อน เพราะในคู่มือนั้นบอกไว้อย่างละเอียด ถึงสิ่งที่เจ้าของรถต้องดูแล รวมถึงวิธี และการเลือกใช้เครื่องมือได้อย่างถูกต้องซึ่งในวันหยุดที่ผ่านมา ผมได้ทำเรื่องง่าย ให้กลายเป็นเรื่อง “ระทึก” ได้ไม่น้อย เลยจะเอามาเล่า
สู่กันฟัง

1. เบรคดัง

เจ้าของรถบ่นมาพักใหญ่ ว่าเวลาเบรคมีเสียงดังเอี๊ยดๆ น่ารำคาญ เบรคทีคนเดินถนนตกอกตกใจเพราะเสียงดังน่ากลัว เคยบอกให้เจ้าของรถเอาไปให้ร้านถอดผ้าเบรคออกมาทำความสะอาด และขัดผิวหน้าผ้าเบรค รวมถึงตรวจเชคจานเบรคว่าเป็นรอยลึกบ้างหรือไม่ เจ้าตัวก็ไม่มีเวลาเอาไปทำเสียที จนกระทั่งวันหยุดที่ผ่านมา ถือโอกาสตรวจเชคสภาพตัวรถไปด้วยเลย แต่อยู่ดีๆ ก็โทรมาปรึกษาเรื่องเบรคดังที่เกิดขึ้น ว่า “สามารถใช้สเปรย์อเนกประสงค์ฉีดไปที่ผ้าเบรคกับจานเบรคได้หรือไม่” เพราะเสียงเหมือนสายพานดัง และเคยใช้สเปรย์ตัวนี้ฉีดแล้วหาย ก็เลยคิดว่าน่าจะใช้กันได้ เลยรีบตอบไปว่า “ใช้ไม่ได้เด็ดขาด” เนื่องจากสเปรย์นี้ คือ น้ำมันชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติชะล้าง หล่อลื่น ไล่ความชื้น และกัดสนิม ถ้าฉีดไปที่ผ้าเบรคอาจจะทำให้เบรคลื่น เบรคไม่อยู่ชั่วขณะ แต่เมื่อน้ำมันระเหยเพราะความร้อนสูงๆ จากการเบรค อาจจะเกิดควัน หรือลุกไหม้ขึ้นได้ เลยย้ำว่าห้ามทำเด็ดขาด

ต้องบอกว่าระบบเบรคนั้นห้ามนำสารเคมีต่างๆ รวมถึงน้ำมันไปโดนเด็ดขาด เนื่องจากหน้าสัมผัสของเบรคเวลาทำงานนั้นร้อนหลาย 100 องศา ขนาดน้ำมันเบรค รั่วมาโดนจานเบรคขณะร้อนจัดยังลุกไหม้ได้ง่ายๆ น้ำมันอย่างอื่นที่มีจุดเดือดต่ำกว่า ยิ่งเป็นตัวอันตรายกว่าร้าย 100 เท่า

2. พ่วงแบทเตอรี

ด้วยความหวังดีจะช่วยเหลือข้างบ้าน เนื่องจากรถสตาร์ทไม่ติดและสันนิษฐานว่าแบทเตอรีหมด เลยเอารถเข้าไปพ่วงแบทเตอรีให้ แต่ไม่มีสายพ่วง ซึ่งแทนที่จะขับรถออกไปซื้อสายพ่วงอันไม่กี่ 100 บาท ก็ไม่ไป คิดว่าตัวเองเจ๋ง จึงหันไปเห็นสายไฟบ้านกองอยู่ซึ่งเป็นสายไฟทองแดงเส้นเดี่ยวสำหรับเดินปลั๊ก คิดว่ามีขนาดใหญ่พอ ก็เลยตัดสายไฟเป็น 2 เส้น แล้วพันเข้ากับขั้วแบทเตอรีของรถทั้ง 2 คัน พอสตาร์ทรถคันที่เอามาพ่วงก็ยังไม่เกิดอะไรขึ้น สายไฟก็ดูปกติ พอสตาร์ทรถคันที่ถูกพ่วงเท่านั้น กระแสไฟถูกดึงไปยังแบทเตอรีของรถคันที่ถูกพ่วงอย่างรวดเร็ว ความร้อนที่ผ่านสายไฟไปนั้น ทำให้ฉนวนบางๆ ของสายไฟบ้านละลาย แต่ยังไม่ทันทำอะไร รถคันที่นำเอามาพ่วงเครื่องยนต์ก็ดับ จะถอดสายไฟออกก็ไม่ได้เพราะร้อนมาก จึงใช้คีมตัดสายไฟทิ้ง แต่นั่นมันก็สายไปเสียแล้ว เนื่องจากรถคันที่เอามาพ่วงนั้นกล่อง ECU ลัดวงจรไปเรียบร้อย สตาร์ทอย่างไรก็ไม่ติด เนื่องจากกระแสไฟที่กระชากและมันย้อนเข้ากล่องนั่นเอง

