บทความ

ร้องระงม


ผลพวงจากสภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก ที่ลามถึงประเทศไทย ในระยะเวลาไม่นานเกินรอ ทำเอาค่ายรถยนต์ร้องกันระงม โดยเฉพาะค่ายใหญ่ของเรา ที่ออกมาช่วยกันให้สัมภาษณ์ ตั้งแต่การปรับลดภาษีสรรพสามิต ทั้งเรื่องการปล่อยสินเชื่อ หรือเรื่องการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อรถใหม่

ขณะเขียนเรื่องนี้ มาตรการต่างๆ ยังไม่ผ่านความเห็นชอบ แต่ป่านนี้ก็คงรับทราบกันเป็นที่เรียบร้อยว่า ยังไงหลวงท่านก็ต้องช่วยอยู่ดี มากหรือน้อยเท่านั้นเอง

หรือจะมีการอัดฉีดเม็ดเงินเข้ามาในระบบ ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนมีเงินใช้จ่ายมากขึ้น หมุนเวียนกันมากขึ้น

เท่านั้นยังไม่พอ ประธานบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น ลงแรงเข้าพบท่านนายก ฯ ด้วยตนเอง เมื่อคราวไปเยือนญี่ปุ่น ถกข้อแม้โครงการผลิตรถยนต์ประหยัด หรือ อีโคคาร์ ขอให้ลดหย่อนข้อจำกัดลงบ้าง ตั้งแต่เรื่องขนาดเงินลงทุน ปริมาณการผลิตแสนคันในปีที่ 5 และการผลิตชิ้นส่วนหลักอย่างน้อย 4 ชิ้น

ข้ออ้างแรกก็อยากให้ฝ่ายไทย ยกเลิกเงื่อนไข หรือให้มีการพิจารณากันใหม่ เพราะสภาพเศรษฐกิจในอีก 5 ปี จะเป็นอย่างไร ก็ไม่มีใครตอบได้เลยขอให้ทบทวนก่อน โดยค่ายรถทุกค่ายที่เสนอโครงการอีโคคาร์ พากันยกมือสนับสนุนกันสลอน

ขณะเดียวกัน เจทโร ก็พลอยผสมโรงเสนอแนะเอาไว้ด้วย ว่าอยากให้ปรับปรุงพิธีการทางศุลกากร จากกรอบความร่วมมือระหว่าง ไทย-ญี่ปุ่น เพราะขั้นตอนยังเป็นอุปสรรคต่อการนำเข้า โดยเฉพาะเรื่องนำเข้าเหล็ก ที่มีหลายเกรด หลายขนาด หลายแบบ มาเป็นม้วนก็มี มาเป็นแผ่นก็มี มาเป็นปั๊มสำเร็จก็มี สารพัดชนิด แต่ละชนิดแต่ละอย่าง ก็มีขั้นตอนไม่เหมือนกัน ช่วยทีเถอะพ่อคุณ

แถมแจ้งผลสำรวจบรรยากาศของนักลงทุนญี่ปุ่นในไทย เมื่อปลายปี 2551 ที่สะท้อนความรู้สึกของนักลงทุนที่ดูเหมือนแย่ลง

ก็เป็นหน้าที่ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่จะต้องช่วยกันดูแล เพราะงานเข้าหนนี้ มันเข้ามาโดนกันทั้งประเทศ ไม่ได้จำกัดแต่ค่ายใดค่ายหนึ่ง

แล้วก็เหมือนผีซ้ำ กรรมซัด เมื่อยอดการขายเดือนมกราคม เดือนแรกของปี ลดฮวบฮาบ 29.8 % ขายกันได้ 3 หมื่นกว่าคัน จากที่เคยขายได้ถึง 45,000 โดยส่วนของรถกระบะ ยอดขายลดกันยกใหญ่ ส่วนรถเก๋งก็ขายลดลงเล็กน้อย แต่ก็ยังพอมีความหวังว่า เมื่อมาตรการภาครัฐคลอดออกมา ตัวเลขก็คงไม่เลวร้ายสักเท่าใด

