บทความ

โอนรถของเรา แต่ทำมาจะติดคุก !


ตามกฎหมายชาวบ้านชาวช่องแม้กระทั่งทหาร ตำรวจ ซึ่งไม่ได้อยู่ในขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการ อันจำเป็นต้องพกปืนออกจากโรงพัก หรือออกจากบ้าน ถือว่ามีความผิดข้อพกพาปืนเช่นเดียวกับราษฎรตาดำๆแต่ในความเป็นจริงก็อย่างที่รู้กันอยู่ ตำรวจทหารนั้นแหงอยู่แล้ว นำพาปืนติดตัวจนเป็นเรื่องธรรมดาไม่มีปืนสิแปลก

ขณะที่ชาวบ้านก็ไม่น้อยหน้า แม้โทษหนักถึงขั้นติดคุก แต่ก็หอบปืนไปโน่นไปนี่ แถมยังก่อเรื่อง เข่นฆ่ากันทุกวันดังที่เป็นข่าว แสดงว่ากฎหมายปืนของเราไม่ขลังเท่าที่ควร ไม่เหมือนแถวๆ สิงคโปร์ มาเลเซียญี่ปุ่น และอังกฤษ อย่าแหยมเป็นอันขาด

อย่างว่าในประเทศที่คำนึงถึงความปลอดภัยอย่างมาก เช่น เมืองมะกัน การมีปืนไว้ในครอบครองเหมือนมีเสื้อผ้ารองเท้า ปืนชนิดร้ายแรงก็ซื้อหาได้ไม่ยาก ทั้งๆ ที่คนของเขาชักจะมีปัญหา สติแตกขึ้นมาขนปืนไปฆ่าคนอื่นเป็นผักปลา อย่างที่เห็นในสถานศึกษา แต่ชาวเมืองลุงแซมติดนิสัยคาวบอยมาแต่ในอดีต สมัยบุกเบิกก่อตั้งประเทศ การมีปืนไว้ป้องกันตัวเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ชายหญิง คนเฒ่าคนแก่ ยิงปืนสนั่นกันทั้งนั้น ไม่มีปืนเดี๋ยวโดนเจ้าถิ่นอย่างอินเดียนแดงเจี๋ยนเอาง่ายๆ

วัฒนธรรมเรื่องปืนของคนอเมริกันจึงฝังรากลึก แม้ภัยจากการครอบครองปืนมีมากขึ้น แต่ทางการก็ยังไม่เข้มงวดห้ามปรามเหมือนประเทศอื่นๆ ต้องรอให้มีเหตุด่วนเหตุร้ายเยอะขึ้นๆ ก็คงจะปรับตัวในที่สุด ตามหลักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โน่น ธรรมะธัมโม ไปโน่นการที่ผมเอ่ยถึงเรื่องปืน พี่น้องคงงงนิดๆ นายเขียนเรื่องรถไม่ใช่หรือ มันเกี่ยวด้วยหรือกับปืนผาหน้าไม้ เกี่ยวครับ คือ อย่างนี้ เท่าที่ผมสังเกตเรื่อยมา จะมีเหตุร้ายจำพวกขับรถปาดหน้า หรือกวนกันนิดๆ หน่อยๆ ซึ่งตามปกติถือเป็นเรื่องธรรมด๊าธรรมดา

โดยเฉพาะในเมืองหลวง แต่ละคนพยายามหาทางไปให้ได้ การปาดหน้าแซงซ้ายแซงขวาไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่ถ้าชะตาถึงฆาต ความโกรธครอบงำ ก็มีรายการงัดปืนออกยิงกระหน่ำ เหยื่อกระสุนบาดเจ็บล้มตายแบบไม่คาดฝัน นั่นแสดงว่า คนบนท้องถนนในบ้านเราฝ่าฝืนกฎหมายพกพาปืนติดตัวกันไม่น้อย ไม่งั้นคงไม่เกิดเรื่องขึ้น

ที่นำเสนอเรื่องนี้ เพื่อเตือนสติพ่อแม่พี่น้องที่สัญจรตามท้องถนน อย่าได้ประมาท ขับรถปาดหน้าปาดหลังใครเขาโดยไม่จำเป็น ไม่งั้นอาจกลับบ้านเก่าอย่างกะทันหัน และน่าเสียใจอย่างยิ่ง นะท่านนะ

ต้องมีคดีตบท้ายจึงจะเป็นของแท้

เป็นเรื่องของเจ้าหนี้ตามบี้ลูกหนี้ด้วยการยึดรถยนต์ แต่ลูกหนี้โอนไปให้คนอื่น มีการโอนทะเบียนรถหลังจากที่รถถูกยึดเพียง 1 วัน มาดูกันว่าเจ้าหนี้จะเล่นงานลูกหนี้ได้ไหม อย่างไร ?

