บทความ

น้ำ


คนกับน้ำเป็นของคู่กัน เหมือนพระจันทร์คู่พระอาทิตย์ คนเราอยู่ตรงไหนก็ต้องมีน้ำ เดือนนี้เป็นเดือนเมษายน อากาศร้อนชวนให้คิดถึงน้ำ เพราะน้ำสามารถทำให้ร่างกายเปียกโชกดับความร้อนลงได้

13 เมษายน เป็นวันตรุษสงกรานต์ของไทย ทุกปีราชการหยุดงานให้ 3 วัน บังเอิญ 3 วันของปีนี้ตรงกับ จันทร์ อังคาร และพุธ ฉะนั้นวันหยุดราชการจึงยาวเหยียด 5 วัน โดยมีวันเสาร์ และวันอาทิตย์เป็นวันนำหน้า

เมื่อเดือนเมษายนของปี 2491 ผมเดินทางมาเรียนหนังสือที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เริ่มสอบเข้าเรียนในเดือนนี้ เพื่อเริ่มเป็นศิษย์ชมพู-ฟ้า ในเดือนพฤษภาคม

ผมได้บอกแล้วว่า บ้านพักอาศัยของผมอยู่บริเวณย่านบ้านขมิ้น โรงพยาบาลศิริราช ถนนอรุณอมรินทร์ และผมก็ไม่เคยรู้ว่าที่ผมอยู่ตรงนั้นเป็นวังหลัง ไม่ยักรู้ว่าเริ่มมาอยู่กรุงเทพ ฯ ก็กลายพันธุ์เป็นเด็กวังตั้งแต่นั้นทันที

มารู้เอาก็ตอนได้รับความกรุณาจากพวกพ้องเดียวกัน คือ ภราดร ศักดา (ทัศนา ทัศนมิตร) นักเขียนหนังสือรุ่นเดียวกัน เล่าไว้ในหนังสือ “วัง” แล้วส่งมาให้อ่านเล่น 1 เล่ม

“คนทั่วไปคงจะรู้จักวังหลัง (ยกเว้นผมคนเดียว) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนฝั่งธน ฯ ที่อยู่ย่านศิริราชต้องรู้จักกันดีที่สุด เพราะเป็นท่าเรือวังหลัง (นี่ก็เป็นอีกแห่งที่ผมไม่รู้) และเป็นท่าเรือพรานนก (ท่านี้รู้จักเพราะอาศัยเป็นเส้นทางไปโรงเรียนทุกวัน)”

ไหนๆ จะทำความรู้จักวังหลังกันแล้ว ก็ขอถ่ายทอดเรื่องวังหลังจากหนังสือ “วัง” ต่อก็ละกัน

“มีคำอธิบายจากพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า ชื่อเรียกวังหน้าก็ดี วังหลังก็ดี เรียกตามแบบอย่างครั้งกรุงเก่า

“ที่กรุงเก่านั้น วังจันทรเกษม อันเป็นวังที่ประทับของพระมหาอุปราช อยู่ทางด้านหน้าพระราชวังหลวง จึงเรียกกันว่า วังหน้า

“สมัยอยุธยา เมื่อครั้งสถาปนากรมพระราชวังหลังขึ้น ในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา จึงขนานนามว่า กรมพระราชวังบวรสถานภิมุข”

“ตรงที่สร้างพระราชวังหลังขึ้นนั้น เดิมเป็นสวนลิ้นจี่ ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงพยาบาลศิริราชขณะนี้ ในครั้งนั้น กรมพระราชวังหลัง ดำรงพระยศเป็น สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ คงจะเนื่องด้วยว่าที่ตรงนั้นมีป้อมปราการเป็นมุมเมืองมาแต่สมัยกรุงธนบุรี จึงเป็นที่สำคัญในการป้องกันพระนครด้านฝั่งตะวันตก”

“สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ยังทรงสันนิษฐานว่า เหตุที่สร้างพระราชวังหลังขึ้นที่นี่ น่าจะเป็นด้วยเคยเป็นพระนิเวศน์เดิมของกรมพระราชวังหลัง ในครั้งที่พระองค์ทรงปฏิบัติราชการสมัยกรุงธนบุรีก็เป็นได้”