แต่แค่นี้ก็ร้องกันระงมไปหมดแล้ว เพราะลดกันแบบฮวบฮาบทุกค่าย

ที่ยังพอมองเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ ก็เห็นจะเป็นค่ายเกาหลี ที่รอคอยความหวังเรื่อง ข้อตกลงเขตการค้าเสรีแบบทวิภาคีไทย-อินเดีย หรือเรียกง่ายๆ ว่า เอฟทีเอ ถ้าตกลงกันได้เรียบร้อย ค่ายนี้ก็จะขนรุ่นเล็ก ที่ประกอบในอินเดีย สั่งเข้ามาขายตัดหน้าโครงการอีโคคาร์ให้ได้

ถ้าผู้บริโภคได้ใช้ของดี ราคาถูก หรือราคาสมเหตุสมผล ก็ย่อมเป็นเรื่องดีในการทำธุรกิจ เพียงแต่ว่าคนไทยจะยอมรับได้หรือเปล่า ว่าเป็นรถประกอบจากอินเดีย นั่นยังเป็นข้อสงสัย เพราะตอนนี้ก็ยอมรับรถประกอบจากเกาหลี ประกอบจากอินโดนีเซีย ประกอบจากมาเลเซีย เรียบร้อยแล้ว

นั่นก็เป็นเรื่องของอนาคต เรามาดูความเป็นไปแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์บ้านเราบ้าง เรื่องแรกก็เรื่องการกำหนดอายุการใช้งาน รถตู้โดยสารประจำทาง ที่ตอนนี้มีวิ่งอยู่ทั่วประเทศ 8,931 คัน จำนวนนี้ มีวิ่งอยู่ใน กทม. 6,295 คัน โดยกำหนดให้มีอายุไม่เกิน 10 ปี นับจากวันจดทะเบียนครั้งแรก ส่วนที่ใช้รถอายุเกินอยู่ ก็ผ่อนผันให้หารถมาเปลี่ยนได้ ภายในวันที่ 1 มิถุนายน แต่ที่ยังไม่มีกำหนดอายุการใช้งาน ก็คือ รถโดยสารประจำทาง ทั้งเมล์แดง เมล์เขียว รถร่วม เพราะไม่มีระเบียบกันมาก่อน ก็เป็นการผจญภัยของผู้บริโภคอย่างหนึ่ง ว่าจะไปเจอเอารถอายุเกือบ 50 ปีเข้า ถือเสียว่าเป็นกรรมของคนกรุงเทพ ฯไปก็แล้วกัน ที่ไม่มีปัญญาหาซื้อรถเก๋ง หรือมอตอร์ไซค์ มาใช้

นึกเสียว่า ทำให้ชีวิตมีรสชาติขึ้นดีกว่า

อีกเรื่องที่อยากขอบันทึกเอาไว้เป็นเกียรติ ส่วนผู้บังคับกฎหมายท่านจะเห็นหรือไม่ ก็ไม่ทราบได้ เอาเป็นว่าเราๆ ท่านๆ รับทราบกันไว้ แล้วจะได้ไม่หลงไปติดไฟสีสดใสให้เป็นวัยรุ่นเข้า

โคมไฟหน้ารถมี 3 ประเภท ประเภทแรก (ก) โคมไฟแสงพุ่งไกลให้ติดหน้ารถข้างละ 1 ดวง สูงจากพื้นทางราบถึงจุดศูนย์กลางดวงโคมไฟไม่น้อยกว่า 0.60 เมตร แต่ไม่เกิน 1.35 เมตร โคมไฟทั้ง 2 ข้างอยู่ระดับเดียวกัน ใช้ไฟแสงสีขาวมีกำลังไฟเท่ากันไม่เกินดวงละ 50 วัตต์ มีแสงสว่างให้เห็นพื้นทางได้ไม่น้อยกว่า 100 เมตร ศูนย์รวมแสงต้องไม่สูงกว่าแนวขนานพื้นทางราบ ไม่เฉไปทางขวา

ตามระเบียบ ไม่ได้ระบุว่าหากมีการเคลือบสีดำด้านใน แล้วทำให้ไฟสลัวลง จะผิดด้วยหรือเปล่า