สายพ่วงแบทเตอรีนั้นมีความสำคัญอย่างมาก เพราะต้องรับกระแสไฟสูงๆ ได้ และต้องมีฉนวนหนาพอเพื่อความปลอดภัย เวลาเลือกซื้อ นอกจากเลือกฉนวนหนาๆ แล้ว ยังต้องเลือกสายพ่วงที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางของทองแดงภายในให้โหญ่ที่สุด เท่าที่จะมี เพื่อไม่ให้เกิดความร้อนสูงโดยเฉพาะเมื่อต้องพ่วงแบทเตอรี รถที่ใช้แบทเตอรีลูกใหญ่ๆ หรือรถที่มอเตอร์สตาร์ทกินไฟเยอะๆ หลังจากจบเหตุการณ์นี้เจ้าของรถที่นำรถไปพ่วงนั้น ต้องเปลี่ยนกล่อง ECU ใหม่ โชคดีสามารถหามือสองได้ราคาอยู่ในราว 5-6 พันบาท ถ้าไม่มีต้องเบิกห้างราคาก็หลายหมื่นบาท

การพ่วงแบทเตอรีนั้น ดูเหมือนจะไม่ยากแต่มันมีขั้นตอนที่ต้องจำให้ขึ้นใจ คือ จอดรถอย่าให้ตัวถังรถแตะกันติดเครื่องคันที่เอามาพ่วงไว้ เริ่มต้นโดยการพ่วงขั้ว – (ลบ) ก่อน เมื่อพร้อมค่อยพ่วงขั้ว + (บวก) และสายไฟขั้วบวกนี้ ต้องระวังอย่าให้พาดตัวถังรถ ถ้าจำเป็นต้องพาด ให้ใช้ผ้าปูพื้นมารองไว้ ก่อนสตาร์ทคันที่ถูกพ่วง ให้เร่งเครื่องยนต์ของรถคันที่นำมาพ่วงให้คงที่สัก 2,500–3,000 รอบ แล้วจึงติดเครื่องรถคันที่ถูกพ่วง เมื่อเครื่องติดให้ทำการปลดสายพ่วงทันที โดยปลดขั้วบวกก่อนเสมอ นั่นเพราะว่าสายพ่วงด้านขั้วลบนั้น ต่อให้พาดตัวถังก็ไม่เกิดอันตรายได้ง่ายๆ