นี่ก็เป็นเรื่องราวของวังหลัง ถิ่นที่อยู่อาศัยของผมเมื่อเข้ามาเรียนหนังสือต่อที่กรุงเทพ ฯ ซึ่งผมไม่รู้ว่าเป็นเขตวังหลัง รู้แต่ว่าอยู่บ้านขมิ้น วิกโรงหนังหน้าบ้านก็เป็นโรงหนังบ้านหม้อ มีคลองเล็กๆ คลองหนึ่งน่าจะเรียกว่าคลองบ้านช่างหล่อเพราะติดกับซอยบ้านช่างหล่อ

ผมข้ามเรือท่าพรานนก ขึ้นไปที่ท่าตรงข้ามฝั่งกรุงเทพ ฯ เรียกว่า ท่าช้างวังหลวง ติดกับราชนาวีสโมสรและท่าราช ฯ ถ้าจะพูดถึงวังที่เกี่ยวกับท่าเรือข้ามฟากสมัยนั้น ผมก็รู้จักอยู่ 2 วัง คือ ท่าช้างวังหลวงและท่าช้างวังหน้า

ถึงผมไม่รู้ว่าเป็นเด็กวังหลัง แต่ผมก็เป็นเด็กวังเต็มตัวจนได้เมื่อมารู้จักวังบูรพา หรือเรียกชื่อเต็มๆ ว่า “วังบูรพาภิรมย์”

วังบูรพา เป็นแหล่งเที่ยวของวัยรุ่นสมัยนั้น มีสถานมหรสพทันสมัย 3 แห่ง คือ คิงส์ กแรนด์ และ ควีนส์ และมีห้างสรรพสินค้าเซนทรัลเป็นหน้าเป็นตาอยู่ตรงนั้น พร้อมด้วยร้านขายสินค้ามากมาย ตลอดจนร้านขายหนังสือต่างประเทศ และร้านอาหาร

โรงภาพยนตร์คิงส์ ได้ชื่อเป็น “บ้านของ มกม.” เพราะฉายหนังจากค่าย เมโทร โกลด์วิน เมเยอร์ ในขณะที่โรงภาพยนตร์กแรนด์ ฉายภาพยนตร์บริษัทพาราเมาท์ และภาพยนตร์ไทยบางเรื่อง ส่วนโรงภาพยนตร์ควีนส์ ซึ่งอยู่เข้าไปด้านใน ฉายภาพยนตร์บริษัทโคลัมเบีย

จากหนังสือ “วัง” อีกเหมือนกัน ผมเพิ่งทราบว่า คนที่แปลงสภาพวังบูรพากลายเป็นคอมพเลกซ์การค้าขึ้นมา ก็คือ บัณฑูร องควิศิษฏ์ ซึ่งต่อมาก็เป็นเจ้าของโรงหนังควีนส์ และถูกเปลี่ยนมือเป็นธนาคารเอเซีย มี สรบุศย์ ธีระโกเมน เป็นผู้จัดการ ส่วน บัณฑูร ก็ไปเป็นเจ้าของโรงหนังเอ็มไพร์ เชิงสะพานพุทธติดปากคลองตลาด

ภราดร ยังเล่าให้ฟังว่า คอมพเลกซ์การค้าที่นี่เปิดเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2497 โดยมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นประธานในพิธีเปิด

2497 เป็นปีที่ผมเข้าเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ไปเรียบร้อยแล้ว

“ผมยังจำได้ติดตา” ความอีกตอนจากหนังสือ “วัง” ของ ทัศนา (ภราดร) “ภายในตัววังที่ทรุดโทรมมีโรงเรียนภาณุทัตการเรือน ของอาจารย์เยื้อน ภาณุทัต ตั้งอยู่ในส่วนที่เป็นด้านหน้าวัง ด้านข้างวังนั้นติดกับเนื้อที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง มีร้านอาหาร “สีฟ้า” กับโรงพิมพ์ “หนังสือพิมพ์เกียรติศักดิ์” คั่น

“ด้านหลังวังเป็นตลาดมิ่งเมืองกับพาหุรัด ตลาดมิ่งเมืองเป็นแหล่งตัดเย็บและขายเสื้อผ้า เพชรพลอย ตลอดจนของใช้ทั่วไป”

“รถรางสายหลักเมือง-ถนนตก แล่นผ่านมาทางสี่กั๊กเสาชิงช้าเข้าสู่ถนนเฟื่องนคร ไปเลี้ยวซ้ายที่สี่กั๊กพระยาศรี เข้าถนนเจริญกรุง ผมดักขึ้นที่หน้าโรงภาพยนตร์ศรีอยุธยาใกล้สี่กั๊กพระยาศรี พอถึงช่วงสี่แยกถนนมหาชัยก่อนถึงสะพานเหล็ก ผมมักมองไปทางขวามือก็จะแลเห็นบริเวณหน้าวังบูรพา”