“นายเงินล้าน” ไม่ได้มีเงินเป็นล้านๆ เหมือนชื่อ แถมยังเป็นหนี้เป็นสินไม่มีเงินใช้ให้เขา หนักๆ เข้าโดน “นางสีแสด” ยังดีที่ไม่ชื่อสีแดง หรือสีเหลือง สมัยนี้อาจจะต้องวิ่งโร่ไปขอเปลี่ยนชื่อกะทันหัน เพราะอยู่ไม่สุขเนื่องจากคนไทยนึกสนุก อยากยกพวกตีกันฆ่ากันขึ้นมาซะงั้นแหละ นางสีแสด ในฐานะเจ้าหนี้ ฟ้องร้อง นายเงินล้าน ต่อศาลเป็นคดีแพ่ง บังคับให้ใช้ทั้งต้นทั้งดอกเป็นเงินโขอยู่

นายเงินล้าน ไม่มีทางสู้ ศาลตัดสินคดีถึงที่สุด ให้แพ้คดี แต่ นางสีแสด ยังไม่ได้เงินจาก นายเงินล้านอยู่ดี ต้องขวนขวายต่อไป ด้วยการสอดส่ายดูว่า นายเงินล้าน มีทรัพย์สินอะไรที่จะให้ศาลยึดมาขายทอดตลาดได้บ้าง

คลำไปคลำมา ทราบว่า นายเงินล้าน มีรถยนต์อยู่คันหนึ่ง ยึดมาขายพอได้เงินอยู่หรอก เจ้าตัวจึงให้ทนายดำเนินการตามขั้นตอน นั่นคือ “การบังคับคดี” สุดท้ายเจ้าหน้าที่ไปยึดรถยนต์มาเมื่อวันที่16 มกราคม

พอเอาเข้าจริงๆ นางสีแสด ทำท่าจะแห้ว เพราะขายทอดตลาดไม่ได้ มีคนเข้ามาขวาง คือ “นส. กำปั่นเพชร” เธออ้างว่าฉันเป็นคนมีสตางค์เหมือนชื่อ รับโอนรถจาก นายเงินล้าน มานานแล้ว แต่เพิ่งมาโอนทางทะเบียนเมื่อวันที่ 17 มกราคมต่างหาก นางสีแสด โกรธจัด แต่ไม่ได้ไปก่อ MOB หรือตบไอ้นั่นไอ้นี่ใส่ใคร ได้แต่พึ่งศาล เพราะเชื่อว่า นส. กำปั่นเพชร กับ นายเงินล้าน ร่วมกันซิกแซก ต้องสั่งสอนให้เข็ด ปรึกษาทนาย พอรู้เค้าว่าเอาผิดข้อหาใดได้บ้าง ก็ไม่รอช้า หอบสังขารไปแจ้งความที่โรงพัก กล่าวหาว่า นายเงินล้าน กระทำการฉ้อโกงเจ้าหนี้ ด้วยการยักย้ายถ่ายเททรัพย์หนี

ตำรวจซิวตัว นายเงินล้าน มาได้ไม่ยากเย็น เพราะไม่ได้เป็นลูกนักการเมืองหรือโจรเสื้อนอก หนีลอยนวลไปอยู่ต่างประเทศได้สบาย สอบสวนแล้วเห็นว่าทำความผิดจริง จึงส่งลูกต่อให้อัยการ นายเงินล้าน โดนฟ้องร้องไปที่ศาลเพื่อเอาเข้าคุก

นายเงินล้าน ให้การปฏิเสธ นำสืบด้วยว่า โอนรถตีใช้หนี้เงินกู้ให้แก่ นส. กำปั่นเพชร เมื่อเดือนพฤษภาคม ปีที่แล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาโอนวันที่ 17 มกราคม หลังจากที่รถโดนยึดแล้ว นส. กำปั่นเพชร ยืนยันพร้อมหลักฐานการไปทำเรื่องขอโอนรถที่สำนักงานขนส่งเมื่อวันที่ 27 กันยายน

แต่ติดขัดเรื่องใบมอบอำนาจไม่ถูกต้อง แถมเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งยังทุจริตต่อหน้าที่ จนกระทั่งโดนไล่ออก มีหลักฐานการทำเรื่องขอโอนรถมาแสดงครบครัน จริงๆ รถโอนเปลี่ยนมือไปนานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาโอนวันที่ 17 มกราคม ดังที่ นางสีแสด อ้าง จึงเอาผิด นายเงินล้าน ไม่ได้

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า นายเงินล้าน มีความผิดฐานฉ้อโกงเจ้าหนี้จริง จึงตัดสินลงโทษจำคุก 6 เดือน ไม่รอลงอาญา

จำเลย คือ นายเงินล้าน ดิ้นด้วยการยื่นอุทธรณ์ จะได้ไม่ต้องติดคุก

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว เห็นไปคนละทางจากศาลชั้นต้น มองว่า นายเงินล้าน โอนรถตีใช้หนี้ให้นส. กำปั่นเพชร ไปนานแล้ว ก่อนวันที่ 17 มกราคม จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