3. เติมน้ำกลั่น

เรื่องการเติมน้ำกลั่นมันไม่ใช่เรื่องยาก แต่การเติมให้พอดีนั้นเป็นเรื่องยากต่างหาก เคยมีเจ้าของรถคันหนึ่ง เปิดห้องเครื่องให้ดูพบว่าฐานรองแบทเตอรี และตัวถังบริเวณนั้นเกิดสนิม อันเนื่องมาจากน้ำกรดจากแบทเตอรีรั่วออกไป ดูแล้วเป็นปริมาณที่มากพอดูเลย ถามเจ้าของรถได้ความว่ารถเขามีปัญหาต้องเติมน้ำกลั่นบ่อยเพราะแห้งมาก คุยไปคุยมาถึงได้ทราบสาเหตุของการผุ และกัดกร่อนที่ตัวถัง เพราะความเข้าใจ (ไปเอง) ของเจ้าของรถว่า น้ำกลั่นนั้นต้องเติมให้เต็ม คำว่าเติมให้เต็มของเขา คือ เติมแล้วระดับน้ำกรดในแต่ละช่องนั้นจะเกือบปริ่มช่องเติม เมื่อเครื่องยนต์ทำงาน กระแสไฟที่ผ่านเข้ามายังตัวแบท ฯ ก็เกิดความร้อน บวกกับการกระเทือนของตัวรถ ระดับน้ำกรดในแต่ละช่อง ก็จะล้นออกมาทางรูระบาย ส่งผลทำให้กัดกร่อนฐานรองแบทเตอรีและตัวถังบริเวณนั้น

ระดับน้ำกรดในแบทเตอรีที่ถูกต้องนั้น ให้ดูจากด้านข้างตัวแบทเตอรี จะมีขีดบอกระดับเอาไว้ว่า MIN กับ MAX ระดับน้ำกรดต้องไม่ต่ำกว่าขีด MIN และไม่สูงกว่าขีด MAX การทำให้ระดับน้ำกรดพอดี คือการเติมน้ำกลั่นเข้าไปนั่นเอง ต้องดูที่ขีดบอกระดับเป็นสำคัญ ในการใช้งานจริงนั้น เป็นเรื่องยากเพราะคราบสกปรกที่เกาะตัวแบทเตอรี ทำให้ดูยาก และตัวแบทเตอรีสีขาวขุ่น ก็มองเห็นระดับน้ำกลั่นยากเข้าไปอีก วิธีง่ายๆ คือ ใช้ตะเกียบ เอามาเทียบ จากความสูงของแบทเตอรีถึงระดับขีด MAX แล้วทำกากบาทไว้ จากนั้นเอาไปเทียบในช่องแบทเตอรีแต่ละช่องและเติมน้ำกลั่นให้ถึงปลายตะเกียบ ก็จะได้ปริมาณที่ถูกต้อง แต่ต้องระวังที่จะไม่สัมผัสกับปลายตะเกียบที่จุ่มลงไป เพราะจะมีน้ำกรดติดอยู่ ส่วนน้ำกลั่นนั้นไม่มีอันตรายใดๆ การเติม ต้องเติมทุกช่องให้เท่ากัน ตามระดับที่กำหนดไว้ เพราะมีเจ้าของรถเข้าใจผิดๆ คิดว่าภายในช่องเซลล์แบทเตอรีภายในนั้น ทะลุถึงกัน คิดว่าเติมช่องเดียวก็พอ เป็นความคิดที่ผิด ถ้ามี 6 ช่อง ต้องเติมให้ครบทั้ง 6 ช่อง

4. การเติมน้ำ เมื่อเครื่องร้อน

เมื่อเครื่องยนต์ร้อนจัด แต่ยังไม่ดับในทันที ให้รีบจอดแล้วดับเครื่องยนต์ เปิดฝากระโปรงไว้เพื่อระบายความร้อน และไม่ต้องทำอะไรเลย รออย่างนั้น จนกว่าเครื่องยนต์จะเย็น อาจใช้เวลาเป็นชั่วโมง ก็ต้องรอ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายตามมา เมื่อความร้อนคลายตัวไปแล้ว สังเกตง่ายๆ ว่าเราสามารถใช้มือจับชิ้นส่วนที่เป็นพลาสติค ยาง หรือฝาครอบวาล์วได้โดยไม่ร้อนนัก แล้วค่อยสำรวจหารอยรั่วที่เกิดขึ้นว่าอะไรทำให้เกิดความร้อน โดยยังไม่ต้องติดเครื่องยนต์ ตรวจเชคน้ำในถังพักน้ำ ว่าอยู่ในระดับปกติหรือไม่ จากนั้นให้เปิดฝาหม้อน้ำ โดยเปิดแค่จังหวะเดียว เพื่อระบายแรงดันภายในออก แล้วค่อยเปิดฝาดูว่า น้ำในหม้อน้ำขาดหรือไม่ ตรวจเชคท่อยางหม้อน้ำ ว่ามีร่องร่อยรั่ว หรือฉีกขาดตรงไหน รวมถึงเชคระดับน้ำมันเครื่อง ว่าอยู่ในระดับปกติหรือไม่ แล้วก็ดมที่ปลายก้านวัดน้ำมันด้วยว่า น้ำมันมีกลิ่นเหม็นไหม้ หรือสภาพน้ำมันขุ่นข้นเหมือนสีชาเย็นหรือเปล่า ถ้ามีสีขุ่นข้น แสดงว่าปะเก็น หรือฝาสูบมีปัญหา ต้องลากสถานเดียว ห้ามติดเครื่องโดยเด็ดขาด