นี่คือ สภาพทั่วไปของวังบูรพา และเป็นความรู้ใหม่อีกอันหนึ่งของผม เพราะเดิมทีผมยังเข้าใจว่าร้านอาหาร “สีฟ้า” ออริจินจริงๆ ดั้งเดิมแท้ๆ น่าจะเป็นร้านอาหารที่ราชวงศ์ ลืมไปแล้วว่าอยู่แถวเฉลิมกรุงมาก่อน

ตลาดมิ่งเมือง ก็เหมือนกัน ผมหลงเข้าใจว่าเป็น ตลาดโบ๊เบ๊ และพาหุรัด ก็คือ ชุมชนแขกขายผ้า

รถรางสายหลักเมือง-ถนนตก ผมได้อาศัยใช้บริการเป็นประจำ เพราะหลักเมือง-สถานีต้นทางอยู่ไม่ไกลจาก ”กำแพงชรา”

(มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์) แล่นผ่านทั้งโรงหนังศรีอยุธยาที่สี่กั๊กพระยาศรี และศาลาเฉลิมกรุง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนสวนกุหลาบ ฯ

ส่วนลำดับความเป็นมาของวังบูรพาภิรมย์นั้น ภราดร แจกแจงไว้ยืดยาว รวมความ ก็คือ วังบูรพาภิรมย์ได้ชื่อเป็น วังเอก มีความอลังการสมบูรณ์ที่สุดในกรุงสยาม

สร้างเป็นลักษณะตึกใหญ่ 2 ชั้น แบบยุโรป มีทั้งห้องบิลเลียด สนามแบดมินทัน และสนามเทนนิส ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 5 ปีเศษ มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 15 ไร่

อีกวังหนึ่งของกรุงเทพ ฯ ที่ผมคุ้นเคย ก็คือ “วังแดง” ภายในตัววังแดง ผมไม่เคยเข้าไปแม้แต่ครั้งเดียว แต่คุ้นเคยเป็นอย่างดีกับ “ซอยวังแดง” อันเป็นซอยเล็กติดกับวังแดง

โลเคชันวังแดง อยู่ย่านวรจักร ภายในซอยวังแดงที่พูดถึงนี้ มีรถเข็นคันหนึ่งมาประจำในตอนกลางคืน ขายก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ จนมีชื่อถึงทุกวันนี้ว่า “ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่วังแดง” และผมก็จะมาเป็นลูกค้าประจำแทบทุกคืน ยิ่งตกดึกก็ยิ่งขายดี

กลับมาท่าน้ำพรานนก สมัยผมเรียนสวนกุหลาบ ฯ เคยยืนบนท่าเรือแล้วพลัดตกลงแม่น้ำเจ้าพระยา รีบปีนขึ้นมาบนท่าได้ สิ่งแรกที่ทำก็คือ ปลดเข็มนักเรียนเตรียม ฯ ของสวนกุหลาบ ฯ ออกจากอกเสื้อ เพราะอาย แล้วกลับบ้านไปเปลี่ยนชุดใหม่

ต่อมาได้เข้าธรรมศาสตร์ ฯ ท่าพระจันทร์ ก็ต้องข้ามน้ำอีกทุกวัน คราวนี้ไม่ไปท่าช้างวังหลวง แต่ไปท่าพระจันทร์ ขึ้นฝั่งได้ก็ถึง “กำแพงชรา” ด้านตรงข้ามวัดมหาธาตุนั่นแหละ

ช่วงวันหยุดยาว 5 วัน สำหรับกลางเดือนเมษายน ก็คงหนีไม่พ้นมาตรการ “เมาไม่ขับ” และ “ขับไม่โทรมือถือ” ส่วนพิษภัยที่เป็นผลมาจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกนั้น ไกลตัวเกินไปสำหรับเทศกาลมหาสงกรานต์ หรือเทศกาลสาดน้ำครับ



------------------------------
เรื่องโดย : บรรเจิด ทวี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน เมษายน ปี 2552
คอลัมน์ : เล่นท้ายเล่ม
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/ir0XJ

Follow autoinfo.co.th