ประเภทที่สอง (ข) โคมไฟแสงพุ่งต่ำ ให้ติดหน้ารถข้างละ 1 ดวง สูงจากพื้นราบถึงจุดศูนย์กลางดวงโคมไฟไม่น้อยกว่า 0.60 เมตร แต่ไม่เกิน 1.35 เมตร โคมไฟทั้ง 2 ข้างต้องอยู่ในระดับเดียวกัน ใช้ไฟแสงสีขาวมีกำลังไฟเท่ากันไม่เกินดวงละ 50 วัตต์ มีแสงสว่างให้เห็นพื้นทางไม่น้อยกว่า 30 เมตร ศูนย์รวมแสงต้องอยู่ต่ำกว่าแนวขนานกับพื้นทางราบไม่น้อยกว่า 2 องศา หรือ 0.20 เมตร ในระยะ 7.50 เมตร ไม่เฉไปทางขวา

เจ้าโคมไฟแสงพุ่งต่ำ มีระบุชัดเจนว่าให้ใช้ไฟแสงสีขาว ไม่เกินข้างละ 50 วัตต์ ส่วนคันที่ไปเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอำพัน หรือสีฉูดฉาดน่ะ ผิดกฎหมายนะเจ้านาย

และประเภทสุดท้าย (ค) โคมไฟเล็ก ให้ติดหน้ารถอย่างน้อยข้างละ 1 ดวง โดยให้อยู่ทางริมสุด แต่จะล้ำเข้ามาได้ ไม่เกิน 0.40 เมตร โคมไฟทั้ง 2 ข้าง ต้องอยู่ในระดับเดียวกัน ใช้ไฟแสงขาวหรือแสงเหลืองมีกำลังไฟเท่ากันไม่เกินดวงละ 10 วัตต์ และต้องมีแสงสว่างสามารถมองเห็นได้จากระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร

ข้อนี้ใช้ไฟแสงเหลืองได้ ไม่ผิดกติกาแต่ประการใด

โคมไฟแสงพุ่งไกล โคมไฟแสงพุ่งต่ำ และโคมไฟเล็กจะรวมอยู่ในดวงเดียวกันก็ได้ รถคันใดจะมีโคมไฟหน้ารถเพื่อใช้ตัดหมอกก็ได้ โดยให้ติดหน้ารถข้างละ 1 ดวง อยู่ในระดับเดียวกันใช้ไฟแสงขาวหรือแสงเหลืองมีกำลังไฟเท่ากัน ไม่เกินดวงละ 55 วัตต์ สูงจากพื้นทางราบไม่เกินกว่าระดับโคมไฟแสงพุ่งไกลและโคมไฟแสงพุ่งต่ำ ศูนย์รวมแสงต้องต่ำกว่าแนวขนานกับพื้นทางราบไม่น้อยกว่า 2 องศา หรือ 0.20 เมตร ในระยะ 7.50 เมตร และไม่เฉไปทางขวา

อย่าลืมว่าเฉพาะไฟตัดหมอก กำลังไฟต้องไม่เกินข้างละ 55 วัตต์ นะขอรับ ไม่ใช่ไปเอาสปอทไลท์มาติด เปิดที่สว่างจ้า แยงตารถที่สวนมาเป็นกำลัง

ก็อ่านกันแล้ว ช่วยจำๆ กันด้วย และถ้าไม่เกรงใจ ก็บอกเจ้าพนักงานที่ให้กรุณาช่วยตรวจสอบเวลาตั้งด่านด้วย จะเรียกจอดให้ทดลองเปิดไฟ ก็ไม่น่าจะผิดกติกาแต่ประการใด ถ้าเป็นการตั้งด่านถูกต้อง

รวมทั้งท่านเจ้าของรถเอง ก็ไม่ต้องมัวคอยกังวลว่าจะถูกเรียกตรวจเมื่อไหร่ หากท่านปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง

รอบนี้ก็ได้แต่หวังว่า มาตรการภาครัฐที่กำลังจะคลอดมาช่วยผู้บริโภคชาวไทยน่ะ รีบๆ คลอดมา เพื่อจะได้ช่วยกันโอบอุ้มอุตสาหกรรมยานยนต์ในเมืองไทยต่อไป ยอดขายเดือนกุมภาพันธ์ ก็จะได้ไม่เลวร้ายไปกว่านี้ พรรคพวกในแวดวงยานยนต์จะได้ไม่ต้องมานั่งโอดครวญกันให้หนวกหูอีก



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน เมษายน ปี 2552
คอลัมน์ : โค้งอันตราย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/8nSTf

Follow autoinfo.co.th