ถ้าพบว่าน้ำมันเครื่อง ท่อทางต่างๆ ปกติ แต่น้ำในถังพัก และหม้อน้ำพร่องหายไป ให้เติมน้ำในถังพักให้ถึงขีด MAX ส่วนในหม้อน้ำนั้น ถ้าเครื่องยนต์เย็นแล้ว ก็สามารถเติมน้ำเข้าไปที่หม้อน้ำได้เลย ค่อยๆ เติมอย่าให้หก แล้วคอยสังเกตว่ามีการรั่วซึมของหม้อน้ำ หรือจุดใกล้เคียงหรือไม่ ให้เติมแค่เกือบเต็มแล้วใช้มือบีบที่ท่อหม้อน้ำตัวล่าง เพื่อไล่ลมในระบบให้ย้อนออกมา ถ้าน้ำพร่องลงไปอีก ก็ค่อยๆ เติมจนระดับน้ำนิ่ง ไม่ยุบตัว แล้วค่อยติดเครื่องยนต์ เมื่อติดเครื่องแล้ว ไม่มีเสียง หรือกลิ่นผิดปกติให้รีบนำไปตรวจเชคที่ศูนย์ หรืออู่โดยเร็วที่สุด

ไม่ควรเติมน้ำตอนเครื่องยนต์ยังร้อนอยู่ เพราะอาจจะทำให้เกิดความเสียหายตามมา เช่น ฝาสูบโก่งหรือเสื้อสูบร้าวได้ ถ้าจะเป็นต้องเติมน้ำ ต้องเครื่องยนต์ยังร้อน ต้องติดเครื่องยนต์ไว้แล้วค่อยๆ เติมน้ำลงไปที่ละน้อย ให้เกิดการหมุนเวียนโดยอุณหภูมิที่ไม่แตกต่างกัน จนทำให้เครื่องยนต์เสียหาย การเปิดฝาหม้อน้ำตอนเครื่องยนต์ร้อนๆ เป็นอันตราย เพราะน้ำมีอุณหภูมิสูง อาจจะเกือบ 100 องศา เป็นเรื่องอันตรายมากๆ ไม่ควรเปิดอย่างยิ่ง แต่ถ้าฉุกเฉินจำเป็นต้องเปิดให้ใช้พรมรองพื้นหรือผ้ายางรองไว้ แล้วบิดฝาหม้อน้ำ เพียงแก๊กแรกเท่านั้น ให้ความดันระบายออกมาให้หมดก่อน จากนั้นจึงจะเปิดต่อได้ การเติม ให้เติมตอนเครื่องยนต์เดินเบา ค่อยๆ เติมทีละนิด จนกว่าน้ำจะอยู๋ในระดับปกติ แต่เลี่ยงได้ควรเลี่ยงดีกว่า

การดูแลรักษารถยนต์ด้วยตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งสำคัญ คือ ความรู้



------------------------------
เรื่องโดย : พหล ฯ 30
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2552
คอลัมน์ : DIY…คุณทำเองได้
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/2qk48

Follow autoinfo.co.th