อัยการซึ่งทำหน้าที่เป็นโจทก์ เห็นว่างานนี้ น่าจะเอาผิด นายเงินล้าน ได้ จึงยื่นฎีกาขึ้นไป ให้ศาลสูงซึ่งเป็นด่านสุดท้ายส่องดูอีกทีว่า นายเงินล้าน ทำผิดจริงไหม

ศาลฎีกาจึงหนีไม่พ้น ต้องพิจารณาคดีนี้อย่างถี่ถ้วน แล้วชี้ขาดออกมาดังนี้

ปรากฏเอกสารของทางราชการ จากสำนักงานกรมการขนส่งที่ นส. กำปั่นเพชร ไปติดต่อขอโอนรถเมื่อเดือนกันยายน ยืนยันว่า นส. กำปั่นเพชร นำใบมอบอำนาจของ นายเงินล้าน ไปขอรับโอนรถของนายเงินล้าน แต่เรื่องชักช้าเนื่องจากใบมอบอำนาจไม่ถูกต้อง ประกอบกับเจ้าหน้าที่ทำเรื่องทุจริตต่อหน้าที่ จนกระทั่งโดนไล่ออก นส. กำปั่นเพชร ได้รับใบเสร็จเสียค่าธรรมเนียมโอนรถเมื่อเดือน
ธันวาคม จนกระทั่งข้ามปีมาถึงวันที่ 17 มกราคม จึงโอนทะเบียนเสร็จ

จากพยานหลักฐานของทางราชการ และหลักฐานการกู้ยืมเงินของ นายเงินล้าน จึงเชื่อได้ว่า นส. กำปั่นเพชร ไม่ได้รับโอนรถในวันที่ 17 มกราคม หลังจากที่รถโดนเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไปตามที่ นางสีแสด เจ้าหนี้ร้องขอ แต่ นายเงินล้าน โอนรถ และทรัพย์สินอื่นตีใช้หนี้ให้แก่ นส. กำปั่นเพชร ไปก่อนที่จะโดนยึดทรัพย์ตั้งนานแล้ว

ศาลฎีกายังสำทับอีกว่า หลักฐานทางทะเบียนเป็นเรื่องที่ทำไปตาม พรบ. รถยนต์ ตามมาตรการควบคุมการใช้รถเท่านั้น ไม่ใช่หลักฐานการโอนกรรมสิทธิ์

หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ กรรมสิทธิ์ของรถโอนไปแล้วก่อนมีการโอนทางทะเบียนนั่นเอง การกระทำของ นายเงินล้าน จึงไม่เข้าข่ายฉ้อโกงเจ้าหนี้ เอาผิดไม่ได้ ศาลอุทธรณ์ตัดสินยกฟ้อง นายเงินล้าน ถูกต้องแล้ว

ศาลฎีกาพิพากษายืน ให้ นายเงินล้าน ได้เฮฮาพาร์ทีหายเครียดไปในที่สุด หลังจากเป็นความ และทุกข์สุมหัวอยู่นานสองนาน

ครับศาลยึดหลักมานานแล้วว่า ทะเบียนรถที่ทำตาม พรบ. รถยนต์ เป็นเรื่องที่ทางการกำหนดขึ้นเพื่อควบคุมการใช้รถ เพื่อเก็บภาษีรถ ไม่ใช่หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์

กรรมสิทธิ์ของรถโอนเปลี่ยนมือกันได้ทันทีด้วยสัญญาต่างๆ เช่น การขาย การตีใช้หนี้ การให้ และการส่งมอบ โดยไม่ขึ้นอยู่กับการโอนทะเบียนรถ

แต่คนทั่วไปอย่างเราๆ ท่านๆ พากันยึดถือพากันเข้าใจว่า การจดทะเบียนโอนรถเท่านั้น คือ การโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งก็เป็นการเข้าใจถูกอยู่บ้างเหมือนกัน ถ้าตกลงโอนกันแล้วจึงกุลีกุจอไปจดทะเบียนโอนในบัดนั้นวันนั้นเลย ซึ่งก็ชัวร์ดี อย่างกรณีของ นายเงินล้าน ถ้าโอนทะเบียนไปก่อนวันที่ 17 มกราคม ก็คงไม่ต้องขึ้นศาลจนหน้าเหลืองหน้าเขียว

อันที่จริงอัยการเขารู้หลักเกณฑ์ที่ศาลตัดสินไว้ด้วยแหละ แต่มาจับเอาวันที่มีการโอนทะเบียนรถ คือ วันที่ 17 มกราคม ซึ่งทำกันหลังวันที่รถโดนยึดเมื่อวันที่ 16 มกราคม เลยมองว่า นายเงินล้าน ตุกติกโกงเจ้าหนี้

เล่นเอา นายเงินล้าน เหงื่อแตก กว่าจะหลุดออกมาได้ คงบนบานศาลที่ไม่มีผู้พิพากษาประจำไปหลายศาล แก้บนจนเมื่อยก็แล้วกัน

จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 778/2534



------------------------------
เรื่องโดย : "จอมยุทธ"
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน เมษายน ปี 2552
คอลัมน์ : ร่มไม้ชายศาล
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/ypMbz

Follow autoinfo.co.th